“อนุทิน ชาญวีรกูล” เผยยอดลงทะเบียนหนี้ 3 สัปดาห์ 99,484 รวมยอดหนี้ 5,926 ล้านบาท เผยข่าวดี เตรียมให้ ธ.ออมสิน-ธ.ก.ส. ปล่อยกู้ลูกหนี้เครดิตดีไม่เกิน 50,000 บาท คิดดอกเบี้ยร้อยละ 0.75 ต่อเดือน เป้าหมายต้องมีผู้ได้รับความช่วยเหลือที่ร้อยละ 70 ของผู้ลงทะเบียน
วันที่ 18 ธันวาคม 2566 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์หลังเสร็จสิ้นการเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการจัดการหนี้นอกระบบ ว่า ที่ประชุมได้มีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการกำกับการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ โดยให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน
นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้กำหนดมาตรการในการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบออกเป็น 3 ด้าน อาทิ ด้านการไกล่เกลี่ยประนอมหนี้ ให้กรมการปกครองเป็นเจ้าภาพหลัก ใช้กลไกของฝ่ายปกครองร่วมกับตำรวจและพนักงานอัยการ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากสำนักงานอัยการสูงสุด ได้ให้แนวทางและให้ความมั่นใจว่าการคิดดอกเบี้ยของเจ้าหนี้นอกระบบที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน จะมีเพดานกำหนดอยู่ หากใครคิดดอกเบี้ยเกินร้อยละ 15 ต่อปี ถือว่าเป็นโมฆะและผิดกฎหมายด้วย ต้องยกเงินต้นให้กับลูกหนี้ หากการชำระดอกเบี้ยได้ครอบคลุมเงินต้นไปแล้ว ซึ่งกระทรวงมหาดไทยจะใช้มาตรการทางกฎหมายช่วยลูกหนี้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน หากอะไรที่ผิดกฎหมายจะต้องไม่เกิดขึ้น
นายอนุทิน ยังกล่าวอีกว่า ขอให้มั่นใจว่าทั้งสองฝ่ายจะได้รับความคุ้มครองจากรัฐ จะไม่มีการข่มขู่คุกคามทำร้ายร่างกายทรัพย์สิน ขณะที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติก็จะบูรณาการการทำงานร่วมกับฝ่ายปกครอง ดำเนินคดีกับเจ้าหนี้ที่ใช้กำลังข่มขู่ประทุษร้ายลูกหนี้ ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้วหลายราย
ส่วนกระทรวงการคลัง จะเป็นเจ้าภาพหลักในการให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน โดยจะใช้ธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส. ปล่อยวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเงื่อนไขน้อยให้วงเงินรายละไม่เกิน 50,000 บาท คิดดอกเบี้ยขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของลูกหนี้แต่ละราย แต่จะอยู่ในช่วงร้อยละ 0.75 ต่อเดือน แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หากลูกหนี้มีหลักประกันและความน่าเชื่อถือ อัตราดอกเบี้ยก็จะอยู่ในอัตรานี้ ซึ่งดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวถูกกว่าเจ้าหนี้ที่ปล่อยกู้นอกระบบ
...
ด้าน น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล โฆษกกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ที่ประชุมฯ ได้มีวาระเพื่อพิจารณาและมีมติดังนี้ เห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ ซึ่งมีปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธานอนุกรรมการ และผู้แทนหน่วยงานเกี่ยวข้องเป็นอนุกรรมการ โดยชุดนี้จะมีอำนาจหน้าที่ในการติดตามผลการดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดมาตรการช่วยเหลือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเสนอคณะกรรมการชุดใหญ่ เชิญเจ้าหน้าที่รัฐหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง ให้ความเห็น หรือข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
เห็นชอบมาตรการในการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ 3 ด้าน ประกอบด้วย 1) ด้านการไกล่เกลี่ยประนอมหนี้ โดยมีกรมการปกครองเป็นเจ้าภาพหลัก และมีสำนักงานอัยการสูงสุดร่วมสนับสนุน โดยนับแต่เริ่มปิดลงทะเบียนจนถึง 18 ธ.ค. 66 (เวลา 11.30 น.) ปรากฏว่ามีลูกหนี้มาลงทะเบียนแล้ว 99,484 ราย คิดเป็นมูลหนี้ 5,926 ล้านบาท โดยในระหว่างการลงทะเบียนดังกล่าวก็มีการเชิญเจ้าหนี้ลูกหนี้มาทำการไกล่เกลี่ยโดยใช้กลไกของฝ่ายปกครอง บูรณาการร่วมกับตำรวจและพนักงานอัยการ โดยทางเจ้าหนี้ลูกหนี้สามารถไกล่เกลี่ยกันได้ ก็จะมีการทำบันทึกประนีประนอมไว้เป็นหลักฐาน ซึ่งขณะนี้ดำเนินการไปแล้ว 20 ราย
2) ด้านการบังคับใช้กฎหมาย มีสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นหน่วยงานรับผิดชอบ โดยบูรณาการร่วมกับพนักงานฝ่ายปกครอง เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้ช่วยเหลือ ซึ่งทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีการดำเนินคดีกับเจ้าหนี้ที่มีพฤติการณ์ใช้กำลังประทุษร้ายลูกหนี้ไปแล้วบางส่วน รวมทั้งเรียกเจ้าหนี้มาทำความเข้าใจนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบอีกด้วย
3) ด้านการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน จะมีกระทรวงการคลังเป็นเจ้าภาพ ร่วมกับสถาบันทางการเงินของรัฐในการปล่อยวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เงื่อนไขน้อย และอาจมีระยะเวลาปลอดการชำระคืนเงินต้น และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องจะได้เข้ามาช่วยเหลือลูกหนี้ตามสาเหตุแห่งการเป็นหนี้ ตามอำนาจหน้าที่ของหน่วยงาน เช่น กระทรวงแรงงาน กระทรวงมหาดไทย ให้การสนับสนุนด้านการหาอาชีพเสริม สนับสนุนปัจจัยการผลิต ที่ประชุมได้เห็นชอบตัวชี้วัดการดำเนินการทั้ง 3 ด้าน ประกอบด้วย ตัวชี้วัดการไกล่เกลี่ยของกรมการปกครอง กำหนดการเจรจาไกล่เกลี่ยได้อย่างน้อยร้อยละ 80 ของลูกหนี้ในระบบและเจ้าหนี้ตามฐานข้อมูล โดยสามารถตกลงกันได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ด้านการบังคับใช้กฎหมาย โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สามารถดำเนินคดีได้ทั้งหมดร้อยละ 70 ของเรื่องรับดำเนินการ ระยะเวลาดำเนินการหากเป็นสำนวนไม่ยุ่งยาก ดำเนินการเสร็จใน 3 เดือน กรณีมีความซับซ้อนไม่เกิน 3 เดือน ส่วนของด้านการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ซึ่งจะต้องได้รับการให้สินเชื่อโดยธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส. มีเป้าหมายผู้ได้รับความช่วยเหลือที่ร้อยละ 70 ของผู้ลงทะเบียน.