“ทักษิณ” แจ้งหัวหน้าพรรค ร่วมรัฐบาลยกเลิกโครงการเติม เงิน 1 หมื่นบาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต รอพรรคเพื่อไทยชี้แจงประชาชนล่าสุดมีผู้ลงทะเบียนผ่านแอปฯทางรัฐแล้ว 30 ล้านคน “จุลพันธ์” แบ่งรับแบ่งสู้ยกเลิกโครงการ สำนักงบประมาณชี้งบปี 67 จัดไว้ในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจเอาไปใช้โครงการอื่นได้ เปิดทางเลือกโยกงบดิจิทัลวอลเล็ต 1.22 แสนล้าน ไปเร่งลงทุนโครงการขนาดเล็ก กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากแทน

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 15 ส.ค.ว่า ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 4 วินิจฉัยว่าความเป็นนายกรัฐมนตรีของนายเศรษฐา ทวีสิน สิ้นสุดลง เมื่อวันที่ 14 ส.ค. และช่วงเย็นวันเดียวกัน นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โทรศัพท์ติดต่อหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลให้ไปหารือกันที่บ้านจันทร์ส่องหล้าและร่วมกันลงสัตยาบันเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่จากพรรคเพื่อไทย พร้อมกันนั้นนายทักษิณได้แจ้งต่อหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลว่า จะไม่เดินหน้าโครงการเติมเงิน 1 หมื่นบาทผ่านดิจิทัลวอลเล็ตต่อไปอีก และพรรคเพื่อไทยจะชี้แจงกับประชาชน ดังนั้น นโยบายของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่จะแถลงต่อสภาฯจะไม่มีโครงการนี้แล้ว

ทั้งนี้ ในช่วงของ “รัฐบาลเศรษฐา” ได้ชูโครงการเติมเงิน 1 หมื่นบาทผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ที่ปรับจากนโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทยมาเป็นนโยบายเรือธงของรัฐบาล โครงการดังกล่าวมีต้นคิดมาจากนายทักษิณ นายเศรษฐาต้องฟันฝ่าการดำเนินนโยบายนี้ เนื่องจากถูกคัดค้านจากนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รวมทั้งจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่อยากให้แจกเงินเฉพาะกลุ่มเปราะบางเท่านั้น อีกทั้งผู้ว่าการ ธปท.ได้ยกข้อกฎหมายว่าตาม พ.ร.บ.เงินตรา ก่อนดำเนินโครงการนี้จะต้องมีเงินพร้อมก่อนถึงจะดำเนินโครงการได้ ที่ผ่านมารัฐบาลเศรษฐา จึงพยายามหาแหล่งเงินให้ครบก่อน โดยเห็นชอบใช้เงินจากงบประมาณรายจ่ายปี 2567-2568 วงเงินรวม 450,000 ล้านบาท ประกอบด้วย งบประมาณรายจ่ายปี 2567 วงเงิน 165,000 ล้านบาท แบ่งเป็น งบเพิ่มเติม 122,000 ล้านบาท และบริหารจัดการงบประมาณ 43,000 ล้านบาท งบประมาณรายจ่ายปี 2568 มีวงเงินรวมทั้งสิ้น 285,000 ล้านบาท

...

แบ่งเป็นงบกลางวงเงิน 152,700 ล้านบาท และการบริหารจัดการงบประมาณ 132,300 ล้านบาท มีการเปิดลงทะเบียนครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 ส.ค. ที่ผ่านมาผ่านทางแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ”

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับยอดการเปิดลงทะเบียนรับสิทธิโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต บนแอปพลิเคชันทางรัฐ ตั้งแต่ 1 ส.ค.ถึงปัจจุบัน มีผู้ลงทะเบียนแล้วกว่า 30 ล้านคน ส่วนความกังวลของผู้ที่ลงทะเบียนไปแล้วที่เกรงว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัยของข้อมูลหากโครงการไม่ได้ไปต่อ ได้รับการยืนยันว่าจะไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากการลงทะเบียนแอปฯทางรัฐไม่มีการดึงข้อมูลส่วนบุคคล หรือข้อมูลการเงินมาไว้ที่แอปฯ เพียงแต่จะส่งชื่อผู้ลงทะเบียนไปสอบถามความถูกต้องแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมการปกครอง กรมสรรพากร สถาบันคุ้มครองเงินฝาก หน่วยงานเหล่านี้จะส่งคำตอบกลับมาว่าผ่านหรือไม่ผ่านเท่านั้น ไม่ได้ส่งข้อมูลส่วนบุคคลกลับมาแต่อย่างใด

