ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร และภาคประชาชน โร่ร้อง กมธ.ที่ดิน สภาฯ ค้านมติ ครม. เพิกถอนสิทธิที่ดินป่าทับลาน ดักทาง อย่าเหมาเข่งเพิกถอนพื้นที่ทั้งหมด ด้าน ปธ.กมธ.ที่ดิน เรียกทุกหน่วยงานรัฐแจง 17 ก.ค.นี้ ยัน พิจารณาด้วยความรอบคอบ
เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 11 กรกฎาคม 2567 นายพสิษฐ์ เอี๋ยวพานิช นายกสมาคมอุทยานแห่งชาติ พร้อมด้วย นายภานุเดช เกิดมะลิ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร และเครือข่ายพันธมิตรเพื่อสิ่งแวดล้อม เข้ายื่นหนังสือต่อ นายพูนศักดิ์ จันทร์จำปี สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอคัดค้านกรณีการปรับปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ที่อาคารรัฐสภา
นายภานุเดช กล่าวว่า เนื่องจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อเดือนมีนาคม 2566 ให้เพิกถอนพื้นที่ป่าออกไป แต่ในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมามีการพยายามที่จะนำประเด็นนี้ไปให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) เป็นผู้ดำเนินการอนุมัติเพิกถอนพื้นที่อุทยานใหม่ โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มที่อยู่มาไม่เกินปี 2557 ตามประกาศอุทยานแห่งชาติปี 2562 ได้มีการผ่อนปรนให้สามารถอยู่ในพื้นที่ได้ แต่ยังมีกลุ่มคนที่มีพื้นที่แสนกว่าไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ในระหว่างการติดตามการดำเนินคดี การตรวจสอบ หลายๆ แปลงอยู่ในระหว่างคำพิพากษาของศาล ทำให้รู้สึกว่าถ้าเราเหมาเข่งกลุ่มประเด็นปัญหาทั้ง 3 พื้นที่มารวมกัน แล้วเพิกถอนจากพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน จะเป็นลักษณะของการนิรโทษกรรมผู้ที่อาจจะทำผิดในพื้นที่ตรงนี้ และทำให้กระบวนการในการดูแลจัดการพื้นที่อนุรักษ์ได้รับผลกระทบกระเทือนทั่วประเทศ นอกจากนี้ พื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน เป็นพื้นที่มรดกโลก การเพิกถอนพื้นที่เขตอุทยานนี้จะก่อให้เกิดผลกระทบกับป่าไม้ สัตว์ป่า และความเป็นมรดกโลก น่าจะเป็นข้อกังวลที่คณะกรรมการมรดกโลกด้วย จึงขอให้ กมธ. ช่วยติดตามตรวจสอบว่าหาข้อเท็จจริงในแนวทางที่ควรจะเป็นกับเรื่องนี้
...
ทางด้าน นายพสิษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า วันนี้มายื่นหนังสือคัดค้านที่จะปรับปรุงแนวเขตทับลาน เพราะในปี 2524 เราได้สำรวจรังวัดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หากออกโฉนดจะขายให้นายทุนและบุกรุกที่ดินไปเรื่อยๆ รวมถึงขอให้มีการพิสูจน์สิทธิ์ ซึ่งหากทำงานจริง ไม่เห็นแก่ใคร มั่นใจว่าจะได้การพิสูจน์ที่คนได้โฉนดเป็นคนจนจริงๆ ที่สำคัญ พื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานก็เป็นหนึ่งในพื้นที่มรดกโลก ถ้ามีการเพิกถอนสิทธิก็จะมีการออกข่าวสร้างความเสียหายให้ประเทศ แค่เรื่องเศรษฐกิจก็แย่มากพอแล้ว จึงขอสนับสนุนให้ราษฎรที่ครอบครองที่ดินสามารถครอบครองที่ดินต่อได้
จากนั้น นายพูนศักดิ์ กล่าวหลังรับเรื่องร้องเรียนว่า ทุกคนเล็งเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เราจะรับเรื่องนี้ไว้เพื่อพิจารณาในวันที่ 17 กรกฎาคมนี้ จะมีการเชิญหน่วยงานเกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจงเพื่อให้ข้อมูลกับ กมธ. อาทิ สคทช. สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช หวังว่าจะได้ข้อมูลข้อเท็จจริง เพื่อจะได้ข้อสรุปให้ฝ่ายบริหารได้ดำเนินการต่อไป
ขณะที่ นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลในฐานะเลขานุการ กมธ.การที่ดินฯ กล่าวเสริมว่า กรณีนี้มีทั้งฝ่ายที่เรียกร้องให้ #Saveทับลาน และประชาชนในพื้นที่ที่จะได้ประโยชน์จากการปรับปรุงเส้นแนวเขตนี้ กมธ. จะรับมาพิจารณาด้วยความระมัดระวัง เพื่อให้เกิดประโยชน์ด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย คือ ในแง่ของการปกป้องคุ้มครองทรัพยากรไม่ให้ถูกทำลาย และการคุ้มครองสิทธิของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ ซึ่งเรื่องนี้ก็ตรงกันกับทางข้อเรียกร้องของทางภาคประชาชนที่ว่า จะต้องไม่เหมาเข่งมา โดยจะมีการตรวจสอบชาวบ้านที่อยู่มาก่อน เขาควรได้รับการคุ้มครองสิทธิตามกฎหมายที่มีอยู่ ในกรณีนี้จะมีอยู่ 2 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มที่อยู่มาก่อน ก็ควรจะได้รับการออกเอกสารสิทธิ และ 2. กลุ่มที่มาอยู่ที่หลัง แต่ก่อนปี 2557 ที่มีสิทธิ์ที่จะได้รับการคุ้มครองตามนโยบายของรัฐบาล ก็ควรเข้าสู่กระบวนการคุ้มครองตามนโยบายของรัฐบาล
“ในส่วนของการคุ้มครองพื้นที่มีการบุกรุก ก็จำเป็นต้องมีการตรวจสอบเช่นเดียวกัน ซึ่งจะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มนายทุนที่ครอบครองโดยมิชอบ รวมไปถึงการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ กลุ่มนี้ก็จะต้องมีการตรวจสอบการออกเอกสารสิทธิ หรือสิทธิการครอบครอง ที่แม้อาจจะมีการเปลี่ยนมือ แต่ก็จะต้องเป็นการใช้เพื่อการเกษตร หากถือครองผิดเงื่อนไข จะต้องมีการดำเนินการตามกฎหมาย ยึดคืนมาเป็นของรัฐ อีกส่วนหนึ่งที่ละเลยไม่ได้คือ การมีข้าราชการที่รู้เห็นเป็นใจในการออกเอกสารสิทธิให้แก่กลุ่มนายทุนโดยไม่ชอบ จำเป็นที่จะต้องมีการตรวจสอบด้วยเช่นเดียวกัน หากไม่ทำเช่นนี้จะสาวไม่ถึงต้นตอของปัญหา และผลกระทบก็จะตกมาถึงประชาชน กรณีนี้มีทั้ง 2 ด้าน ดังนั้น กมธ. จะพิจารณาด้วยความรอบคอบ นำข้อมูลจากทุกฝ่ายมารับฟัง เพื่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุด”