“รังสิมันต์ โรม” ชี้ รัฐบาลเศรษฐาขาดเอกภาพ ไม่พร้อมบริหารงานประเทศ ถึงขั้นยืมมือ “วิษณุ” เชื่อเอามาดูคดีศาลรัฐธรรมนูญ ถามไม่ไว้ใจมือกฎหมายพรรคเพื่อไทยหรือไม่ พร้อมกระตุก สมช. ทำงานเชิงรุก แก้ปัญหาความมั่นคง 


วันที่ 31 พ.ค. 2567 เมื่อเวลา 09.55 น. ที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ทำเนียบรัฐบาล นายรังสิมันต์ โรม ประธานกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมร่วมกับ พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ เลขาธิการ สมช. และผู้บริหาร สมช. เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันว่า กมธ.ทำงานร่วมกับ สมช.ในหลายเรื่อง โดยเฉพาะปัญหาความไม่สงบในประเทศเมียนมา รวมไปถึงแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเกี่ยวโยงกับเรื่องไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต เรื่องไฟฟ้าเราเคยให้การบ้าน สมช. ให้ช่วยเราคิดว่าบริษัทที่กำลังมีการพิจารณา เพื่อจะต่อไฟฟ้าไปยังที่ทำการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เราจะยอมให้ต่อไฟฟ้าไปหรือไม่ รวมไปถึงการหารือมิติความมั่นคงด้านต่างๆ ในเรื่องความมั่นคงปลอยภัยทางไซเบอร์ โดยเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ไม่ใช่แค่กระทรวงใดกระทรวงหนึ่งจะแก้ปัญหาได้ วันนี้มาเน้นย้ำเรื่องประเทศเมียนมา เพราะมีความท้าทายเยอะ รวมถึงเรื่องชายแดนภาคใต้ ที่สมช.มีบทบาทเยอะ ในการส่งเสริมการแก้ไขปัญหา เนื่องจากตั้งแต่ พล.ต.อ.รอย มารับตำแหน่งเลขาธิการ สมช. เราไม่ได้หารือกันเลย และจะมีการติดตามงานต่างๆ ที่ กมธ. เคยพูดคุยกับ สมช. เอาไว้ สำหรับเรื่องยาเสพติด แม้จะเป็นหน้าที่ของ ป.ป.ส. แต่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง โดยตามแนวชายแดนมีการก่อตัวของรัฐยาเสพติด ทำให้เป็นปัญหาความมั่นคง ซึ่ง ป.ป.ส. ไม่ได้รับผิดชอบในภาพรวมของความมั่นคง โดย สมช. สามารถเข้าไปมีบทบาทในทุกมิติได้ เราอยากเห็นการทำงานของ สมช. ต่อเนื่องให้มากกว่าที่เป็นอยู่ และต้องเป็นการทำงานเชิงรุก

...

นายรังสิมันต์ โรม ยังกล่าวถึงกรณีนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี แต่งตั้งนายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกฯ เป็นที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ว่า ต้องมองว่าที่ผ่านมาคืออะไร ที่หลายฝ่ายตั้งคำถามว่าพรรคเพื่อไทยขาดมือกฎหมาย ขาดคนที่จะให้ความเข้าใจในเรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อผลักดันนโยบาย มันอาจจะขาดจริงๆ สุดท้ายไม่รู้จะเอาใคร ต้องไปยืมมือนายวิษณุเหมือนเดิม พูดง่ายๆ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ยืมมือนายวิษณุ รัฐบาลนายเศรษฐาก็ยืมมือนายวิษณุ สุดท้ายไหนบอกว่ามีความพร้อมในการบริหารงานบริหารประเทศ ทำให้เห็นว่ารัฐบาลนายเศรษฐาขาดเอกภาพ ไม่มีความพร้อมในด้านการบริหารงานจริงๆ สุดท้ายต้องใช้บริการนายวิษณุที่มีส่วนช่วยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เป็นเรื่องที่ไม่ควรจะเป็นแบบนั้น เมื่อถามว่า มองว่าเป็นเรื่องใหญ่ของรัฐบาลหรือไม่ที่ขาดมือกฎหมาย นายรังสิมันต์ กล่าวว่า เป็นเรื่องใหญ่ ทำให้เกิดคำถามว่าที่ผ่านมาปัญหาข้อกฎหมายมีอยู่จริงหรือไม่ แต่ที่เป็นประเด็นใหญ่ คือ รัฐบาลนายเศรษฐา โดยเฉพาะนายเศรษฐาวิพากษ์วิจารณ์นายวิษณุในหลายโอกาส แต่ถึงเวลาทำเหมือนว่า เรื่องเหล่านั้นไม่เคยเกิดขึ้น ไปบอกว่าเป็นเรื่องของความไม่ใช่เรื่องของคน และสุดท้ายอาจจะไม่ใช่ให้มาดูแค่เรื่องกฎหมายในคณะรัฐมนตรี แต่นายเศรษฐาจะถูกดำเนินคดีหรือไม่ ที่กำลังถูกแขวนอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญ ที่ตนพูดแบบนี้ไม่ใช่ว่าสนับสนุนในสิ่งที่นายเศรษฐาโดน การเมืองควรแก้ด้วยการเมือง แต่ปัญหาคือจุดนั้นหรือไม่ที่ทำให้ต้องเชิญนายวิษณุเข้ามา ตนเชื่อว่าสังคมจำนวนไม่น้อยก็จะตั้งคำถามว่า การที่นายวิษณุเข้ามาคือมีภารกิจทำให้นายเศรษฐารอดจากคดีในศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ 

