“พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ระบุ เสียดายเคยโหวตให้เพื่อไทย แต่ไม่เสียใจรวมเสียงได้มากกว่าแต่ต้องมาเป็นฝ่ายค้าน รับอภิปรายครั้งนี้อาจเป็นครั้งสุดท้ายของชีวิตทางการเมือง แต่ยืนยัน ก้าวไกล ยิ่งยุบยิ่งโต ฝากนายกฯ ฟังไปตอบสนองไม่ใช่ตอบโต้ ด้าน “จุลพันธ์” ยันภาครัฐไม่มีไอโอ ปัดมีนายเล็กนายใหญ่ ไปกดดันสื่อ
เมื่อเวลา 01.14 น. วันที่ 5 เมษายน 2567 ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี โดยไม่มีการลงมติ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 152 ที่มี นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม
โดยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้กล่าวอภิปรายท้วงติงฝ่ายค้านว่าการใช้คำว่าปากเปราะใช้ไม่ได้ ขอให้พิจารณาวุฒิภาวะเพื่อให้การประชุมเดินหน้าได้ และให้ความระมัดระวังในการประชุมครั้งหน้าๆ ด้วย ยืนยันว่าสามารถท้วงติงกันได้ คณะรัฐมนตรีชุดนี้ก็พร้อมรับฟังไปปรับปรุง ส่วนเรื่องไอโอ ยืนยันว่าไม่มีกลไกลภาครัฐไปดำเนินการไอโอ และไม่มีนายเล็ก นายใหญ่ ไปกดดันสื่อ หากมีหลักฐานให้นำมาเพื่อจะทำให้ถูกต้อง
...
จากนั้น เวลา 01.19 น. นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้กล่าวสรุปอภิปรายรัฐบาล ว่า ตนเองไม่ได้เสียใจที่ต้องมาเป็นฝ่ายค้าน แม้รวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้มากกว่า และไม่เคยเสียใจว่าการอภิปรายครั้งนี้จะเป็นชีวิตครั้งสุดท้ายทางการเมืองของตนเอง ซึ่งมันเป็นเรื่องที่พวกเรารู้อยู่แล้ว และมีรุ่น 1 รุ่น 2 รออยู่แล้ว เผลอๆ ยิ่งยุบพรรคยิ่งจะทำให้เราไปเส้นชัยได้เร็วกว่าด้วยซ้ำไป แม้ไม่เสียใจแต่เสียดายเวลาที่ประเทศไทยที่ต้องเสียไป และเสียดายที่ตั้งแต่จำความได้ เคยโหวตลงคะแนนให้พรรครัฐบาลเพียงพรรคเดียวมาโดยตลอด แต่รู้สึกว่ารัฐบาลชุดนี้ไร้วาระ
ตนเองจึงขอเสนอแนะ 3 ข้อไปยังรัฐบาล ที่มืดแปดด้าน ที่ทั้งล้มเหลว ล่าช้า และละเลย
ส่วนที่นายกฯ บอกงงฝ่ายค้านว่าพูดแต่เรื่องเดิมๆ ตนเองก็งงนายกฯ เหมือนกัน ว่าท่านพูดไม่เหมือนเดิม ตอนเลือกตั้งพูดอีกอย่าง หลังเลือกตั้งอีกอย่าง
พร้อมเสนอแนะรัฐบาลให้มีการปฏิรูปทหาร เพราะตอนที่เป็นฝ่ายค้านด้วยกันคิดเหมือนกัน และหากยังคิดไม่ออกใครเป็นคนทำไอโอ ให้อ่านวิจัยของม.สแตนฟอร์ด และม.โตรอนโต ที่ระบุชัดว่ากองทัพเป็นคนทำ ยืนยันเรือฟริเกต มีความเหมาะสมที่จะจัดซื้อในช่วงเวลานี้ พวกตนจึงไม่คิดต่อต้าน
นายพิธา กล่าวต่อว่า นายกฯ ต้องการจะพูดแต่เรื่องบวก แต่ประเทศของเรามีทั้งจุดอ่อน จุดแข็ง จึงเกรงว่าจะเกาไม่ถูกที่คัน เพราะจะไม่เห็นภาพความท้าทายของประเทศไทย โดยตั้งแต่รัฐบาลเศรษฐาเข้ามา รายได้เกษตรลดลง แต่ตนเองสงสัยที่รัฐมนตรีบางคนรู้ได้อย่างไรที่ตนเองจะพูดเรื่องนี้ ทั้งนี้มีทีมงานและตนเองไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ จึงขอให้ประธานตรวจสอบเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแห่งรัฐสภาชุดนี้
นอกจากนี้ นายพิธา ยังขอให้รัฐบาลตั้งเป้าให้ชัดเจนในเรื่องแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 และปราบเรื่องส่วย สแกมเมอร์ข้ามชาติ และแรงงานข้ามชาติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศกลับมา ซึ่งถือเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องรีบสะสาง
ขณะเดียวกันนายพิธา ยังเสนอแนะนายกรัฐมนตรี ว่าถึงเวลาที่นายกฯ จะต้องปรับครม. เอาคนที่เหมาะสมเข้ามาทำงาน เพราะ 7 เดือนที่ผ่านมาคงเห็นแล้วว่าใครมีประสิทธิภาพและไม่มีประสิทธิภาพ รวมถึง ถึงเวลาที่นายกรัฐมนตรีจะมีโรดแม็ปได้แล้ว และสุดท้ายถือว่าเป็นสิ่งสำคัญของคนเป็นผู้นำ คือ ภาวะผู้นำ ที่มีความสำคัญในทศวรรษที่ 21
“ผมอยากจะแนะนำท่านว่า ฟัง เพื่อที่จะตอบสนอง ไม่ได้ฟังเพื่อจะตอบโต้ตลอดเวลา เพราะบางทีเสียงที่ท่านไม่อยากได้ยินที่สุด ก็จะเป็นเสียงที่ประเสริฐที่สุดตามที่อย่างท่านเคยให้สัมภาษณ์ไว้ ก็ขอจบการอภิปรายเพียงเท่านี้ ไม่มีอะไรที่ค้างคาใจที่จะพูด” นายพิธา กล่าว
จากนั้น เวลา 02.04 น. นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี ได้ขึ้นกล่าวขอบคุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่เสนอแนะรัฐบาลโดยไม่ลงมติตามมาตรา 152 ถือเป็นการใช้กระบวนรัฐสภาตรวจสอบฝ่ายบริหาร โดยข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ที่เป็นประโยชน์ต่อการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐบาลจะขอรับไว้ เพื่อไปพิจารณาปรับปรุง ขับเคลื่อน การดำเนินงานของรัฐบาล เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนทุกมิติ
ต่อมานายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้กลับมาทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม เพื่ออ่านพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ประกาศพระราชกฤษฎีกาปิดสมัยประชุมรัฐสภา สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง ตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2567 และสั่งปิดประชุมในเวลา 02.15 น. โดยใช้เวลาการอภิปรายในวันนี้ไปทั้งสิ้นกว่า 17 ชั่วโมง
ภาพ :วัชรชัย คล้ายพงษ์