“ศิริกัญญา” สส.ก้าวไกล ซัดร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 67 ผิดพลาดแบบไม่น่าให้อภัย เย้ย นี่หรือรัฐบาลที่ขึ้นชื่อเรื่องหาเงินได้ ใช้เงินเป็น ถึงเวลาที่ต้องคิดใหม่กับฝีมือการบริหารราชการของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย
เมื่อเวลา 13.55 น. วันที่ 3 มกราคม 2567 น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวอภิปรายในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำงบประมาณ พ.ศ. 2567 ว่า ใช้เวลา 7 วันเต็มกับการดูงบประมาณ 2567 โดยเมื่อดูแล้วเกิดคำถามว่า วิกฤติเศรษฐกิจแบบใด ทำไมงบไม่เหมือนมีวิกฤติ ซึ่งนายกรัฐมนตรีเองได้ย้ำในหลายครั้งว่า เศรษฐกิจไทยวิกฤติ ซึ่งงบประมาณจะเป็นตัวบอกว่าอยู่ในภาวะแบบใด จะมีการจัดสรรงบประมาณเพื่อตอบสนองวิกฤติอย่างไรบ้าง
น.ส.ศิริกัญญา อภิปรายต่อไปว่า รายงานภาวะเศรษฐกิจและการคลัง ดูแล้วยังไม่ค่อยวิกฤติ ซึ่งจากคำแถลงของนายกรัฐมนตรีก็ไม่มีตรงที่บอกได้ว่าเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ขณะที่งบประมาณฉบับประชาชนยังพบด้วยว่า อัตราการขยายตัวของจีดีพี (GDP) โต 5.4% ในปี 2567 รู้สึกตกใจว่าต้องแพ้พนัน นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะประธานกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (ประธานวิปฝ่ายค้าน) แล้วไปบวชชีหรือไม่ ถ้าเศรษฐกิจโต 5% ซึ่งเมื่อดูดีๆ แล้ว นี่คือการเติบโตของจีดีพีที่รวมเงินเฟ้อ เกิดคำถามว่า รัฐบาลโกงสูตรปรับจีดีพีหรือไม่ ซึ่งไม่มีประเทศไหนทำมาก่อน ขอร้องว่าอย่าโกงสูตรเพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ตามเป้าหมาย
ทั้งนี้ ตามปกติในปีที่เกิดวิกฤติ เราจะทำงบประมาณขาดดุลเพิ่มขึ้นเพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ กู้เงินเพิ่มไปชดเชยรายได้ที่หายไป และมีเม็ดเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเมื่อดูจากที่รัฐบาลจัดทำแผนการคลังระยะปานกลางเอาไว้ในปี 2567-2570 พบว่าขาดดุลเท่าเดิมทุกปี จนดูไม่ออกว่าปีไหนวิกฤติ ทำไมรัฐบาลประมาณการว่าจะต้องทำงบขาดดุลสูงถึง 3.4% ไปเรื่อยๆ ทั้งที่พรรคเพื่อไทยเคยประกาศว่า จะทำงบประมาณให้สมดุล คือไม่กู้เลยสักบาท ภายใน 7 ปี แต่ 4 ปีแรกกลับกู้ทุกปี
...
ในส่วนของนโยบายเรือธงอย่างดิจิทัลวอลเล็ต ก็ไม่ปรากฏในงบประมาณปี 2567 ส่วนกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันลดเหลือเพียง 15,000 ล้านบาท โดยต้องลุ้นว่า พ.ร.บ.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท จะออกได้หรือไม่ พร้อมมองว่ารัฐบาลฝากความหวังไว้ที่ พ.ร.บ.เงินกู้ ถ้าออกไม่ได้ จะเป็นงบกระตุ้นเศรษฐกิจทิพย์
ขณะที่การพักหนี้เกษตรกร ก็ไม่ได้ใช้งบปี 2567 เป็นงบในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ส่วนการลดภาระใช้จ่ายพลังงาน จะเคลมลดค่าไฟที่ทำมาหลายปีแล้วใช่หรือไม่ รวมถึงการผลักดันการท่องเที่ยว ซึ่งหลายเรื่องต่อเนื่องมาจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์
