“จุลพันธ์” รมช.คลัง ชี้แจงหลายเรื่อง รวมดิจิทัลวอลเล็ต บอก 10 เม.ย.นี้ มีข่าวดีแน่นอน ด้าน “สว.เฉลิมชัย” ซัด ถ้าหาเสียงว่ากู้มาแจก ใครจะเลือกเพื่อไทย เผย ร้อง ป.ป.ช. ตรวจสอบแล้ว

เมื่อเวลา 20.24 น. วันที่ 25 มีนาคม 2567 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมานตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงในการอภิปรายของสมาชิกวุฒิสภา ญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปในวุฒิสภา เพื่อให้คณะรัฐมนตรีแถลงข้อเท็จจริงหรือชี้แจงปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินโดยไม่มีการลงมติ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 153 ว่า ขอบคุณสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่เห็นความสำคัญเรื่องเศรษฐกิจ รัฐบาลชุดนี้เน้นย้ำเรื่องปากท้องประชาชนเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้น โดยในนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ เราตระหนักในเรื่องการสร้างเอกลักษณ์ที่ดี การเพิ่มบทบาทนำบนเวทีโลกของประเทศไทย มีการตั้งคณะกรรมการเพื่อกำหนดทิศทาง ครอบคุลม 11 สาขา เราตั้งเป้าว่าจะยกระดับทักษะคนไทย 20 ล้านคน สู่การเป็นแรงงานทักษะขั้นสูง แรงงานสร้างสรรค์ และสร้างรายได้อย่างน้อย 4 ล้านล้านบาทต่อปี สร้างงาน 20 ล้านตำแหน่ง

ขณะเดียวกัน รัฐบาลตระหนักดีถึงปัญหาด้านความเหลื่อมล้ำ โดยมีชุดนโยบายสร้างรายได้ ลดรายจ่าย ขยายโอกาส ที่ทำไปแล้ว เช่น การลดราคาพลังงาน การสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว การสนับสนุนเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ การพัฒนาเศรษฐกิจการค้าที่ถูกต้องตามแนวชายแดน การสร้างรายได้ภาคการเกษตร ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ สนับสนุนสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพให้เติบโตและแข่งขันได้ ซึ่งการสร้างรายได้จะเป็นการกระจายการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจให้ทั่วถึงและลดความเหลื่อมล้ำในระดับหนึ่ง อีกชุดนโยบาย คือ ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้ประชาชน เช่น การพัฒนาระบบสาธารสุขให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ยกระดับ 30 บาทรักษาทุกโรค ปฏิรูปการศึกษา 

...

ส่วนเรื่องความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ เราอยู่ในช่วงพัฒนาต่อยอดเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษและระเบียงเขตเศรษบกิจทั้ง 4 ภาค ซึ่งจะกระจายความเจริญในสังคมทั้งระดับภาคและพื้นที่อย่างทั่วถึง ซึ่งจะมีส่วนสร้างผู้ประกอบการใหม่ๆ ผลักดันให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมในพื้นที่ เพิ่มนักท่องเที่ยว สนับสนุนให้เกิดการจ้างงาน และต้องยอมรับว่าหลังจากเป็นรัฐบาลมา 6 เดือน พบปัญหาว่ายังไม่สามารถขับเคลื่อนและสร้างเม็ดเงินให้เกิดการลงทุนอย่างที่ตั้งเป้าไว้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ตนลงไปดูในรายละเอียด หาทางแก้ไข ขับเคลื่อนเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ 

ขณะที่เรื่องกับดักรายได้ปานกล่าง ไทยเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับบน (Upper-middle-income) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 รัฐบาลมีวิสัยทัศน์และแนวทางในการขับเคลื่อนให้ไทยก้าวข้ามประเทศกับดักรายได้ปานกลางมาโดยตลอด ขับเคลื่อนผ่าน 8 อุตสาหกรรม หากขับเคลื่อนได้ตามเป้าหมาย การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของไทยจะยกไปอีกระดับหนึ่ง และสามารถสร้างรายได้ให้ประชาชน ทำให้เกิดการกระจายตัวของเศรษฐกิจ ประชาชนจะอยู่ดีกินดีขึ้น

