“วัชระ เพชรทอง” ยื่นหนังสือถึงทำเนียบ เตือน ครม.แพทองธาร ระบุ “เอกนัฏ” คดีกปปส. ยังไม่ถึงที่สุด งงจากคนเคยเป่านกหวีดไล่ กลายเป็นพยานช่วย “ทักษิณ” พ้นคดี ม.112 แฉอีก “สันติ พร้อมพัฒน์” เคยถูกจับให้คนอื่นสอบแทน ส่อขัดจริยธรรม


วันที่ 23 สิงหาคม 2567  นายวัชระ เพชรทอง อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ยื่นหนังสือขอแจ้งข้อมูลบุคคลที่ถูกเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรี ให้นายกรัฐมนตรีเพื่อประกอบการตัดสินใจ  ที่ศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล โดยนายวัชระ กล่าวว่า 

ตามที่พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้ทำหนังสือถึงน.ส.แพทองธาร ชินวัตร  นายกรัฐมนตรี โดยนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ในฐานะหัวหน้าพรรค รทสช. ได้เสนอชื่อนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สส.บัญชีรายชื่อและเลขาธิการพรรคให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เนื่องจากไม่มีคดีความติดตัวแล้ว และพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เสนอชื่อนายสันติ พร้อมพัฒน์ เป็นรัฐมนตรีนั้น

การเสนอชื่อนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ของพรรค รทสช. และการเสนอชื่อนายสันติ พร้อมพัฒน์ ของพรรค พปชร. เป็นรัฐมนตรีเป็นสิทธิ์ของพรรคการเมือง แต่ตนในฐานะประชาชนผู้เสียภาษีขอส่งข้อมูลประกอบการตัดสินใจของ นายกรัฐมนตรีดังนี้  1. คดี กปปส. คดีหมายเลขดำ อ.247/2561 หมายเลขแดง อ.317/2564 ศาลอาญา ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ จำเลยที่ 9  จำคุก 1 ปี โดยรอลงอาญาและโทษปรับเงิน 13,333 บาท ได้ประกันตัว  ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษากลับยกฟ้อง ตามระเบียบการดำเนินคดีอาญาของสำนักงานอัยการสูงสุด(อสส.) ถ้าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาแตกต่างกัน กล่าวคือคดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก  ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง โดยระเบียบดังกล่าว อัยการต้องมีคำสั่งฎีกาเพื่อให้ศาลฎีกาตัดสินชี้ขาด  ดังนั้นคดีนี้จึงยังไม่ถึงที่สุดตามที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรคกล่าวอ้าง

...

2.คดีของนายทักษิณ ชินวัตร ในข้อกล่าวหาฐานร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือมาตรา 112 และพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 โดยอัยการมีคำสั่งฟ้องเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2567 และเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2567  ศาลประทับรับฟ้องไว้ตามหมายเลขคดีดำที่ อ.1860/2567 ปรากฏเรื่องอัศจรรย์ทางจริยธรรมว่า ก่อนที่อัยการสูงสุดจะมีคำสั่งฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร ผู้ต้องหาอ้างนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรค รทสช.เป็นพยานในชั้นอัยการ และนายเอกนัฏได้ไปให้การในสำนวนคดีนี้ว่า ที่นายทักษิณฯ พูดที่ประเทศเกาหลีใต้ ไม่เข้ามาตรา 112 เหตุใดนายเอกนัฏจึงไปเป็นพยานให้นายทักษิณ ทั้งที่เคยเป็นเลขาธิการคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส.  เป่านกหวีดประท้วงขับไล่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และระบอบทักษิณมาตลอดชีวิต จนสมาชิก กปปส. ล้มตายและบาดเจ็บจำนวนมากแล้ว เหตุใดจึงไปเป็นพยานให้นายทักษิณในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอีก จะได้ชื่อว่าเป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์อันเป็นคุณสมบัติของรัฐมนตรีหรือผิดจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่

3.กรณีนายสันติ พร้อมพัฒน์ จากพรรค พปชร. ปรากฏข่าวว่าเคยถูกมหาวิทยาลัยรามคำแหงลงโทษลบชื่อออกจากทะเบียนนักศึกษา ตามคำสั่งมหาวิทยาลัยรามคำแหงที่ 1170/2542 ลงวันที่ 4 สิงหาคม 2542 เนื่องจากในการสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2541 หัวหน้าตึกสอบ PRA 201 รายงานว่าในการสอบกระบวนวิชา PY 103 เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2542 คาบสอบที่ 1 ได้ตรวจพบว่านายสันติ  รหัสประจำตัว 4106562624 ได้ให้บุคคลอื่นเข้าสอบแทนโดยการปลอมบัตรประจำตัวนักศึกษาและใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลตลอดชีพของกรมการขนส่งทางบก และใช้เป็นหลักฐานในการเข้าสอบ ปรากฏตามสิ่งที่ส่งมาด้วย จึงเป็นการฝ่าฝืนและผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรงซึ่งขนาดการศึกษายังกระทำการทุจริต ดังนั้นการบริหารงานให้ประเทศชาติและประชาชน จึงเป็นเรื่องน่าสงสัยในความซื่อสัตย์สุจริตโดยพลัน ทั้งนี้ ตนเองถือว่าได้แจ้งให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ทราบล่วงหน้า ก่อนการประกาศแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีแล้ว