หากไม่มีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันใดๆเกิดขึ้นเสียก่อน วันนี้ (18 มิ.ย.) จะเป็นอีกวันที่คนไทย นักลงทุนไทย และนักลงทุนต่างประเทศ ต่างพากันจับตาปรากฏการณ์ “ต้มยำรวมมิตร” ที่จะมีการพิจารณา 4 คดีสำคัญทางการเมืองไทย พร้อมกันในวันเดียว

ทั้งกรณีการยุบพรรคก้าวไกล จากนโยบายหาเสียงแก้ไขมาตรา 112 หลังจากมีคำสั่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นพยานหลักฐานเพิ่มเติม วันนี้ต้องติดตามว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณากรณีนี้ต่ออย่างไร รวมทั้งกรณีพิจารณาความเป็นรัฐมนตรีของ “เศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรี ว่าจะสิ้นสุดลงจากการแต่งตั้ง “พิชิต ชื่นบาน” เป็นรัฐมนตรีหรือไม่ ต้องติดตามวันนี้เช่นกันว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเปิดไต่สวน หรือจะนัดฟังคำวินิจฉัยชี้ขาดเมื่อใด ต่อมาด้วยคดีหลักที่จะมีคำตัดสินวันนี้ คือกรณีการเลือกตั้งวุฒิสภาว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติ เวลา 09.30 น.

นอกจากนั้น คนไทยทั้งประเทศน่าจะรอการปรากฏตัวของ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ที่จะต้องเดินทางไปพบอัยการสูงสุดในคดีมาตรา 112 กรณีให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่เกาหลีใต้ ในวันเดียวกันนี้ด้วย ซึ่งคงต้องมาลุ้นกันว่า จะได้ประกันตัวหรือไม่ เพราะแม้ว่าจากสถิติเกี่ยวกับคดีมาตรา 112 มักจะไม่ได้รับการประกันตัว แต่ก็ไม่ใช่ทุกกรณีที่ไม่ได้ประกันตัว ทำให้มีโอกาสออกได้ทั้งสองหน้า

ทั้งนี้ จากการสอบถามความคิดเห็นภาคเอกชน และนักลงทุน มองว่ากรณีเหล่านี้ล้วนเป็น “ความเสี่ยงต่อเนื่องตลอดทั้งปีนี้” ที่ต้องจับตาใกล้ชิด เพราะแต่ละกรณี อาจจะพลิกโฉมประเทศไทยไปในอีกทิศทางได้

และระหว่างที่ทุกอย่างยังไม่มีความชัดเจนนี้ “นักลงทุนส่วนใหญ่จะตัดสินใจเลือกกอดเงินสดไว้ ยังไม่ผลีผลามที่จะลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนที่ใช้เงินจำนวนมาก และไม่ใช่เพียงแต่ภาคเอกชน เมื่อกรณีเหล่านี้ อาจจะมีผลที่จะเปลี่ยนแปลงรัฐบาล มีข่าวเล่ามาว่าในภาคราชการเอง ส่วนหนึ่งก็เลือกที่จะชะลอความเร็วการอนุมัติ หรือการลงทุนในบางโครงการ โดยเฉพาะโครงการที่มีความเสี่ยง เพื่อดูทิศทางลมที่ชัดเจนขึ้นด้วย”

...

โดยภาคเอกชนมองว่า สิ่งที่จำเป็นต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยนี้ คือ “ความเชื่อมั่น” ซึ่งจะต้องมาควบคู่กับ “ความแน่นอน” และความมีเสถียรภาพ เพราะหากเริ่มต้นจากความไม่มั่นใจว่ารัฐบาลจะไปต่ออย่างไร จะมีการเปลี่ยนตัวนายกฯหรือไม่ หรือจะมีการประท้วงลงถนนกันอีก ลามไปจนถึงข่าวลือการยุบสภา และหากยุบสภา แต่ยังไม่มีวุฒิสภาชุดใหม่ น้ำหนักการเมืองจะเอนไปอย่างไร กลายเป็น “ความกังวลใจ” และความระมัดระวังในการทำธุรกิจ

ขณะที่ภาคประชาชน อาจจะให้ความสนใจน้อยกว่าว่า “การเมืองจะไปอย่างไร” แต่กังวลใจที่ว่า หากรัฐบาลไม่มั่นคง จะมีผลต่อนโยบายในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วยพยุงค่าน้ำมัน ค่าไฟ การดูแลค่าครองชีพ ค่าจ้างแรงงาน รวมทั้งการแจกเงิน 10,000 บาทผ่านดิจิทัลวอลเล็ต หรือไม่ ทำให้บางส่วนเลือกจะประหยัดเงินไว้ มากกว่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย

“ความเสี่ยงทางการเมือง” จึงเท่ากับ “ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และทุกฝ่ายกำลังจับตาว่าประเด็นทางการเมืองเหล่านี้ จะออกมาในหน้าไหน เพื่อหาหนทางเดินหน้าใช้ชีวิตของตัวเองต่อไปในอนาคต.

มิสเตอร์พี

คลิกอ่านคอลัมน์ “กระจก 8 หน้า” เพิ่มเติม