เลขาฯ กฤษฎีกา เผย “นายกฯ อิ๊งค์” ไม่ได้หารือกฤษฎีกาปมตั้ง “หมอเลี้ยบ” ชี้ คนละกรณี “กิตติรัตน์” รับ ถกพิจารณากฎหมายเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์แล้ว บอก ยังไม่ทราบใช้งบส่วนใดเยียวยาปมที่ดินอัลไพน์
วันที่ 21 มกราคม 2568 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศ (คปท.) ระบุ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี อาจมีสิทธิ์หลุดเก้าอี้กรณีแต่งตั้ง นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ซึ่งถูกตัดสิทธิทางการเมือง มาดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านโยบายของนายกรัฐมนตรี และเป็นประธานคณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ว่า เรื่องนี้ตนไม่ทราบรายละเอียด และเรื่องการแต่งตั้ง นพ.สุรพงษ์ ไม่ได้มีการปรึกษาตน ส่วนจะเทียบเคียงกับกรณี นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ประธานที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ที่เคยเป็นประธานคณะกรรมการกำกับการแก้ไขหนี้สินของประชาชนรายย่อย จนไม่สามารถดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้หรือไม่นั้น ต้องไปดูข้อเท็จจริงและวินิจฉัยในแต่ละเรื่อง ซึ่งแต่ละกรณีอยู่ที่ว่ามีการหารือมาอย่างไร พฤติกรรมรายบุคคล แต่ละคำตอบไม่เหมือนกัน อยู่ที่คำถาม
เมื่อถามต่อถึงความคืบหน้าเรื่องการสรรหาประธานบอร์ดแบงก์ชาติ มีการส่งชื่อมาให้ตรวจสอบคุณสมบัติแล้วหรือไม่ นายปกรณ์ ตอบว่า ไม่มี คงอยู่ที่กระทรวงการคลัง จริงๆ คณะกรรมการกฤษฎีกาไม่ได้มีหน้าที่ตรวจสอบ แต่เขาสอบถามมา
ส่วนเรื่องความคืบหน้าการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือ เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ภายหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับหลักการ นายปกรณ์ ตอบว่า ก็ได้ดำเนินการแล้ว ทำให้เป็นไปตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งมุ่งเป้าไปตามแนวทางรัฐบาล Man-made Destination เป็นหลักเท่านั้นเอง ถ้าไปอย่างอื่นลำบาก
...
ผู้สื่อข่าวถามอีกว่าต้องใช้ระยะเวลาในการรวบรวมความคิดเห็นนานหรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า รัฐบาลแจ้งมาว่าใช้เวลาได้ไม่เกิน 50 วัน เพราะเป็นเรื่องเร่งด่วน จะพยายามรีบดำเนินการให้แล้วเสร็จ ซึ่งมีการประชุมไปนัดหนึ่งแล้ว ก็ไปได้พอสมควรในเรื่องเค้าโครง เราไม่ได้เน้นในเรื่องของกาสิโน หรือเรื่องอะไรอย่างที่พูดกัน เน้น Man-made Destination เป็นหลัก ส่วนการจะมีกาสิโนด้วยก็เป็นไปตามกฎหมายที่มีอยู่แล้ว
ในคำถามย้ำว่าจำเป็นจะต้องมีการประชามติฟังเสียงจากประชาชนหรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า ก็แล้วแต่ฝ่ายบริหาร ถ้าเห็นว่าเป็นเรื่องที่สำคัญหรือมีผลกระทบเยอะๆ รัฐบาลอาจจะทำได้ ขณะที่คำถามว่าทางกฤษฎีกาเห็นควรว่าจะต้องดำเนินการทำประชามติหรือไม่ นายปกรณ์ ระบุว่า ก็แล้วแต่ ซึ่งทางกฤษฎีกาไม่ใช่ฝ่ายนโยบาย จึงตัดสินใจไม่ได้
