“สส.กัลยพัชร” อภิปรายงบฯ 68 ปูด ระบบสาธารณสุขระดับปฐมภูมิ ถูกล็อกทั้งกำลังพล งบประมาณ ส่วนของ กทม.ก็มีศูนย์บริการสาธารณสุขน้อยเกินไปจนต้องพึ่งเอกชน ด้าน “ปิยชาติ รุจิพรวศิน” เสนอ ให้เปลี่ยนงานอาสา กู้ชีพ กู้ภัย ให้เป็น อาชีพ
วันที่ 20 มิถุนายน 2567 เมื่อเวลา 12.50 น. ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ปีที่ 1 ครั้งที่ 2 (สมัยวิสามัญ) เป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 น.ส.กัลยพัชร รจิตโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวอภิปรายถึงปัญหาสาธารณสุขในระดับปฐมภูมิ โดยพบว่ามีการล็อกกำลังพล งบประมาณ ไม่กระจายอำนาจไปยังท้องถิ่น โรงพยาบาลหลายแห่งขาดแคลนบุคลากรแพทย์ พยาบาล ดูแลระบบสาธารณสุขไม่เพียงพอ
ส่วนระดับปฐมภูมิ กทม.ก็พบว่ามีงบการลงทุนที่น้อยเกินไป โดยศูนย์บริการสาธารณสุข 1 แห่ง ดูแลประชากรมากถึง 72,000 คน ทั้งที่ควรมีศูนย์บริการปฐมภูมิ 300-500 แห่ง จนต้องไปพึ่งพาคลินิกเอกชน และเกิดปัญหาการจ่ายค่ารักษาพยาบาลของ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ว่าจะจ่ายแบบรายหัว หรือเหมารายครั้ง เพื่อบริหารจัดการได้ดีกว่ากัน
ขณะที่ข้อมูลคนป่วย ก็พบว่ายังขาดการเชื่อมโยงข้อมูล เพราะไม่มีระบบคลาวด์ ทำให้ สปสช.ต้องประสบปัญหาการจ่ายค่ารักษาพยาบาลรายหัวซ้ำซ้อน เงินคงคลังของ สปสช.ในปีนี้เหลือแค่ 524 ล้านเท่านั้น ซึ่งกำลังจะเป็นปัญหา
ตนเองจึงเสนอ Big Bang คุณภาพชีวิตแบบก้าวไกล เพื่อเพิ่มการลงทุน 16,000 ล้านบาท ในบริการสุขภาพปฐมภูมิ โดยคิดเป็นเพียง 3% ของโครงการดิจิทัลวอลเล็ตเท่านั้น ในการแก้ปัญหา แบ่งเป็น 1,800 ล้านบาทจ้างหมอทั่วไป/ครอบครัว 1 คนเวียนตรวจโรค 2-3 โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ. สต.) รวมถึงอุดหนุน รพ.สต. ให้มีบุคลากรถึงมาตรฐานขั้นต่ำ 3,000 ล้านบาท พัฒนาศักยภาพ อสม. 200 ล้านบาท จ้างนักบริบาล ต่อผู้ป่วยติดเตียง 1:4 จำนวน 9,000 ล้านบาท จ้างสหวิชาชีพสุขภาพปฐมภูมิ 1 คน/ตำบล 2,000 ล้านบาท และให้สลายเพดานกำลังคนทำงานท้องถิ่น ให้ อปท.จ้างคนทำงานเติม รพ.สต.ได้ตามความเหมาะสม
...
ต่อมาเวลา 13.15 น. นายปิยชาติ รุจิพรวศิน สส.นครราชสีมา พรรคก้าวไกล กล่าวอภิปรายถึงปัญหาบุคลาการกู้ชีพ กู้ภัย ว่า สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) มีการจ่ายค่าบริการกู้ภัยล่าช้าเฉลี่ย 2 เดือนครั้ง แทนที่จะจ่ายทุกเดือน อีกทั้งยังพบว่ากู้ภัย มีการจบหลักสูตร paramedic ที่น้อยมากในแต่ละปี จึงขอเสนอให้ตั้งวิทยาลัย และเพิ่มค่าตอบแทนให้กับคนจบหลักสูตร โดยเสนอให้เพิ่มงบประมาณในส่วนนี้ อีกทั้งยังพบว่าเครื่องมือรองรับสภาวะฉุกเฉินไม่เพียงพอ หลังพบว่าเครื่อง AED น้อยเกินไป ทางพรรคก้าวไกล จึงอยากเสนอให้เปลี่ยนงานอาสา ให้เป็น อาชีพ โดยให้จ้างเป็นงานประจำ และจ้างเป็นหน่วยงานรับผิดชอบในพื้นที่ เพิ่มศักยภาพของอาสากู้ชีพ ให้ได้รับประกาศนียบัตรเฉพาะด้าน เช่น EMT EMR ให้ครบ 100% ของจำนวนกู้ภัยทั้งประเทศ ภายในระยะเวลา 5 ปี และตั้งเป้าให้มี Paramedic หรือนักปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์ ระดับปริญญาตรี อย่างน้อย 1 คน ทุกมูลนิธิ รวมถึงระดับประกาศนียบัตร 100% ประจำทุกจุดของหน่วยกู้ภัย ภายใน 5 ปี โดยภาครัฐต้องอุดหนุนการศึกษาให้กับมูลนิธิ