“ภูมิธรรม” เผย อนุกก.ศึกษาฯ ทำประชามติเพื่อแก้ รธน.คืบหน้า คุย “เสรี-พริษฐ์” สอน ก้าวไกล ประชาธิปไตย ต้องฟังเสียงส่วนใหญ่ในสังคม ชี้ รธน.แม้ดีแค่ไหน หากไม่ผ่าน ก็นำมาใช้ไม่ได้ ย้ำไม่แก้หมวด 1-2   

วันที่ 29 ต.ค. 66 ที่ จ.อุดรธานี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ในฐานะคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติเพื่อแก้ไขปัญหาความเห็นที่แตกต่าง ในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินงานว่า คณะอนุกรรมการฯ ทั้ง 2 ชุด ได้เริ่มทำงานไปแล้ว โดยอนุกรรมการศึกษาฯ ได้พูดคุยกับนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมาย นักการเมือง โดยคุยกับ นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา เพื่อไปตกลงกันในการจะรับฟังความเห็นในเรื่องของการตั้งคำถาม โดยแจกให้ สว.ได้แสดงความเห็น นอกจากนั้นยังได้คุยกับ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานคณะกรรมาธิการ การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ถึงแนวทางคำถามที่จะถาม สส. เนื่องจากพรรคการเมืองมีบทบาทสำคัญในการที่จะยกร่าง สส.ทั้ง 500 คน เป็นตัวแทนประชาชนจากกลุ่มต่างๆ ขณะที่ สว.ก็เป็นตัวแทนวิชาชีพต่างๆ การพูดคุยจะได้รู้ว่า สว.และ สส.มีความปรารถนาอย่างไร เพราะทั้ง สส.และ ส.ว.มีอำนาจที่จะตัดสินใจผ่าน หรือไม่ผ่านรัฐธรรมนูญ ดังนั้นการได้รับรู้ความเข้าใจ และความคิดของทั้ง 700 คน จะทำให้เราได้เห็นว่าแนวทางที่รัฐธรรมนูญจะผ่านได้จะเป็นอย่างไร นอกจากนั้นจะมีวิชาชีพต่างๆ ที่จะไปรับฟังแนวทาง

ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคก้าวไกล มีข้อเสนอเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาบ้างหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ดูจากที่เขาเสนอญัตติเรื่องรัฐธรรมนูญ ยังยืนยันให้ยกร่างทั้งฉบับ โดยไม่ยกเว้นหมวด 1 และหมวด 2 ซึ่งหลักการของรัฐบาลเห็นแตกต่างอยู่แล้ว และเสียงส่วนใหญ่ในสภาเป็นของฝ่ายรัฐบาล ยืนยันจุดยืนไม่แตะหมวด 1 หมวด 2 เพราะไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องไปทำให้เกิดความเข้าใจขัดแย้งกัน และกลายเป็นสร้างความขัดแย้งใหม่ และถ้าเป็นความขัดแย้งในสิ่งที่ ส.ส. และ ส.ว.ไม่เห็นด้วย ร่างรัฐธรรมนูญถึงแม้จะเขียนให้ดีอย่างไรก็ไม่ผ่าน แต่เรามุ่งหวังอยากเห็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ และมุ่งหวังจะให้ผ่าน เอามาใช้ได้ในการเลือกตั้งครั้งใหม่ หลักการประชาธิปไตยต้องฟังเสียงส่วนใหญ่ในสังคม ถ้าปรารถนาอยากเห็นประชาธิปไตยจริงๆ ก็ไม่ควรยืนยันในความคิดตน ถ้าเราไม่ผ่านไปสิ่งที่เกิดขึ้นจะกลายเป็นว่าได้แต่เสนอรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากๆ ในความเห็นของเรา แต่ไม่เคยผ่านสามารถเอามาใช้ได้ ถ้าเข้าใจตรงนี้และเห็นว่าสังคมมีความเห็นที่แตกต่าง ไม่มีความเห็นใครถูกต้องที่สุด แต่เมื่ออยู่ร่วมกันก็ต้องหารือกัน โดยใช้จุดดีที่สุด เมื่อสังคมพร้อมก็ค่อยๆ พัฒนาไป และวันนี้ก็จะได้ประชาธิปไตยที่ดีมากขึ้นกว่าปี 60 เมื่อมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ประชาชนได้รับความคุ้มครองมากขึ้น เราต้องอยู่กับความจริง ต้องมองเห็นพัฒนาการที่จะแก้ไข เพราะประชาธิปไตยไม่เคยเกิดขึ้นทีเดียวตามที่ใจปรารถนา.

...