ในเรื่องดิจิทัลวอลเล็ต นายจุลพันธ์ กล่าวว่า กลไกที่ขับเคลื่อนมาจนถึงปัจจุบัน แม้ยังไม่ถึงจุดที่มีข้อสรุป โดยวันนี้ได้แถลงในกรอบเวลา โดยในวันที่ 27 มีนาคม 2567 จะมีการประชุมคณะกรรมการชุดใหญ่ เพื่อนำเอาสิ่งที่ไปศึกษาหาข้อมูลเข้ามานำเสนอต่อคณะกรรมการ และมีการนัดหมายอีกครั้งวันที่ 10 เมษายน 2567 จะเป็นวันที่เราจะเคาะรายละเอียดสุดท้าย เพื่อที่จะขับเคลื่อนโครงการนโยบายเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต โดยมีเป้าหมายว่าจะเริ่มกระบวนการลงทะเบียนร้านค้าและประชาชนในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ และเชื่อว่าก่อนสิ้นปี ไตรมาสสุดท้าย จะสามารถเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ถึงมือประชาชนตามที่วางเป้าหมายไว้ได้สำเร็จ

“วันนี้เราลงพื้นท่ีในฐานะที่เป็นรัฐบาล พบปะกับพี่น้องประชาชน ขณะนี้เศรษฐกิจไม่ได้อยู่ในสถานะที่ดีนัก จะวิกฤติหรือไม่ คนตัดสินอาจจะไม่ใช่พวกเรา ผมเองในฐานะที่เป็นรัฐบาล เราอาจจะใช้อำนาจของความเป็นรัฐในการบอกว่ามันวิกฤติหรือไม่ แต่สุดท้ายเรื่องของวิกฤติหรือไม่ แต่ละคน แต่ละท่าน มีความคิดเห็นที่แตกต่าง เรามีเงินเดือนทุกเดือน เราอาจจะไม่รู้สึกว่าวิกฤติ บางคนที่เป็นคนรวยก็ไม่รู้สึกว่าเดือดร้อน แต่พี่น้องประชาชนที่อยู่ตามชนบท พี่น้องที่หาเช้ากินค่ำ วันนี้เศรษฐกิจอยู่ในภาวะที่วิกฤติจริงๆ เขาเดือดร้อน เชื่อว่าทุกท่านที่เป็นตัวแทนประชาชนเช่นเดียวกับพวกผม ท่านรับทราบได้ ท่านรู้ดี เพราะฉะนั้น กลไกในการเติมเงิน 10,000 บาท เป็นหนึ่งกลไกที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจ กระตุ้นให้เกิดการหมุนเวียน เรามีความเชื่อมั่นและเราจะทำให้สำเร็จ”

นายจุลพันธ์ ชี้แจงต่อไปว่า เราเป็นรัฐบาลผสม ต้องนำเอานโยบายของแต่ละพรรคการเมืองมาผสมกลมกลืนและสามารถขับเคลื่อนได้ จึงเป็นนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา ส่วนคำถามว่าเป็นการจูงใจให้เลือกในช่วงการเลือกตั้งหรือไม่นั้น ระยะเวลาการเลือกตั้งผ่านพ้นมานานแล้ว วันนี้เราต้องการเดินหน้าแก้ไขปัญหาให้ประชาชน ที่สำคัญ หากเปรียบเทียบกับนโยบายอื่น เช่น นโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็เป็นลักษณะเดียวกัน, การเพิ่มเบี้ยหวัดให้ผู้สูงอายุ ก็ไม่แตกต่างกัน แต่โชคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีความเข้าใจและชี้ว่ากลไกเหล่านี้เป็นนโยบาย เรามีหน้าที่รับผิดชอบต่อพี่น้องประชาชน จึงจำเป็นต้องเดินหน้าให้สำเร็จ ก่อนจะย้ำว่าเงินดิจิทัลนี้ ไม่ต่างจากเงินในบัญชีของท่านในรูปแบบการโอนเงินในโทรศัพท์มือถือ แต่มีข้อจำกัดและพื้นที่ที่กำหนด ยืนยันว่าเม็ดเงินที่จะลงไปนี้ จะสามารถกระตุ้นให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจได้อย่างที่ตั้งเป้าไว้ เราต้องการการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจให้พี่น้องประชาชนอย่างต่ำปีละ 5% โดยเฉลี่ย

จากนั้น นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน สว. ลุกขึ้นกล่าวต่อ เนื่องจากเป็นผู้อภิปรายเรื่องดิจิทัลวอลเล็ต ว่า ที่ รมช.คลัง บอกว่า แจกเงินคนละ 10,000 บาท ก็เหมือนกับแจกเงินคนละ 3,000 บาท ให้กับผู้สูงอายุ ข้อเท็จจริงรัฐธรรมนูญมาตรา 74 วรรคสี่ ให้ทำได้กรณีแจก 3,000-4,000 บาท ซึ่งไม่เหมือนกับการแจก 10,000 บาท อายุ 16 ปีขึ้นไป เป็นการแจกหาเสียง ถ้าตอนหาเสียงบอกว่ากู้มาแจก ถามว่าใครจะเลือกพรรคเพื่อไทย อีกทั้งยังผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 162 ด้วยที่ไม่บอกแหล่งที่มาของเงินดิจิทัลวอลเล็ต 

“ท่านจะปฏิเสธไหมล่ะว่าไม่ได้หาเสียง ก็ท่านเศรษฐา ทวีสิน เป็นคนหาเสียงทุกเวทีเลยว่าผมไม่กู้ เสร็จแล้วเป็นไง ท่านก็มาบอกกู้ เพราะมันไม่ได้วิเคราะห์ มันไม่รอบคอบ มันไม่มีความพร้อม ยอมรับเถอะครับว่าท่านไม่รอบคอบ ท่านบอกมันเป็นเทคนิคหาเสียง มันไม่ใช่อะครับ เมื่อไม่รอบคอบ เพราะฉะนั้นผมถึงบอกว่ามันไม่เหมือนกันหรอกครับ แจก 3,000-4,000 ที่พรรคอื่นๆ เขาบอกจะแจก เขามีรัฐธรรมนูญให้แจก เขาคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างเพศ วัย สถานภาพบุคคล อย่างเช่น พรรคพลังประชารัฐ พรรครวมไทยสร้างชาติ เขาก็แจก แต่เขาไม่แจกเหมือนท่าน ไม่อย่างนั้นถ้าแจกแบบนี้ได้ กกต.บอกได้ ปีหน้าท่านก็แจก 20,000 ถ้าบอกแจกได้ประเทศชาติมันจะล่มจม บอกไว้เลย กกต. บอกว่าใช้เงินงบประมาณไม่ผิดเนี่ย ก็ให้ ป.ป.ช. ไปตรวจสอบดู เมื่อเช้าก็ได้ร้องเรียน ร้องกล่าวโทษไปแล้ว รวมทั้ง ครม.ด้วย แถลงนโยบายไม่มีที่มาของเงินดิจิทัลวอลเล็ต ก็ผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 162 ป.ป.ช. ก็ไปตรวจสอบดูว่ามันผิดหรือไม่ผิด”

อย่างไรก็ตาม นายจุลพันธ์ ลุกขึ้นกล่าวตอบอีกครั้งว่า รับฟัง และอะไรที่ปรับใช้ได้จะนำไป แต่ยืนยันกระบวนการรัฐบาลเป็นไปตามกรอบกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ซึ่งเรื่องรายละเอียดโครงการเป็นไปตามกฎหมายทุกประการ และในวันที่ 10 เมษายนนี้ จะเป็นข่าวดี.