รมว.แรงงาน แสดงความเสียใจ 2 ตัวประกันไทยเสียชีวิตในอิสราเอล เร่งเยียวยามอบเงินกองทุนฯ ส่ง 5 หน่วยแรงงานจังหวัด เยี่ยมครอบครัวแล้ว เตรียมยกทีมเยือน อิสราเอล 26-29 พ.ค. ดูความพร้อมก่อนจัดส่งแรงงานไทย 2.5 หมื่นคน รอไฟเขียวเข้าพื้นที่ปลอดภัย

วันที่ 17 พฤษภาคม 2567 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีแรงงานไทยที่ถูกจับเป็นตัวประกันในรัฐอิสราเอลเสียชีวิต จำนวน 2 ราย ว่า ผมขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวแรงงานไทยที่เสียชีวิตกับเหตุการณ์ในครั้งนี้ ทันทีที่ทราบข่าวผมได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ล่าสุดได้รับรายงานจาก นายกิตติ์ธนา ศรีสุริยะ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ว่า ฝ่ายแรงงานฯ ได้รับแจ้งจาก สถานทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ว่าทางการอิสราเอลได้พิจารณาหลักฐานแวดล้อมที่เชื่อถือได้ และลงมติว่า มีแรงงานไทยที่ถูกจับเป็นตัวประกันเสียชีวิต 2 ราย ทราบชื่อ นายสนธยา อัครศรี และนายสุทธิศักดิ์ รินทลักษ์ ซึ่งอยู่ในรายชื่อตัวประกันที่ยังไม่ได้รับการปล่อยตัว 8 ราย เสียชีวิตแล้วเมื่อช่วงเดือนตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา โดยนายสนธยา อัครศรี มีภูมิลำเนาอยู่ที่ จ.หนองบัวลำภู ทำงานอยู่ที่ Bee’ri กับนายจ้าง  BITAN REUVEN ส่วน นายสุทธิศักดิ์ รินทลักษ์ มีภูมิลำเนาอยู่ที่ จ.หนองคาย ทำงานอยู่ที่ Bee’ri กับนายจ้าง LAVI ASHER

นายพิพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของสิทธิประโยชน์ที่ผู้เสียชีวิตทั้งสองรายจะได้รับนั้น ประกอบด้วย

1.สิทธิประโยชน์จากกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ กรณีเสียชีวิต โดยทายาทจะได้รับเงินสงเคราะห์ 40,000 บาท และเงินค่าจัดการศพในต่างประเทศ เท่าที่จ่ายจริง ไม่เกิน 40,000 บาท ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลจากระบบอิเล็กทรอนิกส์การบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ ของกรมการจัดหางานในเบื้องต้น พบว่า ยังคงอยู่ในความคุ้มครองของกองทุนฯ 

...

2.โครงการเยียวยา 50,000 บาท 

3.เงินชดเชยสถาบันประกันภัยอิสราเอล กรณีเสียชีวิต โดยครอบครัวจะได้รับเงินช่วยเหลือ เป็นค่าทำศพ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 79,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการฝังศพ เท่าที่จ่ายจริง ไม่เกินประมาณ 47,000 บาท (1,300 usd) เงินช่วยเหลือการเป็นม่าย ประมาณ 57,000 บาท เงินชดเชยรายเดือน และเงินชดเชยรายปี (จำนวนเงินตามหลักเกณฑ์ที่สถาบันประกันภัยแห่งชาติกำหนด) 

4.ติดตาม เงินชดเชยเมื่อสิ้นสุดสัญญาจ้าง (ปิซูอิม) โดยฝ่ายแรงงาน ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ อยู่ระหว่างการติดตาม  

5.เงินประกันสังคม (สปส.) ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า ทั้งสองราย สิ้นสภาพการเป็นผู้ประกันตนไปแล้ว แต่ยังมีเงินชราภาพอยู่ที่ประกันสังคม เป็นเงินบำเหน็จชราภาพที่คงเหลืออยู่ โดย นายสนธยา อัครศรี สิ้นสภาพการเป็นผู้ประกันตน เมื่อปี 2558 มีเงินบำเหน็จชราภาพอยู่ที่ 7,301.68 บาท (ยังไม่รวมดอกผล) และ นายสุทธิศักดิ์ รินทลักษ์  สิ้นสภาพการเป็นผู้ประกันตน เมื่อปี 2559 มีเงินบำเหน็จชราภาพ 31,108.26 บาท (ยังไม่รวมดอกผล)   

“ผมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตทั้งสองราย และขอส่งกำลังใจให้กับแรงงานท่านที่เหลืออีก 6 ราย ให้ได้รับการปล่อยตัวโดยเร็วที่สุด ซึ่งขณะนี้ท่านไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน ได้มอบหมายให้ 5 หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานจังหวัดลงพื้นที่เยี่ยมเยียนครอบครัวผู้เสียชีวิตเรียบร้อยแล้ว ส่วนเงินช่วยเหลือของนายสนธยา อัครศรี ที่ทายาทผู้เสียชีวิตจะได้รับประมาณการเป็นเงิน 320,301.68 บาท และของนายสุทธิศักดิ์ รินทลักษ์ ทายาทผู้เสียชีวิตจะได้รับประมาณ 344,108.26 บาท” ทั้งนี้ ในส่วนการดำเนินการติดตามสิทธิประโยชน์ที่ประเทศไทยหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานจะเร่งติดตามสิทธิประโยชน์และอำนวยความสะดวกให้แก่ทายาท ส่วนการดำเนินการติดตามสิทธิประโยชน์ที่อิสราเอล ฝ่ายแรงงานฯ จะประสานกับสถานทูตและทางการอิสราเอลเพื่อให้ทายาทได้รับสิทธิประโยชน์ดังกล่าวโดยเร็วต่อไป

นอกจากนี้ นายพิพัฒน์ ยังกล่าวว่า ระหว่างวันที่ 26-29 พ.ค. จะนำคณะผู้บริหารกระทรวงเดินทางไปอิสราเอลตามคำเชิญของรัฐบาลอิสราเอลโดยจะเข้าพบรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงมหาดไทยอิสราเอลเพื่อเจรจาเพิ่มอัตราการจ้างแรงงานไทย โดยอิสราเอลต้องการแรงงานภาคก่อสร้างกว่า 2 หมื่นอัตรา รวมทั้งภาคการเกษตร หากไทยไม่จัดส่งอาจนำเข้าแรงงานชาติอื่น จึงต้องเร่งเจรจา โดยเงื่อนไขการจัดส่งต้องเป็นพื้นที่สีเขียวที่ทางอิสราเอลและสถานทูตไทย ประจำกรุงเทลอาวีฟ ยืนยันว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัยเท่านั้น จะไม่ส่งไปในพื้นที่สีเหลืองหรือมีความเสี่ยง ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2566 ที่เกิดความไม่สงบ ยังไม่มีการส่งแรงงานกลับไป ขณะนี้อยู่ระหว่างรอรายละเอียดจากทางอิสราเอลแจ้งอนุมัติพื้นที่สีเขียว หลังจากนั้นบริษัทจัดหางานจะเป็นผู้จัดส่ง มีแรงงานไทยขึ้นบัญชีแจ้งความประสงค์ไปทำงาน 2.5 หมื่นคน

นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า การเดินทางไปอิสราเอลครั้งนี้ จะลงพื้นที่เข้าเยี่ยมเยียนแรงงานไทยที่ทำงานในอิสราเอลด้วย เพื่อติดตามความเป็นอยู่ สภาพการทำงาน และรับฟังปัญหาอุปสรรค รวมทั้งให้กำลังใจในการทำงานส่งรายได้กลับประเทศ ส่วนการประสานช่วยเหลือคนไทยอีก 6 คนที่ถูกจับเป็นตัวประกัน ทางกระทรวงการต่างประเทศ ได้ประสานไปยังหลายประเทศ เช่น มาเลเซีย อียิปต์ และกาตาร์ ช่วยเจรจาให้ปล่อยตัวคนไทยกลับมาอย่างปลอดภัยและกลับมาสู่อ้อมกอดของครอบครัวให้ได้เร็วที่สุด