“นพดล ปัทมะ” สส.เพื่อไทย อภิปรายหนุนงบ 68 ชี้ ไทยไม่จำเป็นต้องเลือกข้าง แต่ต้องกระชับให้แน่นกับทุกประเทศ พร้อมให้กำลังใจนายกฯ เข้าใจหนัก-เหนื่อย เพื่อให้ชีวิตคนไทยดีขึ้น หวังงบที่จัดสรรให้ ก.ต่างประเทศ จะกอบกู้เกียรติภูมิประเทศคืนมา

เมื่อเวลา 16.14 น. วันที่ 20 มิถุนายน 2567 การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เข้าสู่การอภิปรายของ นายนพดล ปัทมะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ในวาระแรก เกี่ยวกับ 5 ความท้าทายด้านการต่างประเทศไทย ดังนี้ 

1. เศรษฐกิจโลกกำลังมุ่งสู่การแบ่งขั้วที่เข้มข้นมากขึ้น พรรคเพื่อไทย ยึดมั่นประโยชน์แห่งชาติต้องมาก่อน เรียกว่านโยบายต่างประเทศที่กินได้ คือ การทูตเศรษฐกิจเชิงรุก ต้องไปขยายตลาด คว้าโอกาสใส่มือคนไทย เร่งทำ FTA แสวงหาโอกาสจากการย้ายฐานการผลิต ดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติมาลงทุนตั้งฐานการผลิต การที่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ไปต่างประเทศ ไม่ได้ไปอาบแดด ตนในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ทราบดีว่าเหนื่อยและหนัก คำวิจารณ์ที่บอกว่าไปแล้วสิ้นเปลืองงบประมาณ ไม่เป็นธรรมกับนายกรัฐมนตรี เพราะเมื่อโอกาสไม่มาหาเรา เราต้องออกไปหาโอกาส และการลงทุนในระดับ 2-3 แสนล้าน ต้องใช้เวลา ไม่ใช่การเพาะถั่วงอกที่ 3-4 วันกินได้ ต้องบอกว่า ไม่ใช่อิกนอร์ไทยแลนด์ (IGNORE THAILAND) แต่เป็นความสำเร็จอีกแล้วหนอไทยแลนด์

2. ความไม่ชัดเจนของบทบาทและสถานะของไทยในเวทีระหว่างประเทศ เราต้องกอบกู้เกียรติภูมิ และสร้างบทบาทไทยในเวทีโลก เรายึดมั่นตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทย ถ้าเพื่อนบ้านดี ก็สามารถแสวงหาความร่วมมือทวิภาคีได้ จุดยืนไทยต้องเป็นผู้สนับสนุนสันติภาพ ต้องผลักดันการแก้ปัญหาในเมียนมา สร้างเอกภาพ สันติภาพ และสถียรภาพในเมียนมาให้ได้ พร้อมฝากถึงรัฐบาลว่า ไทยควรช่วยเหลือมนุษยธรรมเมียนมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงต้องกลับมาอยู่ในจอเรดาร์ของโลกอย่างชัดเจนและมีทิศทาง

...

3. การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศที่เข้มข้น ดำเนินความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างสมดุล เราไม่จำเป็นต้องเลือกข้างมหาอำนาจข้างใดข้างหนึ่ง และต้องสร้างให้กระชับแน่นกับทุกประเทศ เราจะดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างสมดุลบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ (rule based international order) เป็นสิ่งที่เราต้องทำ

4. ปัญหาภัยคุกคามหรือความมั่นคงรูปแบบใหม่ ขอเน้นในเรื่องฝุ่น PM 2.5 ข้ามแดน ไทยต้องแสวงความร่วมมือกับเพื่อนบ้าน รัฐบาลได้ริเริ่มนโยบายยุทธศาสตร์ฟ้าใส (CLEAR Sky Strategy) กับลาว กัมพูชา และเมียนมา เพื่อปกป้องคนไทยไม่ให้สูดฝุ่นพิษข้ามแดน ขอให้กำลังใจรัฐบาล และควรทำให้สำเร็จ เพราะตัวเลขผู้ป่วยมะเร็งปอดในภาคเหนือมีตัวเลขค่อนข้างน่ากังวลใจ

5. นโยบายการต่างประเทศต้องเป็นเครื่องมือหนึ่งในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของไทย โดยรัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้กระทรวงต่างประเทศ 9,014 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 204 ล้านบาท ถือว่าต่ำ ซึ่งด้วยศักยภาพของข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศที่เคยทำงานในเวลาสั้นๆ รู้ว่าเก่ง สุจริต และมีประสิทธิภาพ มั่นใจว่าแม้งบจะไม่มาก แต่สามารถผลักดันงานต่างๆ ได้ แต่ขอติงเรื่องงบประมาณซอฟต์พาวเวอร์ 148 ล้านบาท มองว่าต้องเพิ่มเติมขึ้น เพราะกระทรวงการต่างประเทศต้องผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ทางการทูตด้วย พร้อมยกตัวอย่างยิ้มสยามว่า มีนัยแฝงว่าอยากให้ทุกคนหันหน้าพูดคุยโดยสันติวิธีบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ โยนเมล็ดพันธ์ของความไว้วางใจ มากกว่าไปใส่ไฟแห่งความขัดแย้งในเวทีโลก

พร้อมกันนี้ นายนพดล ยังได้อภิปรายต่อไปถึงข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ 7 ข้อ ประกอบด้วย

1. เร่งเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป และไทย-สหราชอาณาจักร

2. ตอกย้ำบทบาทของไทยในการเป็นผู้สนับสนุนสันติภาพและความมั่งคั่งในเวทีโลกอย่างแข็งขัน

3. เผชิญความท้าท้ายโลกแบ่งขั้วด้วยการทูตแบบสมดุล โดยยึดมั่นระเบียบโลกภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ

4. ผนึกมิตรประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาความมั่นคงรูปแบบใหม่ (PM 2.5) ข้ามพรมแดน

5. เป็นผู้นำในการสร้างสันติภาพและเอกภาพในเมียนมา

6. เร่งเพิ่มการค้าชายแดน เจรจาพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเล ไทย-กัมพูชา

7. ปกป้องผลประโยชน์ของคนไทยในต่างแดน เร่งช่วยเหลือตัวประกันชาวไทย 6 คนในกาซา

ในช่วงท้าย นายนพดล ระบุด้วยว่า “งานต่างประเทศเป็นงานที่เน้นผลสำเร็จของงาน ถ้าเปรียบเป็นกีฬามันไม่ใช่ยิมนาสติกลีลา แต่เป็นฟุตบอล แพ้ชนะอยู่ที่การยิงประตู เพราะฉะนั้นความสำเร็จของงาน จำเป็น ผมให้กำลังใจท่านนายกรัฐมนตรี ท่านทำงานหนัก เหนื่อย เพื่อชีวิตคนไทยที่ดีขึ้น ผมหวังว่างบ 68 ที่จัดสรรให้กระทรวงการต่างประเทศ เราจะกอบกู้เกียรติภูมิของประเทศคืนมา กอบกู้ศักดิ์ศรีของคนไทยคืนมา สร้างรายได้ขยายโอกาสให้กับประเทศไทย ผมขอสนับสนุนงบ 68 และการทำงานด้านต่างระเทศ” และจบการอภิปรายในเวลา 16.38 น.

(อ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2568 โดยสังเขป)