นายกฯ คุย “ประธานาธิบดีมาครง” อย่างเป็นกันเองสองต่อสอง หนุนอัปเกรดกองทัพไทย 10 ปีข้างหน้า แย้มแลกเบอร์โทร-วอตส์แอปฯ ตั้งกลุ่มคุย “นายกฯ กัมพูชา” ด้วย ยินดีหนุนเกิดความสงบในเมียนมา ปิ๊งไอเดียใช้โอกาส ช่วงเป็นเจ้าภาพจัดโอลิมปิก ก.ค.นี้ ขอฮามาส-อิสราเอลหยุดยิง เชื่อกีฬาลดความขัดแย้งได้

วันที่ 17 พ.ค. 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 15.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงปารีส ซึ่งช้ากว่ากรุงเทพฯ 5 ชั่วโมง) ของวันที่ 16 พ.ค. 67 ที่ท่าอากาศยานปารีส-ออร์ลี กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังการพบปะหารือและเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารกลางวันกับนายเอมานูว์แอล มาครง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ว่า จากการพบปะกันเมื่อวันที่ 11 มี.ค. ที่ผ่านมา มีการนำภาคธุรกิจมาพบปะสานสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง วันนี้ก็มาตามสัญญาที่บอกว่าจะมาเป็นประธานการพูดคุยและอัปเดตกันว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งมีการพูดคุยกันหลายเรื่อง ทั้งการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรป ซึ่งอาจจะมีความซับซ้อนในหลายด้าน ทางผู้แทนการค้าไทย จึงขอให้ดำเนินการทีละส่วนโดยเฉพาะเรื่องรถยนต์อีวีที่จะส่งเข้ามา ท่านก็เห็นด้วย

นายกฯ กล่าวอีกว่า ส่วนการทำวีซ่าฟรีเชงเกนก็ได้มีการพูดคุยกัน และยืนยันให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง โดยขอให้พ้นการเลือกตั้งสภายุโรปในเดือนมิ.ย.นี้ก็จะดำเนินการต่อไป จึงขอเป็นเดือน ส.ค. ที่จะมีการพิจารณาต่อ รวมไปถึงการท่องเที่ยวก็มีการพูดคุยกันว่าอาจจะต้องมีการเพิ่มเที่ยวบิน

ส่วนเอ็มโอยูในวันนี้เกี่ยวกับข้อแลกเปลี่ยนของกระทรวงกลาโหม ซึ่งทางฝรั่งเศสมีอะไรที่จะสนับสนุนเราในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบิน รถถัง โดรน หรือไซเบอร์ และการป้องกันทั้งหลายที่อยากจะทำร่วมกับเรา ซึ่งในวันนี้พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ก็มาร่วมโต๊ะรับประทานอาหารกลางวันด้วย ทั้งนี้ มีการพูดคุยในแง่ภาพรวมภาพใหญ่ โดยมีการวางแผน เรื่องการอัปเกรดของกองทัพในระยะเวลา 10 ปีข้างหน้า ซึ่งฝรั่งเศสมีอะไรที่จะให้เราบ้าง ก็จะมีการนำทีมงานของเขาไปที่ประเทศไทย อาจจะรวมไปถึงการฝึกซ้อมรบด้วย และจะได้เห็นว่าเขาสามารถช่วยอะไรกองทัพไทยได้บ้าง

...

