สังคมไทยยังคงจับจ้องกับ “การแจกเงินดิจิทัลหรือ Digital Wallet 10,000 บาท” ภายใต้วงเงิน 5.6 แสนล้านบาท ที่ผ่านมา 3 เดือนนับแต่ “ครม.เศรษฐา 1 แถลงนโยบายต่อรัฐสภา” แต่รูปแบบยังไม่สะเด็ดน้ำทั้งแหล่งเงินที่จะใช้แพลตฟอร์ม กลุ่มผู้รับแจกเงิน และวันเริ่มต้นของนโยบายนี้
ทำให้ประชาชนบางส่วน “รอคอย” เพื่อจะได้เงินแจกนำไปใช้จ่ายใน ครอบครัว ท่ามกลางข้อถกเถียงกังวลว่า “การใช้เงินมหาศาลนี้อาจกระตุ้น เศรษฐกิจระยะสั้น” กระทบต่อเสถียรภาพการคลังระยะยาว ในเรื่องนี้ รศ.ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ ผอ.ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัลการลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ ม.หอการค้าไทย มองว่า
การลดขนาดวงเงินแจกดิจิทัลวอลเล็ตลงมานั้นจะลดความเสี่ยงทางการคลังในอนาคตได้ แม้จะทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจปีหน้าลดลงบ้าง แต่จะขยายตัวทางเศรษฐกิจมีเสถียรภาพมากกว่าระยะปานกลาง แล้วหากมุ่งเป้าไปกลุ่มมีรายได้น้อย 15 ล้านคน จะใช้เงินงบประมาณ 1.5 แสนล้านบาทที่อาจไม่จำเป็นต้องกู้เงินเลย
...
แล้วผลกระตุ้นเศรษฐกิจก็ไม่เปลี่ยนแปลงไปเมื่อเทียบกับการแจกเงินถ้วนหน้า 56 ล้านคน หรือถ้าตัดคนเงินเดือนเกิน 25,000 บาท หรือผู้มีบัญชี เงินฝากเกินแสนบาทออกจะเหลือผู้มีสิทธิ 43 ล้านคน ใช้งบ 4.3 แสนล้านบาท หรือตัดผู้มีเงินเดือนเกิน 5 หมื่นบาท บัญชีเงินกว่า 5 แสนบาทก็จะเหลือผู้มีสิทธิ 49 ล้านคน ใช้งบ 4.9 แสนล้านบาท
แน่นอนว่า “การแจกเฉพาะกลุ่มเน้นคนยากจน หรือชนชั้นกลางรายได้ต่ำ” ย่อมทำให้คนกลุ่มนี้มีแนวโน้มใช้จ่ายเร็ว และมากที่มักซื้อสินค้า จำเป็นภายในประเทศ “มีความจำเป็นมีปัญหาสภาพคล่อง” ทำให้ประสิทธิภาพ และประสิทธิผลของโครงการแจกเงินเพิ่มขึ้น ทำให้ต้นทุนงบประมาณโครงการแจกเงินลดลงด้วยซ้ำ
ดังนั้นแล้ว “นโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต” ต้องดูในมิติทางด้านมหภาคและจุลภาคที่เสริมให้เงินแจกที่ประชาชนได้รับกลายเป็นการลงทุนขนาดเล็กในระดับชุมชนมากกว่าแปลงเป็นการบริโภคแต่เพียงอย่างเดียว
ถัดมาหากไม่แจกเงินถ้วนหน้า “รัฐบาล” ต้องปรับเกณฑ์คัดกรองคนมีรายได้สูงนอกเหนือเกณฑ์เงินฝาก หรือเงินเดือน ควรนำสินทรัพย์อื่นๆ และภาระหนี้สินมาร่วมพิจารณาหากบูรณาการข้อมูลได้ เช่น ที่ดิน การถือครองอสังหาริมทรัพย์ เงินลงทุนในตลาดการเงิน การถือครองพันธบัตร หุ้น ภาระหนี้สินมาเป็นเกณฑ์การคัดกรองนี้
กรณีตัดคนเงินเดือนเกิน 25,000 บาทออก แต่ยังใช้งบมากกว่า 4.3 แสน ล้านบาท เนื่องจากผู้จ่ายภาษีเงินบุคคลธรรมดามี 4 ล้านคน จากกำลังแรงงาน 40 ล้านคน การที่คนเสียภาษี 4 ล้านคนนี้แบกรับภาระมาตราแจกเงินที่เกิดประเด็นนโยบายสาธารณะว่าเราควรพัฒนาระบบภาษีให้เป็นธรรม และขยายฐานภาษีให้กว้างขวางขึ้น
