“เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร” อัด ซอฟต์พาวเวอร์รัฐบาล ทำงานไม่ตอบโจทย์ หลายโครงการอาจมีผลประโยชน์ทับซ้อน เอื้อคณะกรรมการเอง ด้าน “จุลพันธ์” ยืนยัน นายกฯ ดูเรื่องงบละเอียด ขออย่ามองว่ามีทุจริต
เมื่อเวลา 13.10 น. วันที่ 3 เมษายน 2567 ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริง หรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี โดยไม่มีการลงมติ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 152 นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม. พรรคก้าวไกล ถึงนโยบาย One Family One Soft Power ของพรรคเพื่อไทย ที่ยังไม่รู้ว่ามีการเริ่มทำหรือยัง รวมถึงการตั้งคณะกรรมการซอฟต์พาวเวอร์ ที่ดึง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร มาเป็นรองประธานกรรมการ และ นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เป็นเลขานุการ มีการตั้งของบประมาณไว้กว่า 5,291 ล้านบาท ที่เชื่อมไปถึงงบประมาณปี 2568 โดยพบว่าเรื่องเฟสติวัล ได้งบประมาณมากที่สุด เพื่อใช้ทำอีเวนต์จำนวน 10,000 อีเวนต์ใน 1 ปี หรือ 27 อีเวนต์ใน 1 วัน รวมถึงยังพบอีกว่ามีการใช้งบประมาณเพื่อการประชาสัมพันธ์มากเกินไป ขณะที่ 1 ในนโยบายหลักของซอฟต์พาวเวอร์ของรัฐบาล คือ การตั้ง Thacca ที่อาจทำให้เกิดความทับซ้อนของหน่วยงาน และถามว่าแหล่งที่มาของงบประมาณเอามาจากไหน
นายเท่าพิภพ ยังกล่าวอีกว่า ถ้าไม่เข้าใจคำว่า “ซอฟต์พาวเวอร์” หากไม่นิยามอย่างแท้จริง ก็จะสร้างความสับสนเชิงนโยบายที่สุดท้ายเกิดความเข้าใจไม่ตรงกัน และทำงานไม่ตอบโจทย์ และหลายโครงการอาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนของกรรมการ จึงขอเสนอไปยังรัฐบาลว่า “ซอฟต์พาวเวอร์” ต้องชัดเจน ต้องสร้าง Demand ไม่ใช่การจัดอีเวนต์ พร้อมขอฝากหลักการ 4 O คือ Open mind ที่ไม่แช่แข็งวัฒนธรรม Opportunity เพิ่มคณะกรรมการที่เป็นสัดส่วนแรงงานสร้างสรรค์เข้ามา, Open Data รัฐต้องรวบรวมดาต้า และ Off set สนับสนุนเพิ่มเติมในลักษณะกองทุน เพื่อส่งเสริมเฉพาะจุด ซึ่งตนเองเห็นความตั้งใจของการทำซอฟต์พาวเวอร์ของรัฐบาล แต่ยังล่าช้า และกังวลว่าอาจจะเป็นการเอื้อผลประโยชน์กับคนใดคนหนึ่ง
...
ด้าน นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เรื่องที่เสนอจะสะท้อนไปยังคณะกรรมการซอฟต์พาวเวอร์ แต่ยืนยันว่านายกรัฐมนตรี รวมถึง น.ส.แพทองธาร ได้ติดตามและประชุมบ่อยครั้ง ยอมรับเป็นเรื่องของโครงสร้าง โดยเรื่อง พ.ร.บ.Thacca กำลังรับฟังความเห็นของประชาชน ก่อนส่งให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบ และส่งให้กฤษฎีกา ก่อนส่งเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งก็หวังว่าจะเข้าสู่ที่ประชุมสมัยหน้าทัน ส่วนเรื่องงบประมาณ ยืนยันว่านายกฯ ดูละเอียดรอบคอบ และมีการติดตามใกล้ชิด ส่วนเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ขออย่าทำให้คณะกรรมการที่เข้ามาทำงานช่วยประเทศเสียกำลังใจ อีกทั้งนายกฯ ก็ดูเรื่องทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจัง อีกทั้งกลไกลราชการก็มีการตรวจสอบอย่างมีประสิทธิภาพ จึงอย่าเพิ่งมองว่ามีความทับซ้อน หรือทุจริตใดๆ