เมื่อถามย้ำว่า มองว่าไม่ใช่ให้นายวิษณุเข้ามาเพื่อกลั่นกรองกฎหมายก่อนเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใช่หรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ตนไม่แน่ใจว่าทางปฏิบัติจะทำได้แค่ไหน เพราะนายวิษณุก็สุขภาพไม่ดี อาจจะช่วยแต่ช่วยร้อยเปอร์เซ็นต์หรือไม่ ตนตอบไม่ได้ แต่สิ่งที่มองคือ นายเศรษฐา ไม่ไว้วางใจฝ่ายกฎหมายของพรรคเพื่อไทยอีกแล้ว จึงทำให้ไม่รู้จะไปหาทางออกอย่างไร จึงต้องไปยืมเนติบริกรที่มีผลงานในหลายรัฐบาล คือนายวิษณุ พูดง่ายๆ ก็คือการันตีของแทร่ เมื่อถามว่า จะกระทบกับเครดิตของพรรคเพื่อไทยและนายเศรษฐาหรือไม่ในการเลือกตั้งครั้งหน้า นายรังสิมันต์กล่าวว่า ต้องดูว่านายเศรษฐายังมีเครดิตมากแค่ไหน ตนขอชวนคิด ตนไม่อยากจะให้ความเห็นตรงนั้นมาก วันนี้สังคมก็มองรัฐบาลพรรคเพื่อไทยจับมือกับหลายพรรคการเมืองที่เคยร่วมรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์มาก่อน และเป็นพรรคของ พล.อ.ประยุทธ์ ด้วยซ้ำ พอมาวันนี้มาตั้งนายวิษณุ แม้จะไม่ได้เป็นรองนายกรัฐมนตรี แต่ต้องยอมรับว่ามีบทบาทคล้ายรองนายกรัฐมนตรี ทำให้คนในสังคมมองว่า คนในรัฐบาลนี้ไม่ต่างจากรัฐบาลเดิมสักเท่าไร แล้วที่เคยพูดว่ามีความพร้อมในการบริหารงาน ยังพร้อมบริหารงานอยู่หรือไม่ สุดท้ายจะเกิดคำถามเรื่องความเป็นเอกภาพภายในพรรคเพื่อไทย ว่านายเศรษฐาไม่เชื่อมือนายชูศักดิ์ ศิรินิล มือกฎหมายของพรรคเพื่อไทยหรือไม่ จึงต้องนำนายวิษณุเข้ามาเป็นเนติบริกร 

เมื่อถามว่า การตั้งนายวิษณุจะทำให้เกิดผลดีต่อคะแนนนิยมของพรรคก้าวไกลหรือไม่ นายรังสิมันต์ มองว่า พรรคก้าวไกลโฟกัสในเรื่องของการทำงาน เหมือนที่ตอนนี้ตนกำลังทำหน้าที่คณะกรรมาธิการความมั่นคง จะบอกว่าเป็นเรื่องของพรรคก็ไม่ใช่ แต่เป็นหน้าที่ของกรรมาธิการ เราต้องพยายามทำหน้าที่ของเราตรงนี้ให้ดี เราเป็นสมาชิกของพรรคก้าวไกล เราก็พยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุดในทุกจุด เราคงไม่ได้ไปรอว่าใครก้าวพลาด หรือพลาดพลั้งอะไร เราไม่สนใจตรงนั้น แต่เราสนใจเรื่องตัวเราเอง ในการทำงานมากกว่า แต่ถ้าเป็นประโยชน์กับประชาชนแล้วให้เครดิตกับพวกเรามันดีกับเราทั้งในระยะสั้นและระยะยาว