ปัญหาของการไม่แจกถ้วนหน้าคือ “ต้นทุนบริหารการแจกเงินสูงขึ้น และอาจยุ่งยากคัดกรองหากข้อมูลไม่ครบถ้วน” ผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระ หรือไม่ได้อยู่ในฐานข้อมูลการเสียภาษีเงินได้จำนวนหนึ่งมีเงินเดือนมากกว่า 25,000 บาท แต่อาจไม่ได้ถูกคัดออก หรือบางทีคนอาจมีเงินเดือนสูงกว่า 25,000 บาท แต่มีภาระหนี้สินมาก
อาจถูกคัดออกทั้งที่ควรได้รับเงินแจก หรือบางคนมีเงินเดือนต่ำกว่า 25,000 บาท เงินฝากต่ำกว่า 1 แสนบาท แต่มีทรัพย์สินอื่นมาก “ไม่จำเป็นต้องได้รับเงินแจก” ในฐานคนเสียภาษีต่ำทำให้การใช้เงินงบยังสูงอยู่มาก
การคัดคนมีรายได้สูงออกมากเท่าไหร่ “ตัวทวีคูณทางการคลังเฉลี่ยเพิ่มขึ้น” เพราะผู้มีรายได้น้อยมากเท่าไหร่จะมีความโน้มเอียงในการบริโภคสูงขึ้นเท่านั้น การกระตุ้นเศรษฐกิจจากการแจกเงินจะมีประสิทธิภาพประสิทธิผลสูงกว่า “ใช้งบประมาณน้อย” ก่อหนี้ก่อภาระผูกพันในอนาคตน้อยลง ความเสี่ยงฐานะการคลังก็น้อยตาม
จริงๆแล้ว “เงินดิจิทัลวอลเล็ต” เป็นนโยบายอ่อนไหวเกี่ยวพันกับกฎหมายหลายฉบับต้องทำโครงการอย่างรอบคอบ เพราะถ้าเงินดิจิทัลทำหน้าที่เหมือนเงินที่เพิ่มปริมาณในระบบอาจเสี่ยงถูกตีความผิด พ.ร.บ.เงินตราฯได้
เช่นเดียวกับ “การกู้เงิน” ก็ต้องตรวจสอบถี่ถ้วนตามมาตรา 28 พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังนี้มีกรอบเพดานวงเงินใช้จ่าย 32% ลดลงจากเดิมที่ขยาย ช่วงโควิด 35% ปัจจุบันมีการใช้เงินอยู่ที่ 1 ล้านล้านบาท วงเงินคงเหลือ 1.8 หมื่นล้านบาท ถ้ารัฐบาลจะใช้เงินช่องทางนี้ต้องขยับเพดานขึ้นด้วยการเรียก ประชุมคณะกรรมการวินัยการคลังฯ
เพื่อขอขยับเพดานขึ้นได้ไม่เกิน 35% แต่ถ้าต้องการกู้เงินเพิ่มรัฐบาลอาจต้องออก “พ.ร.ก.กู้เงินฉุกเฉินฯ” แต่ก็มีความเสี่ยงถูกฟ้องว่ามีความเร่งด่วนต้องออกกฎหมายฉบับนี้หรือไม่
“นโยบายดิจิทัลวอลเล็ตนี้มองว่ากำลังถูกใช้เป็นประเด็นทางการเมืองเพื่อหักโค่นรัฐบาล เช่นนี้ทำให้คณะทำงานพรรคเพื่อไทยต้องทำงานอย่างละเอียดรอบคอบด้วยความระมัดระวังอย่างที่สุด ทำให้รูปแบบโครงการยังไม่นิ่ง แล้วที่จริงก็ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนด้วย เพราะเศรษฐกิจยังขยับได้ดีไม่ได้เลวร้ายอะไรมาก” รศ.ดร.อนุสรณ์ว่า
ด้วยความจริงแล้ว “เศรษฐกิจไทยไม่ได้อยู่ในภาวะวิกฤติแต่อย่างใด” ยังคงมีอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจปีนี้ “แม้ไม่สูงไม่เต็มศักยภาพ” แต่ก็น่าจะขยายตัวได้อย่างต่ำ 3.5-3.6% เป็นอย่างน้อยเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่อยู่ที่ระดับ 2.6% อัตราเงินเฟ้อ และค่าครองชีพก็ปรับตัวลดลงอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา
ตอกย้ำขณะนี้ “เศรษฐกิจ” ยังได้รับผลบวกจากการขยายการส่งออกอาหาร สินค้าเกษตร และภาคท่องเที่ยวไทยฟื้นตัวต่อเนื่อง การขยายตัวของการส่งออกสินค้าเกษตร และอุตสาหกรรมอาหารเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในเดือน ก.ย. มูลค่าส่งออกเกือบ 9 แสนล้านบาท มีอัตราขยายตัวเพิ่มขึ้น 2.1% บวกต่อเนื่อง 2 เดือนติดต่อกัน
