เปิดไทม์ไลน์คำถามประชามติแก้รัฐธรรมนูญ 60 หลังรัฐบาลเคาะใช้แค่คำถามเดียว ด้าน “สมชัย” มองเป็นคำถามที่ไม่เคารพประชาชนผู้ออกเสียง ส่วนก้าวไกล ชี้ ไม่เปิดกว้างและอาจเป็นการมัดมือชก

วันที่ 26 ธันวาคม 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติเพื่อแก้ไขปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญ 2560 มีความเห็นว่าจะใช้คำถามเดียวในการตั้งคำถามประชามติ โดยถามว่า “ท่านเห็นชอบหรือไม่ ที่จะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยไม่แก้ไขหมวด 1 บททั่วไป หมวด 2 พระมหากษัตริย์” และจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ช่วงเดือนมกราคม 2567 หรืออย่างช้าไม่เกินไตรมาสแรก

ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ ยังเห็นว่าควรทำประชามติ 3 ครั้ง แต่ให้ความสำคัญกับครั้งแรกก่อนเพื่อให้ผ่านให้ได้ ส่วนการเข้าคูหาลงประชามติครั้งแรกจะเกิดขึ้น หลังจากที่ ครม.เห็นชอบแล้ว จากนั้นจะส่งเรื่องไปให้ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และทาง กกต.ก็จะดำเนินการทำประชามติ ในกรอบเวลาไม่น้อยกว่า 90 วัน แต่ไม่เกิน 120 วัน หากการทำประชามติครั้งแรกผ่าน ก็จะมีการยื่นแก้ไขมาตรา 256 จาก สส. และ สว. ซึ่งจะเป็นผู้กำหนดคุณสมบัติสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.)

ประเด็นนี้ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง มองว่า คำถามประชามติของรัฐบาลที่ตั้งคำถามว่า “ท่านเห็นชอบหรือไม่ ที่จะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยไม่แก้ไขหมวด 1 บททั่วไป หมวด 2 พระมหากษัตริย์” นั้น 

1. เป็นคำถามที่ไม่จำเป็นต้องถาม เพราะหากรัฐบาลอยากแก้โดยยกเว้นบางหมวด  ไม่ใช่การจัดทำใหม่ทั้งฉบับ จึงไม่จำเป็นต้องทำประชามติ โดยยึดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

...

2. เป็นคำถามที่เพิ่มเงื่อนไขให้ซับซ้อน และนำไปสู่โอกาสที่ประชามติจะไม่ผ่าน ยกตัวอย่างเช่น หากผู้ลงประชามติเห็นว่าควรแก้ได้ทั้งฉบับ โดยไม่ควรยกเว้นหมวด 1 หมวด 2 ก็อาจตอบ “ไม่เห็นชอบ”

3. เป็นคำถามที่ไม่มีความชัดเจนในคณะผู้ร่าง ไม่มีการระบุถึงกลไก สภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากการเลือกตั้ง ดังนั้น แม้ประชามติผ่าน รัฐบาลอาจเลือกวิธีแก้ไขเอง โดยไม่มี ส.ส.ร.ก็ได้

4. เป็นคำถามที่ไม่เคารพประชาชนผู้ออกเสียงประชามติว่า ประชาชนสามารถมีวิจารณญาณเขียนรัฐธรรมนูญอย่างเหมาะสมได้เอง ต้องสร้างกรอบขึ้นมากำกับ

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง

ส่วน นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล มองว่า คำถามหลักในประชามติควรเป็นคำถามที่ถามถึงทิศทางภาพรวมและเปิดกว้างที่สุด เพื่อทำให้ประชาชนที่แม้เห็นต่างกันในรายละเอียด แต่เห็นตรงกันว่าควรมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สามารถเห็นร่วมกันได้มากที่สุด


แต่คำถามที่คณะกรรมการเคาะมา กลับเป็นคำถามที่ไม่เปิดกว้าง แต่ไป “ยัดไส้” เงื่อนไขหรือรายละเอียดปลีกย่อย ที่ทำให้ประชาชนบางคนอาจเห็นด้วยกับบางส่วนของคำถาม แต่ไม่เห็นด้วยกับอีกบางส่วนของคำถาม ซึ่งเสี่ยงจะนำไปสู่การกีดกันแนวร่วมบางส่วนออกจากกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

เช่น หากประชาชนเห็นด้วยกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ไม่เห็นด้วยกับการล็อกเนื้อหาในหมวด 1 และหมวด 2 ประชาชนที่มีความคิดดังกล่าวจะมีความลำบากใจในการตัดสินใจว่าจะลงคะแนนว่า “เห็นชอบ” หรือ “ไม่เห็นชอบ” 


ถ้าลงว่า “ไม่เห็นชอบ” ก็เท่ากับว่าคะแนนของเขาจะถูกรวมกับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งจะเพิ่มโอกาสที่ประชามติจะ “ไม่ผ่าน” และนำไปสู่การปิดประตูสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ถ้าลงว่า “เห็นชอบ” ก็เท่ากับว่าเขาถูก “มัดมือชก” ไปกับเงื่อนไขเรื่องการล็อกเนื้อหาในหมวด 1 และ หมวด 2 ที่ตัวเขาเองไม่ได้เห็นด้วย

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล