"เพื่อไทย" ฟาด "ก้าวไกล" ซัด "ทวงทุกอย่าง แต่ค้านทุกสิ่ง" ทำให้คนไทยเสียโอกาส ชี้ อภิปรายตาม ม.152 ขอให้เน้นเนื้องาน หยุดวาทกรรม หลังก้าวไกล ตั้งคำถามว่า เป็น “รัฐบาลเพื่อใคร ประชาชนไม่ได้อะไร”

วันที่ 2 เม.ย. 67 นายดนุพร ปุณณกันต์ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในการเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อสอบถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหา โดยไม่มีการลงมติ ตามรัฐธรรมนูญ ปี 2560 มาตรา 152 ของฝ่ายค้าน ในวันที่ 3-4 เมษายน 2567 เชื่อมั่นว่า รัฐบาลมีความพร้อมในการตอบคำถามต่างๆ ของฝ่ายค้านได้เป็นอย่างดี ไม่น่ากังวลอะไร

เพราะนับตั้งแต่รัฐบาลที่นำโดยนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และคณะรัฐมนตรี เข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน จนถึงวันนี้ 7 เดือน ทำงานลงพื้นที่อย่างหนักมาโดยตลอด เพื่อแก้ไขปัญหาพี่น้องประชาชน ที่สำคัญ “เราเป็นรัฐบาลไม่ถึง 10 เดือน” และยังไม่มีงบประมาณ แต่ผลงานมากมายเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาพี่น้องประชาชน เช่น ลดค่าครองชีพ ทั้งราคาพลังงาน ค่าไฟฟ้า ราคายางพุ่ง 90 บาท ต่อ กก.สูงสุดในรอบ 7 ปี จากการเดินหน้าสกัดกั้นยางเถื่อนและฤดูกาลประกอบเข้าด้วยกัน, ราคาข้าวพุ่ง 10,500-11,000 บาทต่อตัน สูงสุดในรอบ 16 ปี, Roadshow 14 ประเทศ คาดสร้างรายได้ 558,000 ล้านบาท, รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย, 30 บาท รักษาทุกที่ สำเร็จแล้ว 12 จังหวัด และอื่นๆ อีกมากมาย โดยไม่มีงบประมาณรายจ่ายประจำปี

...

นายดนุพร กล่าวอีกว่า เราเข้าใจดีถึงความเป็นห่วงของฝ่ายค้าน ซึ่งเราก็เป็นห่วงประชาชนไม่แพ้กัน พรรคที่ใหญ่ที่สุดของฝ่ายค้าน ไม่เคยบริหารประเทศ การนำนโยบายหาเสียงนำไปสู่การปฏิบัตินั้น อย่างแรก ต้องใช้งบประมาณ บางเรื่องต้องใช้เวลาในการแก้ไขกฎหมาย หลายอย่างต้องดำเนินการอย่างละเอียดถี่ถ้วนรอบคอบและหารือกับหลายฝ่าย โชคดีที่พรรคเพื่อไทย ไม่รอ 10 เดือน จึงทำให้ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรี คนที่ 30 ชื่อ เศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรีของคนไทยทุกคน

“พรรคก้าวไกล” ตั้งคำถามว่า เราเป็น “รัฐบาลเพื่อใคร ประชาชนไม่ได้อะไร” นั้น อยากให้ฝ่ายค้านมองประเด็นให้ถูกต้อง ว่า การอภิปรายตาม มาตรา 152 ในครั้งนี้ เป็นการอภิปรายรัฐบาล ไม่ใช่อภิปรายพรรคเพื่อไทย ในทางกลับกัน เราต้องถามกลับฝ่ายค้านมากกว่า ว่า “ทวงทุกอย่าง แต่ค้านทุกสิ่ง” จนอาจจะทำให้คนไทยเสียโอกาส นายดนุพร กล่าว นางสาวชญาภา สินธุไพร สส.ร้อยเอ็ด และรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จากการลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด พวกเขาต่างสะท้อนความคิดเห็นว่า รัฐบาลภายใต้การนำ ของนายกฯ เศรษฐา ว่า ในระดับพื้นที่มีความพอใจมาก เช่น นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ ตอบโจทย์พี่น้องประชาชน ซึ่งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลเป็นอย่างมาก เพราะสะดวก และลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปโรงพยาบาลประจำอำเภอหรือประจำจังหวัด อีกทั้งยังมีไรเดอร์ส่งยา ช่วยให้ผู้ป่วยที่ไม่สะดวกเดินทาง ได้รับการรักษาอย่างทั่วถึง พี่น้องประชาชนต่างฝากความขอบคุณมายังพรรคเพื่อไทย ที่พัฒนาโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ ทำให้พวกเขาได้รับการรักษาที่ทั่วถึง ช่วยรักษาชีวิตให้กับพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ พี่น้องประชาชนในพื้นที่ ยังฝากกำลังใจให้รัฐบาลเดินหน้าลุย นโยบายดิจิทัล วอลเล็ต อย่าไขว้เขวกับเสียงวิจารณ์ แม้จะมีการเลื่อนไทม์ไลน์ คาดว่าประชาชนจะได้รับเงินดิจิทัล ในช่วงปลายปี พวกเขาอยากให้รัฐบาลทำให้สำเร็จ ล่าช้าไม่เป็นไร

“ในฐานะเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เราเน้นการทำงานร่วมกับทุกฝ่าย และลงมือทำ ให้เป็นจริง เพื่อตอบโจทย์และแก้ปัญหาประชาชน เราเน้นที่เนื้องาน ไม่ใช่เนื้อหาวาทกรรมที่เลื่อนลอยไม่เกิดประโยชน์กับประเทศ” นางสาวชญาภา กล่าว

นายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หลังจากจบการอภิปรายทั่วไปเพื่อสอบถามข้อเท็จจริง หรือเสนอแนะปัญหา ในวันที่ 3-4 เมษายน 2567 ในวันศุกร์ที่ 5 เมษายน 2567 พรรคเพื่อไทย จะจัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2567 การจัดงานครั้งนี้ พรรคเพื่อไทย จะสื่อสารในประเด็น “อดีต ปัจจุบัน อนาคต” ของพรรคเพื่อไทย ที่มีต่อพี่น้องประชาชน นับตั้งแต่พรรคไทยรักไทย ณ ขณะนั้น เป็นพรรคการเมืองที่เป็น “ผู้นำในการปฏิรูปโครงสร้างประเทศ” เช่น การวางโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบหลักประกันสุขภาพ, การสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิตผ่าน TCDC, การสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบกายรายย่อย ผ่าน SME Bank เป็นต้น จนมาถึงปัจจุบัน ที่พรรคเพื่อไทย ที่มีนางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่จะบอกเล่าถึงการปรับตัวของพรรคเพื่อไทย มีการรับองค์ความรู้ใหม่ๆ จากภายนอกเข้ามาหลากหลายสาขา เพื่อพัฒนาทั้งองค์กร บุคลากร และ สส.ของพรรค เพื่อแก้ไขปัญหาให้ตอบโจทย์กับความต้องการของพี่น้องประชาชนทุกคนมากขึ้น มั่นใจว่าภายในปีนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอีกครั้งแน่นอน และในอนาคต รัฐบาลภายใต้การนำของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี จะสื่อสารในประเด็นของโอกาสของประเทศไทยในเวทีโลก ทำให้ประเทศไทยกลับมาอยู่ในแผนที่โลกอย่างภาคภูมิใจอีกครั้ง