นายกฯ กล่าวอีกว่า หลังจากนั้นได้มีการพูดคุยกันสองต่อสอง ระหว่างตนกับประธานาธิบดีมาครง ที่ห้องรับแขกของท่าน มีการพูดคุยในเชิงลึกถึงความสัมพันธ์ที่จะสามารถทําอะไรกันต่อไปได้ ซึ่งเป้าหมายที่จะทําต่อไปคือในเดือนก.ย.ก็จะมีนักธุรกิจจากประเทศฝรั่งเศสไปที่ประเทศไทย ซึ่งแปลกใจเล็กน้อยที่ประธานาธิบดีมาครงได้เชิญภรรยาของท่าน ซึ่งวันเดียวกันนี้สวมชุดสีแดง สุภาพสตรีหมายเลข 1 ของฝรั่งเศส ซึ่งท่านเข้ามาพูดคุยทักทายกันเล็กน้อย จากนั้นก็เดินออกไป ตนและประธานาธิบดีฝรั่งเศสก็คุยกันต่อ ก็เป็นการพูดคุยกันอย่างดีในแง่ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 

“วันเดียวกันนี้ท่านได้ขอเบอร์มือถือไปและได้ทดลองทักทายกันผ่านวอตส์แอป มีอะไรก็สามารถพูดคุยกันอย่างชัดเจน และท่านบอกว่ามีความสัมพันธ์ที่ดีกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ซึ่งตนก็ระบุว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ทั้ง 3 คน น่าจะได้มีการตั้งกลุ่มขึ้นมา และมีการพูดคุยกัน เป็นเรื่องที่ดี 3-4 ชั่วโมง ได้ประโยชน์อย่างมาก และวันนี้ก็เดินทางต่อไปที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี” นายเศรษฐา กล่าว

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังให้สัมภาษณ์ถึงการพูดคุยกับประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ถึงความคืบหน้าสถานการณ์ในเมียนมา ว่าประธานาธิบดีมาครงได้สอบถามความคืบหน้า ซึ่งได้ยืนยันไปโดยตนได้มอบหมายให้นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศไปร่วมพูดคุย ซึ่งไทยสนับสนุนให้มีการพูดคุยกัน เพื่อให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในเมียนมา และเป็นประเทศที่มีความสงบ ซึ่งประธานาธิบดีมาครงระบุว่า ยินดีให้การสนับสนุนและบอกว่าหากมีอะไรให้ช่วยก็ขอให้บอกมา

ขณะเดียวกัน ยังได้พูดคุยกันถึงเรื่องปัญหา ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มฮามาสและอิสราเอล โดยนายกฯ บอกว่า มีการพูดคุยกันเยอะในเรื่องนี้ โดยเราได้แจ้งว่าเรายังมีตัวประกัน อีก 8 คน ซึ่งยังไม่ทราบชะตากรรม ทางประธานาธิบดีฝรั่งเศสก็เห็นใจและพร้อมซัพพอร์ต ในการที่จะให้มีการหยุดยิงชั่วคราว ซึ่งตนก็ได้เรียนไปว่าได้มีการขอไปแล้วหลายครั้ง แต่ไม่เกิดขึ้นสักที 

“ท่านก็มีไอเดียบรรเจิดขึ้นมา โดยบอกว่าขณะนี้สิ่งที่ท่านทำอยู่ก็คือ จะใช้โอกาสในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกขอให้หยุดยิง ซึ่งหากทุกคนจำได้ในวันที่ 26 ก.ค.นี้ ก็จะมีการจัดการแข่งขันโอลิมปิก ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาสำคัญ เพราะกีฬาเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเราลืมความขัดแย้ง ก็ถือเป็นโอกาสที่ดี ในโอกาสที่ประเทศฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขัน เป็นโต้โผใหญ่ในการรวบรวมประเทศสมาชิก ซึ่งได้ขอให้ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นหนึ่งในอีกหลายประเทศ ที่จะเข้ามาเพื่อแสดงเจตจำนง ว่าขอเรียกร้องให้มีการหยุดยิงเพื่อโอลิมปิก ในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี” นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวต่อว่า ในปีหน้า 2568 ประเทศฝรั่งเศส จะเป็นเจ้าภาพการประชุมเกี่ยวกับด้านเอไอ ที่ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งประธานาธิบดีมาครงได้เชิญประเทศไทยเข้าร่วมด้วย ซึ่งความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศ มีความคืบหน้าไปในหลายด้าน