ขณะที่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รักษาการรมช.คลัง เปิดเผยถึงกระแสข่าวยกเลิกโครงการแจกเงิน ดิจิทัลวอลเล็ตว่า เป็นกระแสข่าวยังไม่สามารถยืนยันแหล่งข่าวได้ โครงการนี้ได้รับความเห็นชอบในหลักการจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) สั่งการให้เดินหน้า ในฐานะผู้ดำเนินโครงการยืนยันว่ายังจะดำเนินการต่อตามกรอบอำนาจหน้าที่และสามารถดำเนินการได้ ส่วนในอนาคตจะเป็นอย่างไร ต้องยอมรับว่าต้องให้เกียรติรัฐบาลใหม่และนายกรัฐมนตรีท่านใหม่ หลังจากมีการเลือกนายกฯ นายกฯแต่งตั้ง ครม. ได้รับการโปรดเกล้าฯ ครบถ้วน จะมีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ต้องดูกันว่าหลังจากการเจรจาหารือกับ ครม. นโยบายใดบ้างจะถูกบรรจุอยู่ในแนวนโยบายของรัฐบาล หลังจากนั้นจะได้เห็นความชัดเจนของโครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต ในส่วนของพรรคเพื่อไทย โครงการแจกเงิน 10,000 บาท เป็นหนึ่งในนโยบายของพรรค หากพรรคเพื่อไทยเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล แน่นอนว่าเราจะเสนอนโยบายนี้ไปอยู่ในการเจรจา ผลจะเป็นอย่างไรต้องรอความชัดเจนต่อไป ตอนนี้ยังไม่มีคำสั่งจาก ครม. ก็มีหน้าที่เดินหน้าต่อตามภาระหน้าที่ที่ได้รับการสั่งการมา

ผู้สื่อข่าวถามว่าโครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ไม่ได้ดำเนินการต่อ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 พ.ศ. ... ที่ตั้งขึ้นใช้ในโครงการนี้จำนวน 1.22 แสนล้านบาท จะทำอย่างไรต่อไป นายจุลพันธ์กล่าวว่า ตรงนี้ยังไม่ได้คิดกัน เดี๋ยวไปดูอีกที

ด้านนายเฉลิมพล เพ็ญสูตร ผอ.สำนักงบประมาณ เปิดเผยถึงการจัดเตรียมงบประมาณโครงการเติมเงิน 1 หมื่นบาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ว่า การจัดเตรียมแหล่งเงินงบประมาณได้ข้อสรุปหมดแล้ว อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของรัฐสภา ทั้งงบประมาณเพิ่มเติมปี 2567 และงบประมาณปี 2568 แต่การขับเคลื่อนโครงการ ต้องดูรัฐบาลใหม่ว่าจะเดินต่อยังไง ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีใหม่ อาจทบทวนหรือเลิกโครงการเติมเงินดิจิทัลวอลเล็ต งบประมาณที่กันไว้หลายแสนล้าน จะโยกไปใช้ในโครงการอื่นได้หรือไม่ นายเฉลิมพลยอมรับว่างบประมาณที่เตรียมเอาไว้อยู่ภายใต้งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ หากจะเปลี่ยนต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการใช้จ่ายงบประมาณ และเป็นไปตามกรอบกฎหมาย

ผอ.สำนักงบประมาณ ยังระบุถึงการบริหารงานของรัฐบาลรักษาการว่ายังสามารถใช้จ่ายงบประมาณได้ตามปกติหรือไม่ว่า ยังดำเนินการได้ตามปกติ แต่ ต้องไม่เป็นโครงการที่ผูกพันรัฐบาลใหม่ ไม่ใช่โครงการใหม่ แต่ถ้าเป็นโครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วน เช่น การเสนอของบกลาง ไปช่วยภัยพิบัติสามารถเสนอขอใช้งบกลางกับ ครม.รักษาการได้ ส่วนการจัดทำงบประมาณปี 2568 คาดว่าสามารถมีผลบังคับใช้ได้ทันวันที่ 1 ต.ค.2567 ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นของปีงบประมาณ 2568 ขณะนี้อยู่ในการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ถือว่าได้เสร็จสิ้นการพิจารณาจากฝ่ายบริหารไปแล้ว เมื่อส่วนนี้หากรัฐบาลไม่ได้ปรับเปลี่ยนขั้วการเมืองมาก และยังเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเดิมที่ผ่านมาการทบทวนงบประมาณอาจมีไม่มาก ในชั้นกรรมาธิการสามารถทำได้ต่อเนื่อง แม้จะมีการปรับเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีและ ครม.ก็ตาม

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า แนวทางการบริหารงบประมาณหากรัฐบาลไม่เดินหน้าโครงการดิจิทัลวอลเล็ตต่อไป จะมีการทบทวนการใช้งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมปี 2567 ในส่วนที่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว วงเงิน 1.22 แสนล้านบาท มีการเสนอให้นำงบประมาณส่วนนี้ไปใช้ในการลงทุนโครงการในระดับเศรษฐกิจฐานราก ลักษณะเดียวกับที่เคยทำมาก่อนในช่วงการฟื้นฟูเศรษฐกิจในช่วงหลังโควิด-19 จะช่วยให้เกิดการหมุน เวียนในระบบเศรษฐกิจได้ประมาณ 1.5 เท่าของวงเงินที่ลงไป จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับชุมชนและฐานรากได้ดี โดยเฉพาะเม็ดเงินจะไปถึงระดับผู้รับเหมารายย่อยและการจ้างงานในระดับท้องที่และชุมชน โครงการก่อสร้างก็จะไปช่วยหนุนการซื้อวัสดุก่อสร้าง รถปิกอัพ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการก่อสร้าง จะทำให้เศรษฐกิจค่อยๆฟื้นขึ้นมาได้ ผลที่ได้รับจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากกว่าโครงการดิจิทัลวอลเล็ตวงเงิน 4.5 แสนล้านบาท สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ประมาณ 0.9% ของจีดีพีเท่านั้น

อ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” ทั้งหมดที่นี่