เฉพาะสินค้าเกษตรขยายตัวเพิ่ม 12% เป็นบวก 2 เดือนติดต่อกัน และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรเพิ่ม 5.4% เป็นบวกครั้งแรกในรอบ 6 เดือน โดยสินค้าสำคัญที่เพิ่มขึ้น เช่น ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง และแห้งเพิ่ม 166.2% ข้าวเพิ่ม 51.4% ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังเพิ่ม 3.7% น้ำตาลทรายเพิ่ม 16.3%
ส่วนไขมัน และน้ำมันจากพืชและสัตว์เพิ่ม 12.8% สิ่งปรุงรสอาหารเพิ่ม 27.1% ผักกระป๋องและผักแปรรูปเพิ่ม 17.3% นมและผลิตภัณฑ์นมเพิ่ม 3.1% ผักสด แช่เย็น แช่แข็ง และแห้งเพิ่ม 7.9% ไข่ไก่สดเพิ่ม 52.7% ทำให้เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวต่อเนื่องแม้อาจชะลอตัวลงบ้างจากผลกระทบสงครามอิสราเอล-ฮามาสก็ตาม
ประเด็น “เงินดิจิทัลวอลเล็ตกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่” ด้วยนโยบาย ดิจิทัลวอลเล็ตได้ออกแบบให้ใช้ในชุมชนรัศมี 4 กม. ทำให้แก้ปัญหารับเงินโอนจากรัฐแล้วไปซื้อสินค้าในเครือข่ายห้างค้าปลีกขนาดใหญ่จนเม็ดเงินไม่กระจายมายังธุรกิจขนาดย่อมขนาดเล็ก แต่การกำหนดรัศมีทำให้ผลประโยชน์การใช้พุ่งไปที่เครือข่ายร้านค้าชุมชน
อันจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และการจ้างงานสาธารณะได้ดี “แต่บางพื้นที่กลับไม่มีร้านค้าในรัศมี” ทำให้ขยายรัศมีออกเป็นระดับอำเภอจนต้องเจอ “ห้างค้าปลีก” อาจทำให้เงินบางส่วนไปตกอยู่กับกลุ่มทุนรายใหญ่ไม่กี่ราย แต่ด้วยเงินดิจิทัลเป็นนโยบายมหภาคไม่อาจกำหนดผู้รับเงินได้ต้องปล่อยให้เป็นไปตามสภาพ
ถ้าห้ามนำเงินแจกไปซื้อร้านค้าปลีกก็จะเป็นการเลือกปฏิบัติ “ไม่กระตุ้นเศรษฐกิจ” แล้วอย่าลืมว่าร้านค้าปลีกขนาดใหญ่สามารถขายสินค้าได้ย่อมมีผลต่อการผลิตสู่การจ้างงานสร้างรายได้เกิดการหมุนเวียนเช่นกัน
สุดท้ายแล้ว “เงินดิจิทัลวอลเล็ต” เป็นรูปแบบการแจกเงินซื้อของบริโภคเพื่อการค้าในครัวเรือน “กระตุ้นเศรษฐกิจชั่วคราว” แต่หากต้องการ ให้เกิดความยั่งยืน “รัฐบาลต้องแปลงให้เป็นการลงทุน” ที่ต้องมีระบบรองรับในการสร้างฐานรายได้ใหม่ให้กับประชาชน และระบบเศรษฐกิจด้วยการสร้างแหล่งรายได้ใหม่ๆ
อันเกิดจากนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ต่างๆ และการประกอบการใหม่ที่เป็นฐานใหม่ของการเติบโต และควรมุ่งความสนใจไปที่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบอย่างกรณี “กองทุนหมู่บ้าน หรือโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน (SML)” ที่มีระบบรองรับของคณะกรรมการหมู่บ้าน
ทำให้เกิดการลงทุนอย่างยั่งยืนที่เรียกว่า “รูปแบบจุลภาค” ด้วยการใช้เงินเป็นแรงจูงใจให้คนในหมู่บ้านหันมารวมกลุ่มกันในการลงทุน และยังสามารถกำหนดเงื่อนไขในการรับเงินกองทุนนั้นได้อีกด้วย
นี่คือเสียงสะท้อนข้อเสนอต่อ “นโยบายดิจิทัลวอลเล็ต” ควรพุ่งเป้าช่วยเฉพาะกลุ่มที่จำเป็นจริงๆ ดีกว่าเหมารวมแจกถ้วนหน้าอาจส่งผลต่อ งบประมาณ และกระทบฐานะทางการคลังเพิ่มขึ้น.
คลิกอ่านคอลัมน์ "สกู๊ปหน้า 1" เพิ่มเติม