“กฤษฎางค์” ตั้งข้อสงสัยเอกสารการช่วยชีวิต “บุ้ง ทะลุวัง” ของ รพ.ราชทัณฑ์ และ รพ.ธรรมศาสตร์ฯ ไม่ตรงกัน ระบุ 24 พ.ค.นี้ เตรียมไปเอากล้องวงจรปิด ว่าการรักษาในวันเกิดเหตุเป็นอย่างไร
วันที่ 21 พ.ค. 2567 ที่ศาลอาญา นายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความของ นางสาวเนติพร เสน่ห์สังคม หรือ บุ้ง ทะลุวัง เดินทางมายื่นเอกสารเกี่ยวกับคู่ความมรณะระหว่างการพิจารณา ในคดีอาญาที่ บุ้ง ถูก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ฟ้องฐานหมิ่นประมาทเรียกค่าชดใช้จำนวน 2 ล้านบาท โดยมีผู้สนับสนุนแนวคิดบุ้ง แต่งชุดดำถือภาพหน้าศพ ที่บริเวณบันไดหน้า ด้วยความสงบ แต่เมื่อทนายความมาถึงกลับพบว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้ถอนฟ้องบุ้งไปแล้วเมื่อวันที่ 15 พ.ค. หลังจากที่บุ้งเสียชีวิตเพียง 1 วัน
ต่อมา นายกฤษฎางค์ กล่าวว่า ตนเองและครอบครัวของบุ้งรู้สึกเคลือบแคลงใจ และตั้งข้อสงสัยถึงเอกสารดังกล่าว และได้นำเอกสารดังกล่าวไปปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญด้านนิติเวช และแพทย์เฉพาะทาง มองว่าอาจจะมีการเปลี่ยนแปลง หรือดัดแปลงเอกสารบางส่วนหรือไม่ และที่สำคัญ เวลาการรายงานผลการช่วยชีวิตไม่ตรงกับเวชระเบียนของโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ ซึ่งเอกสารจากเวชระเบียนระบุว่า วันที่ 14 พ.ค. เวลา 06.15 น. บุ้งมีอาการเกร็ง ตาเหลือก เรียกไม่รู้สึกตัว และเริ่มทำการกู้ชีพ (CPR) ในเวลา 06.23 น. แต่จากแบบบันทึกการกู้ชีพของโรงพยาบาลราชทัณฑ์กลับระบุว่า เริ่มทำการกู้ชีพบุ้ง เวลา 06.28 น. และย้ายบุ้งออกจากห้องพักผู้ป่วยชั้น 2 ไปยังไอซียูที่อยู่ชั้น 1 โดยใช้อาสาสมัครเรือนจำช่วยในการเคลื่อนย้ายจำนวน 4 คน
จากเอกสารทั้งหมดไม่ปรากฏว่าตลอดระยะเวลา 06.15-06.28 น. มีการติดเครื่องติดตามสัญญาณชีพ แต่ในเอกสารกลับมีการระบุว่า มีการทำเอกซเรย์ปอด (ไม่ระบุเวลาทำ) และมีการซีทีสแกน ตอนเวลา 07.38 น. ซึ่งทุกการรักษามีการระบุว่ามีการทำ CPR ตลอดเวลา ขณะที่ ผอ.ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์จะเข้ามาประเมินอาการ บุ้ง ตอนเวลา 08.00 น. และสั่งให้ประสานงานโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ เพื่อส่งรักษาต่อ
...
นายกฤษฎางค์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ในเอกสารจำนวน 26 แผ่น กลับไม่มีผลการตรวจเอกซเรย์ปอด และผลการทำซีทีสแกนมาร่วมด้วย จึงตั้งข้อสงสัยว่ามีเหตุจำเป็นอะไรถึงต้องซีทีสแกนและเอกซเรย์ปอด เหตุใดไม่มุ่งไปที่การกู้ชีพ อีกทั้งในเอกสารระบุว่ามีการกู้ชีพตลอดเวลา แต่จากการประเมินจะสามารถกู้ชีพระหว่างการทำซีทีสแกนได้หรือ รวมทั้งบันทึกต่างๆ นั้นระบุเวลาไม่ตรงกัน ไม่มีบันทึกสัญญาณชีพตั้งแต่หมดสติ จนถึงหอผู้ป่วยไอซียู
นายกฤษฎางค์ ขอส่งคำถามไปยังโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ว่า มีการวินิจฉัยโรคจากการอดอาหารเป็นเวลานาน (Refeeding Syndrome) ตั้งแต่เมื่อไหร่ มีการรักษา แก้ไขอย่างไรจนถึงวันก่อนเสียชีวิต เนื่องจาก บุ้ง อาการอยู่ในระดับรุนแรง และควรต้องดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะเอกสารที่ได้มามีเพียงการชี้แจงในวันเกิดเหตุเท่านั้น แต่ผลการรักษาก่อนหน้าทั้งหมดไม่ได้ให้มา
นายกฤษฎางค์ ระบุอีกว่า วันศุกร์ที่ 24 พ.ค. 2567 ตนจะเข้าไปเอากล้องวงจรปิด ซึ่งจะเป็นหลักฐานสำคัญว่าเหตุการณ์รักษาบุ้งเป็นอย่างไรในวันเกิดเหตุ และตรงกับเอกสารที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ให้มาหรือไม่ พร้อมรู้สึกไม่พอใจที่เมื่อวานนี้วันที่ 20 พ.ค. มีการนำสื่อมวลชนเข้าไปดูห้องพักและห้องไอซียูภายในโรงพยาบาลราชทัณฑ์ แต่กลับไม่มีการแจ้งมาทางทีมทนายและครอบครัวของผู้เสียชีวิตให้ทราบ
ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นความรับผิดของใคร นายกฤษฎางค์ ระบุว่า ไม่ต้องการที่จะเอาผิดใคร แต่ต้องการความจริงและความชัดเจน แต่หากถ้ามีคนผิดตนก็ไม่จำเป็นต้องแจ้งความเพราะเป็นความผิดทางอาญาแผ่นดินอยู่แล้ว
ทั้งนี้ ทนายกฤษฎางค์ ยังพูดถึงอาการของ น.ส.ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ เป็นนักกิจกรรมทางการเมืองอดีตสมาชิกกลุ่มทะลุวัง ที่ไปเยี่ยมมาเมื่อวานนี้ว่ามีอาการสุ่มเสี่ยงคล้ายอาการเดียวกับบุ้ง เนื่องจากมีการอดอาหารมาเป็นเวลานานเช่นกัน ตนจึงกำชับทางครอบครัว และผู้คุมให้เฝ้าระวังรวมถึงบอกแพทย์ให้ดูแลอย่างใกล้ชิดอีกด้วย เพื่อป้องกันเหตุซ้ำกับบุ้ง รวมถึงตนได้บอกกับ น.ส.ทานตะวัน ว่า อย่าเซ็นเอกสารใดกับทางกรมราชทัณฑ์ เพราะถือว่าตะวันเป็นพยานปากเอกที่อยู่ในที่เกิดเหตุในวันที่บุ้งเสียชีวิต.