ในที่สุด รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ตัดสินใจล้มสัญญาจัดซื้อเรือดำน้ำจีนกลางคัน
เพราะถ้าดันทุรังเดินหน้าต่อไป กองทัพเรือไทยจะถูกมัดมือชกให้ใช้เครื่องยนต์ดีเซลที่ผลิตจากจีน แทนเครื่องยนต์ดีเซลเยอรมันตามเงื่อนไขที่ตกลงไว้ในสัญญาจีทูจี
ถ้าว่ากันตรงไปตรงมา...ฝ่ายจีนเป็นผู้ผิดสัญญาอย่างชัดเจน
เพราะไม่สามารถจัดหาเครื่อง ยนต์ดีเซลเยอรมันติดตั้งในเรือดำน้ำจีนที่ขายให้ไทย
เมื่อฝ่ายจีนเป็นผู้ผิดสัญญา
ก็ต้องคืนเงินมัดจำ 7,000 ล้านบาท ให้รัฐบาลไทย
แต่ถ้าฝ่ายไทยขอยกเลิกสัญญาและขอให้ฝ่ายจีนคืนเงินมัดจำก็เกรง จะกระทบความสัมพันธ์ซี้ปึ้กกับพี่เบิ้มจีน
การแก้ปัญหาแบบบัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่นคือรัฐบาลไทยขอยกเลิกสัญญาจัดซื้อเรือดำน้ำเปลี่ยนเป็นสัญญาจัดซื้อเรือฟริเกตลำใหม่แทน
เป็นการแก้ปัญหาที่ทั้ง 2 ฝ่าย ไม่ขุ่นข้องหมองใจซึ่งกัน และกัน
ฝ่ายจีนก็ไม่ต้องคืนเงินมัดจำเรือดำน้ำให้ไทย
ฝ่ายไทยก็ไม่ต้องทวงเงินมัดจำให้อึดอัดหาวเรอ
กองทัพเรือแม้ไม่ได้เรือดำน้ำลำแรกที่รอมาหลายปี แต่จะได้เรือฟริเกตลำใหม่ (ลำที่ 2 ของกองทัพเรือไทย) มาเสริมเขี้ยวเล็บทางทะเล
“แม่ลูกจันทร์” คาดไม่ถึงว่า นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม ป้ายแดงจะกล้าตัดสินใจยกเลิกโครงการซื้อเรือดำน้ำจีน
(ซึ่งเป็นมรดกตกทอดจากรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา)
เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายในระยะยาว
เพราะถ้า “นายสุทิน” ยอมตามใจกองทัพเรือ ยอมให้แก้ไขสัญญาจีทูจี เปลี่ยนสเปกจากเครื่อง ยนต์ดีเซลเยอรมัน เป็นเครื่องยนต์ดีเซลที่จีนผลิตเอง
หากเกิดความเสียหายภาย หลัง??
นายสุทิน ในฐานะรัฐมนตรีกลาโหมต้องรับผิดชอบเต็มๆ
...
การล้มสัญญาเรือดำน้ำ เปลี่ยนเป็นเรือฟริเกตลำใหม่จากจีน โดยไม่ต้องถามความเห็นจากบิ๊กๆกองทัพเรือ
ถือว่า รมว.กลาโหมคนนี้ ไม่มะเขือเผานะคุณ
ถึงภายนอก นายสุทิน ดูนุ่มนิ่มอ่อนน้อมขี้เกรงใจ
แต่ภายในแกแข็งปั้กน่าดูชม
“แม่ลูกจันทร์” ย้ำว่าการล้ม สัญญาเรือดำน้ำ เปลี่ยนเป็นเรือฟริเกต กำลังเดินหน้าเต็มตัว
แต่ยังเหลือปัญหาใหญ่อีกประเด็นเดียว...
เรือฟริเกตลำใหม่ราคา 17,000 ล้านบาท
แพงกว่าราคาเรือดำน้ำ 3,500 ล้านบาท
แม้โยกค่ามัดจำเรือดำน้ำ 7,000 ล้านบาทไปเป็นค่ามัดจำเรือฟริเกตทุกบาททุกสตางค์
ยังต้องหาเงินมาโปะเพิ่มอีก 10,000 ล้านบาท
แพงขึ้นอีกหมื่นล้านบาทไม่จิ๊บๆนะโยม.
“แม่ลูกจันทร์”
คลิกอ่านคอลัมน์ "สำนักข่าวหัวเขียว" เพิ่มเติม