สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ หลังการยึดอำนาจ อาศัย ม.44 ในการบริหารราชการแผ่นดิน ในช่วงแรกๆ ไม่ค่อยมีปัญหาเพราะสามารถควบคุมกลไกการทำงานของรัฐทั้งหมดเอาไว้ได้ ประกอบกับไม่มีการเมืองมาเป็นปัจจัยในการบริหาร ทำให้การบริหารบ้านเมืองเต็มไปด้วยความสงบ แม้การขับเคลื่อนประเทศจะมีปัญหาที่ส่งผลกระทบจากการเป็นรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจก็ตามทีบริหารงานโดยระบบราชการ เลยไม่ปรู๊ดปร๊าด หวือหวา จนกระทั่งตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งเมื่อปี 2560 มีองค์ประกอบการบริหารประเทศที่เปลี่ยนไป ต้องตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาเป็นของตัวเอง พล.อ.ประยุทธ์ ต้องลงสนามเอง ต้องมีพรรคร่วมรัฐบาล โดยไปเอาพรรคประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย ชาติไทยพัฒนา และพรรคเล็กๆ มาร่วมรัฐบาลต้องเสียกระทรวงสำคัญและตำแหน่งประธานสภาให้กับพรรคร่วม ที่มีมากกว่า 11 พรรคการเมือง แลกกับ ตำแหน่งนายกฯของ พล.อ.ประยุทธ์ ทำให้การเป็นรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ สมัยที่สอง ไม่ค่อยจะราบรื่นเหมือนกับตอนเป็นรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจ การเมืองมีการเคลื่อนไหวมากขึ้นยังดีที่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ ยังยึดโยงกับ ราชการ เอาไว้ได้พอสมควร เนื่องจากเคยอยู่ในภาคราชการด้วยกัน เข้าใจและรู้ระบบระเบียบเป็นอย่างดี ส่วนการเมืองยกให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นคนกำกับดูแล ทำให้ฐานทางการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่มั่นคง ขาลอย และในที่สุด ก็ต้องแยกจาก พลังประชารัฐ ไปตั้ง รวมไทยสร้างชาติ ที่ถือว่าเป็นงานไม่ถนัดของ พล.อ.ประยุทธ์ ในขณะที่ พล.อ.ประวิตร เอง ก็ขาดศักยภาพในการบริหารไปเช่นกันทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร เป็นของคู่กัน ถ้าแยกกันก็เหนื่อยทั้งคู่ แม้แต่การเลือกตั้งที่ผ่านมา พลังประชารัฐยังไม่แตก 40 เสียง บวก 36 เสียง เป็น 76 เสียง หรืออาจจะมากกว่านั้นด้วยซ้ำเป็นพรรคการเมืองลำดับ 3 ชัวร์ๆการขึ้นเป็นนายกฯ สมัยแรกของ พล.อ.ประยุทธ์ หลังการยึดอำนาจก็ไม่เคยคิดเอาไว้ก่อน ตอนนั้นจะโฟกัสไปที่ พล.อ.ประวิตร มากกว่า แต่ แกนนำ กปปส. ต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ก็เลยต้องตกกระไดพลอยโจนมาตั้งแต่วันนั้น กลายเป็นความหมองใจระหว่าง พล.อ.ประวิตร กับแกนนำ กปปส.บางคนมาจนถึงวันนี้ย้อนไปเมื่อเพื่อไทยตั้งรัฐบาล ชื่อของแคนดิเดตนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน มาเป็นอันดับสอง อันดับหนึ่งเป็น แพทองธาร ชินวัตร และอันดับสามเป็น ชัยเกษม นิติสิริ สส.เพื่อไทย โปรโมตอุ๊งอิ๊งค์ กันเต็มคาราเบล แต่ด้วยความไม่พร้อมในที่สุดก็ต้องเปลี่ยนม้ากลางศึกเป็น เศรษฐา ที่ไม่มีพื้นฐานทางการเมือง ไม่มีพื้นฐานในการบริหารราชการแผ่นดินมาก่อนเพราะเพื่อไทยไม่ได้เสียงข้างมากพอจะเป็นแกนนำรัฐบาล แพ้ก้าวไกลที่ได้เสียงมาเป็นอันดับหนึ่ง ยอมติดกระดุมผิดเม็ด ตั้งรัฐบาลสลับขั้ว ยอมแลกตำแหน่งสำคัญใน ครม. รวมทั้งตำแหน่งประธานสภาให้พรรคร่วม กับตำแหน่งนายกฯของ เศรษฐา ทวีสิน ทุกวันนี้เศรษฐา ก็ยังขาลอย ยังดีว่าไม่มีคู่แข่งที่จะขึ้นมาเป็นนายกฯในตอนนี้ นายกฯ เศรษฐาตกกระไดพลอยโจน เป็นนายกฯไปเรื่อยๆ จนกว่าเจ้าของจะมาทวงคืนจะเป็นพลังประชารัฐ จะเพื่อไทย จะเศรษฐา หรือ พล.อ.ประยุทธ์ ตกอยู่ในกับดักที่ไม่ต่างกัน.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.thคลิกอ่านคอลัมน์ “คาบลูกคาบดอก” เพิ่มเติม