“วิกฤติแบบใด ทำไมงบกลาโหมเพิ่มขึ้น ทุกครั้งที่ประเทศเกิดวิกฤติ กระทรวงกลาโหมจะเสียสละเพื่อประเทศโดยการตัดลดงบประมาณของตัวเอง เพื่อนำไปใช้ในการพยุงเศรษฐกิจของประเทศ แต่ในวิกฤติของ ท่านเศรษฐา งบกลาโหมเพิ่มขึ้น 2% สรุปแล้วนี่มันวิกฤติแบบใดกันแน่”
นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่หาไม่เจอ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าภายใต้ยุทธศาสตร์การสร้างความสามารถในการแข่งขันมีการสอดไส้ มีการนำงบไปใช้หนี้เก่าของรัฐบาลก่อนๆ ที่ผ่านมา ดังนั้น ถึงเวลาต้องปฏิรูปโครงสร้างงบประมาณ ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใหม่ มีการรื้องบประมาณถึง 2 รอบ แต่การเปลี่ยนงบประมาณใต้ระเบียบและกรอบเดิมๆ ทำให้การขับเคลื่อนนโยบายของตัวเองแทบจะเป็นไปไม่ได้ อีกทั้งยังมีมรดกที่ตกทอดมาจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ก่อนที่ไม่ยอมปฏิรูปและแก้ไขปัญหา ทำให้งบที่จัดสรรได้เองเหลือไม่ถึง 1 ใน 4 ซึ่งมีปัญหาในเชิงโครงสร้างอยู่ ไม่ใช่เป็นเพราะรัฐบาลอย่างเดียว แต่ต้องถอดบทเรียน
น.ส.ศิริกัญญา ยังกล่าวถึงค่าใช้จ่ายบุคลากรที่ไม่ควรผิดพลาด เงินบำเหน็จบำนาญเหตุใดตั้งงบประมาณไว้ไม่พอ โดย 2 ปี จัดสรรงบผิดพลาด เงินชดใช้เงินคงคลังเกือบ 1.2 แสนล้านบาท ต้องควักเงินคงคลังมาใช้ แล้วก็ต้องไปใช้คืนภายหลัง แต่รัฐบาลนี้ไม่ได้เรียนรู้ในความผิดพลาด ยังตั้งไว้ไม่พอจ่ายเหมือนเดิม อีกทั้งมีการตั้งงบขาด จึงต้องไปใช้งบกลางเงินสำรองฉุกเฉินที่ตั้งไว้แน่นอน อดคิดไม่ได้ว่าเป็นความตั้งใจผิดพลาด ไม่รู้ว่ารัฐบาลสมรู้ร่วมคิดหรือเปล่า เพราะรู้ทั้งรู้ว่าสุดท้ายเงินมันต้องใช้ แต่ก็ตั้งไว้ขาดๆ แบบนี้ แล้วทำเป็นหลับหูหลับตา แล้วค่อยไปหาวิธีการจัดสรรเพื่อจะบรรจุโครงการต่างๆ ให้ได้มากที่สุด
ขณะเดียวกัน ประมาณการรายได้ก็ยังผิดพลาด ทำให้จัดเก็บเสี่ยงหลุดเป้า ซึ่งตนยังไม่ได้ยินจากรัฐบาลจะหารายได้ที่ไหนมาชดเชย ฝากความหวังเดียวไว้กับดิจิทัลวอลเล็ต เป็นการพลาดแบบไม่ควรที่จะพลาด และรัฐบาลต้องพูดความจริงอย่างตรงไปตรงมา ทางด้านยอดหนี้สาธารณะ ไม่น่ากลัวเท่าภาระหนี้ดอกเบี้ยต่อรายได้ทะลุ 10% ในปี 2568 จะไปเบียดบังงบประมาณ ยังไม่รวมหนี้ดิจิทัลวอลเล็ต รวมถึงหนี้ที่หยิบยืมหน่วยงานต่างๆ
ในช่วงท้าย น.ส.ศิริกัญญา กล่าวสรุปว่า “ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ดิฉันไม่เห็นอะไรนอกจากเป็นบทพิสูจน์ว่า รัฐบาลนี้ไม่สามารถทำงานได้อย่างเป็นมืออาชีพ นี่หรือคือรัฐบาลที่สืบทอดชื่อเสียงกันมาว่าเก่งด้านเศรษฐกิจ นี่หรือรัฐบาลที่ขึ้นชื่อเรื่องหาเงินได้ ใช้เงินเป็น กลับผิดพลาดในการจัดงบประมาณได้มากขนาดนี้ ทั้งตั้งงบไว้ไม่เพียงพอ จะตั้งใจ ไม่ตั้งใจ ประมาณการรายได้ก็ผิดพลาดแบบไม่น่าให้อภัย และก็ไม่คิดที่จะแก้ มุ่งแต่จะใช้กลไกนอกงบประมาณในการบริหารประเทศ และก็ไม่สนใจเรื่องของภาระทางการคลัง มันคงถึงเวลาที่ประชาชนคงต้องคิดใหม่กับฝีมือการบริหารราชการของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย” และจบการอภิปรายที่เวลา 14.27 น.