จับตา! ศาลรัฐธรรมนูญ รับหรือไม่รับคำร้อง 40 สว.ถอดถอน "เศรษฐา-พิชิต" เหตุขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีพฤติกรรมฝ่าฝืน ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่ หากศาลรับ นายกฯ อาจต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่
23 พ.ค.2567 วันนี้ ถนนการเมืองทุกสายจับตาศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อ 40 สว. เข้าชื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความคุณสมบัติ ถอดถอน "พิชิต-เศรษฐา" เหตุขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีพฤติกรรมฝ่าฝืน ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง หรือไม่
โดยช่วงเช้า ก่อนประชุม ครม.อังคาร 21 พ.ค.ที่ผ่านมา "นายพิชิต ชื่นบาน" รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ถึงขั้นยกมือท่วมหัวสาบานว่า ตนไม่เคยผิดคดีอาญา ลั่น ไม่คิดลาออก พร้อมให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ชะตาอยู่หรือไป ป้อง "เศรษฐา" ขอเป็นองครักษ์พิทักษ์ มีวงจรอุบาทว์หวังทำลายรัฐบาล
...
แต่คล้อยหลัง บ่ายวันเดียวกัน เหตุการณ์พลิกผัน "พิชิต" ก็กลับลำ ร่อนหนังสือ ขอลาออก รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อ้าง เพื่อเปิดทางนายกฯ บริหารราชการแผ่นดินราบรื่น
ทั้งนี้ ภายหลัง 40 สว. เล่นเกมเร็ว เข้าชื่อยื่นศาล รธน. ตีความคุณสมบัติ "พิชิต-เศรษฐา" โดยคำร้องดังกล่าวส่งไปถึงสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ 17 พ.ค. 2567 อยู่ในขั้นตอนฝ่ายธุรการ ก่อนบรรจุในเรื่องนำเสนอต่อที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีวาระการประชุม 23 พ.ค.(วันนี้)
การตั้ง “พิชิต ชื่นบาน” เข้ามาเป็น “รัฐมนตรี” กลายเป็น “ตำบลกระสุนตก” เพราะประวัติของ “พิชิต” มีเรื่อง “คดีถุงขนม” เมื่อครั้งเป็นหัวหน้าทีมทนายความต่อสู้คดีที่ดินรัชดาภิเษก ปัจจุบันคดีนี้หมดอายุความแล้ว
ในเวลานั้นปรากฏข่าวว่ามีการ “หิ้วถุงขนม” บรรจุเงิน 2 ล้านบาท ไปมอบให้เจ้าหน้าที่ธุรการศาล ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กระทั่งศาลมีคำพิพากษาจำคุก 6 เดือน ไม่รอลงอาญา ฐานละเมิดอำนาจศาลมาแล้ว
โอกาสเป็นไปได้ 4 แนวทาง คือ
หนึ่ง ศาลไม่รับคำร้อง แบ่งได้ 3 กรณีคือ
1.ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้องดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอ
2.ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องกรณี “เศรษฐา” แต่ไม่รับคำร้องกรณี “พิชิต”
3.ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้องทั้ง 2 กรณี เกิดเหตุ “พิชิต” ชิงลาออกจากตำแหน่งก่อน
4. "เศรษฐา-พิชิต" ลุ้นศาล รธน.ฟันคู่ โหวตนายกฯ ใหม่
สอง รับคำร้องไว้วินิจฉัยทั้ง “เศรษฐา-พิชิต”
โดยอาจเห็นว่า “เศรษฐา” ในฐานะนายกฯ เป็นหัวหน้ารัฐบาล มีหน้าที่ต้องพิจารณากลั่นกรองบุคคลให้มาเป็นรัฐมนตรี ต้องยึดหลักคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามของรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ ขณะที่ “พิชิต” เคยต้องโทษตามคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุดแล้ว
สาม ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องไว้วินิจฉัย แม้ "พิชิต" ชิงลาออก
สี่ ศาลรับคำร้องไว้วินิจฉัย กรณี “เศรษฐา”คนเดียว เหตุ "พิชิต" ประกาศลาออกแล้ว
เพราะอาจเห็นว่า นายกฯ ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย แต่เรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม เป็นเรื่อง “ความผิดเฉพาะตัว” และศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยเรื่องนี้เพียงหน่วยงานเดียว
หากศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องไว้วินิจฉัยจริง ขั้นตอนต่อมา คือ จะต้องพิจารณาสั่ง “หยุดปฏิบัติหน้าที่” ด้วยหรือไม่ หากสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่จริง ต้องตั้งรองนายกฯ ขึ้นมารักษาการเอาไว้ก่อนจนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย หาก “รอด” ก็ไม่มีผลอะไร กลับมาทำหน้าที่ต่อ แต่ตอนนี้ชัดแล้ว "พิชิต" ประกาศลาออกตำแหน่ง รมต. มีผลให้ครม.ว่างลง 1 ตำแหน่ง
และหาก สมมุติ ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยจริง จะทำให้ตำแหน่งนายกฯ ว่างลง และกลับมาเป็นอำนาจของ สภาผู้แทนราษฎร ในการโหวตเลือกนายกฯ คนใหม่ โดยไม่ต้องอาศัยเสียงจาก 250 สว.อีกต่อไป เพราะหมดวาระแล้ว สว.ชุดปัจจุบันหมดวาระการดำรงตำแหน่ง อยู่ในสถานะ “รักษาการ” เพียงเท่านั้น.
แต่ต้องยอมรับว่า อาจจะยากมากขึ้น เมื่อนายพิชิต ชื่นบาน ชิงประกาศลาออกจากรมต.ประจำสำนักนายกฯเรียบร้อย เพื่อตัดตอนและเปิดทางให้นายกฯทำงานได้อย่างราบรื่น อย่างที่มีคนบอก "เสียม้าเพื่อรักษาขุน"
ต้องลุ้นกันดู ผลสุดท้ายจะเป็นเช่นไร และจะออกหน้าไหนกันแน่