“เฉลิมชัย ศรีอ่อน” เปิดศูนย์ปฏิบัติการธรณีพิบัติภัย เผยสถิติธรณีพิบัติภัยรอบปี 67 เกิดขึ้นกว่า 1,112 เหตุการณ์ สั่งเตรียมพร้อม ป้องกัน เฝ้าระวังและเตือนภัยในพื้นที่มีความเสี่ยง

วันที่ 7 มกราคม 2568 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์ปฏิบัติการธรณีพิบัติภัย ที่ศูนย์ปฏิบัติการธรณีพิบัติภัย กรมทรัพยากรธรณี

นายเฉลิมชัยเปิดเผยว่า จากข้อมูลเหตุการณ์ธรณีพิบัติภัยในรอบปี 2567 พบว่า ประเทศไทยเผชิญเหตุการณ์ธรณีพิบัติภัยรวม 1,112 เหตุการณ์ แบ่งเป็น แผ่นดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก 160 เหตุการณ์ แผ่นดินไหว 947 เหตุการณ์ และหลุมยุบรวม 5 เหตุการณ์ จากการสำรวจล่าสุดพบว่า ประเทศไทยมีพื้นที่เสี่ยงแผ่นดินถล่มระดับสูงมากถึงปานกลาง ครอบคลุมพื้นที่ 54 จังหวัด 463 อำเภอ 1,984 ตำบล 15,559 หมู่บ้าน คิดเป็นพื้นที่เสี่ยงรวม 142,067 ตารางกิโลเมตร (84.8 ล้านไร่) หรือประมาณร้อยละ 25 ของพื้นที่ประเทศไทย โดยเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2567 คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนำแผนที่พื้นที่มีโอกาสเกิดแผ่นดินถล่มของประเทศไทยไปใช้ประกอบการเตรียมความพร้อม ป้องกัน เฝ้าระวังและเตือนภัยในพื้นที่มีโอกาสเกิดแผ่นดินถล่มในส่วนที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว

ทั้งนี้ รมว.ทส. ได้ให้นโยบายด้านการป้องกัน เฝ้าระวัง แจ้งเตือนธรณีพิบัติภัย และมอบหมายกรมทรัพยากรธรณีให้ดำเนินการลดผลกระทบธรณีพิบัติต่อประชาชนในพื้นที่เสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ โดยพัฒนาข้อมูลและแนวทางมาตรการให้มีความครบถ้วน พัฒนาระบบการเฝ้าระวังธรณีพิบัติภัยแผ่นดินถล่ม และเครือข่ายกรมทรัพยากรธรณีให้มีความพร้อมรับมือ และพัฒนาแบบจำลองการเตือนภัยและศูนย์ปฏิบัติการธรณีพิบัติภัย กรมทรัพยากรธรณีให้มีความพร้อม

...

แผนการดำเนินงานในปี 2568 กรมทรัพยากรธรณีจะเร่งติดตั้งเครื่องตรวจติดตามการเคลื่อนตัวของมวลดินเพิ่มอีกกว่า 140 สถานี ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงธรณีพิบัติภัยแผ่นดินถล่ม ในจังหวัดภาคเหนือ ภาคตะวันตกและภาคใต้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนติดตั้งรวม 600 สถานีทั่วประเทศ พร้อมเสริมสร้างขีดความสามารถในการรับมือและลดความเสี่ยงจากธรณีพิบัติภัยแก่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ รมว.ทส. มอบหมายให้ศูนย์ปฏิบัติการธรณีพิบัติภัย กรมทรัพยากรธรณี ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการติดตามเฝ้าระวังและประเมินสถานการณ์ธรณีพิบัติภัยระดับประเทศ โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับชุมชนและเครือข่ายท้องถิ่น เพื่อให้การแจ้งเตือนภัยเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน