ข่าว “เขย่าขวด” สุดสัปดาห์นี้ ตรุษจีนปีนี้ฉลองกันอย่างคึกคักหวังเป็น “ปีมังกรทอง” ที่จะสร้างความร่ำรวยมั่งคั่งกันถ้วนหน้า

มีตัวเลขระบุว่า ยอดเงินสะพัดราว 5 หมื่น ล้านบาท สูงสุดในรอบ 11 ปี เป็นการเริ่มต้นปีที่น่าจะพอมองเห็นอนาคตต่อไปข้างหน้าว่าจะเป็นอย่างไร

แต่ในสถานการณ์ที่เป็นจริงซึ่งรัฐบาลกำลังประสบปัญหาติด “กับดัก” ของตัวเองโดยเฉพาะนโยบายที่หาเสียงเอาไว้ แต่ยังไม่สามารถขับเคลื่อนต่อไปได้

“ดิจิทัลวอลเล็ต” แจกหัวละ 10,000 บาท ซึ่งจะต้องออก พ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสน ล้านบาท แต่มีเสียงคัดค้านและท้วงติงว่า “ไม่คุ้มค่า”

จึงยังไม่กล้าฟันธงจะเดินหน้าต่อทำให้ทุกอย่างสะดุดไปหมดจากเรื่องนี้ก็พันไปถึงเรื่อง “ดอกเบี้ย” ที่นายกรัฐมนตรี “เศรษฐา ทวีสิน” ประกาศเองว่าไม่เห็นด้วยที่แบงก์ชาติไม่ยอมลดดอกเบี้ยโดย กนง.มีมติ 5 ต่อ 2 ให้คงไว้ที่ 2.50%

“ไม่เห็นด้วยแต่ไม่ก้าวก่าย”

นายกรัฐมนตรีประกาศเสียงเข้มด้วยท่าทีที่ไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าใดนักจากบรรดาแกนนำ “เพื่อไทย” ก็ออกมาขย่มแบงก์ชาติเป็นระลอก

ไม่ต่างกับการที่แบงก์ชาติค้านนโยบาย “ดิจิทัลวอลเล็ต” เท่าใดนัก

เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ
เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ

...

นับเป็นความขัดแย้งที่ชัดเจนระหว่างรัฐบาลกับแบงก์ชาติทั้ง 2 ประเด็น จนทำท่าว่าจะเกิดปัญหาทิศทางในการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจ “การเงิน” กับ “การคลัง” ที่ผ่านมาความเห็นต่างในเรื่อง “ดอกเบี้ย” ระหว่างแบงก์ชาติกับรัฐบาลเคยมีมาแล้วจนต้องแตกหัก ผู้ว่าการแบงก์ชาติถูกปลดมาแล้ว

ยิ่งมติ กนง. 5 ต่อ 2 แบบนี้ ยิ่งทำให้รัฐบาลที่ผลักดันให้ลดดอกเบี้ยมีความมั่นใจว่าแนวคิดนี้น่าจะถูกต้อง

ว่าไปแล้วแต่ละฝ่ายต่างก็มีความเห็นที่ไม่ผิด เพียงแต่ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่เป็นจริงนั้นแนวคิดแบบไหนจะเหมาะสมมากกว่า

แต่เนื่องจากเป็นประเด็นที่มีความสำคัญและเป็นทิศทางในด้านนโยบาย หากเกิดปัญหาอย่างนี้ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่

เพราะไม่สามารถดำเนินนโยบายได้

จึงไม่แปลกที่มีกลิ่นโชยเข้าจมูกมาว่ารัฐบาลอาจจะต้องตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อแก้ปัญหานี้

นั่นคือปลด “เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ” ผู้ว่าการแบงก์ชาติ เพื่อคลี่คลายปัญหา

แต่เนื่องจากเป็นเรื่องใหญ่และมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของรัฐบาลจึงต้องหา จังหวะและเหตุผลให้ได้รับการยอมรับ

ที่สำคัญต้องดูสถานการณ์การเมืองประกอบด้วย

ทักษิณ ชินวัตร
ทักษิณ ชินวัตร

เท่าที่ทราบน่าจะเป็นหลังจากที่ “ทักษิณ” ออกจากชั้น 14 รพ.ตำรวจไปบ้านพักจันทร์ส่องหล้าเนื่องจากได้ “พักโทษ”

เพราะไม่ต้องการให้เกิดศึก 2 ด้านโดยเฉพาะแรงต่อต้าน

“ดิจิทัลวอลเล็ต” กับดักอีกเรื่องหนึ่งหลังจาก ป.ป.ช.ให้คำแนะนำแล้ว ซึ่งเนื้อหาก็ยังคงเข้มข้นเหมือนเดิมไม่ได้อ่อนลงแต่อย่างใด

แต่รัฐบาลน่าจะตัดสินใจแล้วระดับหนึ่งคือเดินหน้าต่อ ไม่ยอมเป็น “หมูไม่กลัวน้ำร้อน” อีกต่อไป เพราะจะทำให้เสียรังวัดและภาพลักษณ์ทางการเมือง

คิดว่าไหนๆ เดินมาถึงตรงนี้แล้วจะถอยหลังกลับคงไม่มีประโยชน์อันใด

สู้ไปตายเอาดาบหน้าดีกว่า

การประชุมบอร์ดชุดใหญ่ “ดิจิทัลวอลเล็ต” สัปดาห์หน้าคงได้รู้ล่ะว่าจะเป็นอย่างไร เพราะขืนเก็บดองเอาไว้อย่างนี้

มีแต่เสียกับเสีย

การตัดสินใจสำคัญคือการปลดผู้ว่าการแบงก์ชาติและเดินหน้าต่อนโยบายแจกเงินถือว่าเป็นการตัดสินใจทางการเมือง

เป็นจุดชี้ถึงอนาคตของ “เศรษฐา” ด้วย!

“ลิขิต จงสกุล”

คลิกอ่านคอลัมน์ “สับรางวันอาทิตย์” เพิ่มเติม