นอกจากนี้ นายปกรณ์ ยังกล่าวถึงแนวคำวินิจฉัยการเพิกถอนที่ดินอัลไพน์ของคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่า แนวคำวินิจฉัยมีตั้งแต่ปี 2544 และหลักของคำวินิจฉัยคือที่ดินที่ได้มาโดยมรดกต้องทำเป็นไปตามที่เจ้าของมรดกกำหนด เมื่อต้องการให้ตกแก่วัดก็ต้องตกแก่วัด ซึ่งการเพิกถอนที่ดินให้เป็นที่ธรณีสงฆ์เป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย ส่วนขั้นตอนหลังจากนี้ขอให้ไปถามจากกระทรวงมหาดไทยว่าจะหาทางแก้ไขเยียวยาให้กับประชาชนที่เกี่ยวข้องหรือผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างไร ต้องไปว่ากันอีกรอบหนึ่ง ขณะเดียวกัน ต้องตรวจสอบว่ามีการจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงอะไรหรือไม่ เพราะจริงๆ แล้ว เราต้องเสียเงินชดเชยให้กับผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ได้มาโดยสุจริต ต้องไปดูว่าคำสั่งทางปกครองออกมาและถูกยกเลิกไปนั้นชอบหรือไม่ และประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่ ซึ่งผู้เกี่ยวข้องเป็นผู้รับผิดชอบ
เมื่อถามถึงงบประมาณที่จะนำมาเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ นายปกรณ์ กล่าวว่า ยังไม่ทราบจะนำมาจากส่วนใด แต่หากจำเป็นจะต้องแก้ไขเยียวยาก็สามารถของบประมาณจากรัฐบาลได้ ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าใช้งบประมาณปกติไม่จำเป็นต้องของบกลางจากรัฐบาลใช่หรือไม่ นายปกรณ์ ให้คำตอบว่า งบปกติน่าจะไม่มี เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ได้ตั้งงบไว้ ไม่มีใครคิดว่าจะเกิด ตนเข้าใจว่าอย่างนั้น จึงต้องหารือกับสำนักงบประมาณว่ามีแหล่งเงินจากที่ใดบ้าง อย่างไรก็ตาม แม้วงเงินในการเยียวยาจะสูง แต่คิดว่ามีหลายวิธีที่จะแก้ไข ซึ่งต้องรอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และอธิบดีกรมที่ดิน มาแนะนำว่าจะหาทางแก้อย่างไร
นายปกรณ์ ระบุต่อไปว่า ส่วนประเด็นปัญหาด้านกฎหมายมีเพียงว่า ถ้าคำสั่งทางปกครองไม่ชอบก็เพิกถอนเสีย และหากเพิกถอนคำสั่งทางปกครองไปแล้ว และมีผลกระทบต่อบุคคลที่สุจริตก็ต้องเยียวยากันในทางกฎหมายมีเพียงแค่นั้น ส่วนในทางบริหารก็ไปว่ากัน ทางด้านคำถามว่า ความเห็นของกฤษฎีกา เมื่อปี 2545 ที่เสนอให้ออกเป็นพระราชบัญญัติโอนเป็นที่ดินเอกชน สามารถทำได้หรือไม่ นายปกรณ์ ระบุว่า การโอนที่ดินซึ่งเป็นที่ธรณีสงฆ์ต้องเป็นตามกฎหมายอยู่แล้ว ไม่ได้มีอะไร ซึ่งก็แล้วแต่รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยว่าจะพิจารณาว่าทางใดเหมาะสมหรือสมควร ควรรอถาม รมว.มหาดไทย จะเหมาะสมกว่า
อย่างไรก็ตาม เมื่อถามในตอนท้ายว่าการออก พ.ร.บ.ที่ดิน จะยากกว่าการจ่ายเงินชดเชยหรือไม่ นายปกรณ์ ตอบว่า ไม่ได้ยากอะไร พ.ร.บ.โอนที่ธรณีสงฆ์ ทำกันบ่อยๆ อยู่แล้ว เพียงแต่ไม่เป็นข่าว.