เครื่องบิน ทอ. บินรับแรงงานไทยในอิสราเอลเที่ยวที่ 3 พากลับถึงไทยอีก 139 คน ใช้เวลาสั้นลงหลังซาอุดีอาระเบียอนุญาตให้บินผ่านน่านฟ้า เผยมี 2 แรงงานไทยก้มกราบแผ่นดิน ดีใจกลับมาโดยปลอดภัย

ภายหลังจากที่กองทัพอากาศ (ทอ.) ส่งเครื่องบิน Airbus A340-500 อพยพแรงงานไทยในอิสราเอล เที่ยวบินที่ 3 ปรับเส้นทางการบินสั้นลง โดยผ่านน่านฟ้า 6 ประเทศ คือ เมียนมา อินเดีย กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย และจอร์แดน ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศ เจรจาขอบินผ่านน่านฟ้าในเส้นทางการบินใหม่ ใช้เวลาประมาณ 9 ชั่วโมง จากเดิมที่ต้องบินอ้อมใช้เวลาประมาณ 13 ชั่วโมงนั้น

ล่าสุดเมื่อเวลา 12.15 น. วันที่ 22 ตุลาคม 2566 เครื่องบินกองทัพอากาศได้เดินทางกลับถึงท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 กองทัพอากาศ กรุงเทพมหานคร เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยแรงงานไทยทั้งหมดทยอยเดินลงจากเครื่องบิน และมีแรงงาน 2 คน ก้มกราบพื้นดินด้วยความดีใจที่กลับถึงประเทศไทยอย่างปลอดภัย ขณะที่แรงงานไทยที่เหลือ บอกกับผู้สื่อข่าวว่า ดีใจมากที่เดินทางกลับมาถึงประเทศไทยอย่างปลอดภัย แม้จะเหนื่อยล้าเพราะนั่งบนเครื่องบินนาน แต่ถึงประเทศไทยแล้วถือว่ามีความปลอดภัยที่สุด จากนั้น แรงงานทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการตรวจคนเข้าเมืองของกรมการกงสุล ก่อนจะขึ้นรถบัสที่กระทรวงคมนาคมนำมาจอดไว้ 4 คัน เพื่อไปส่งตามสถานีขนส่ง ทั้งสถานีผู้โดยสารหมอชิตและสถานีกลางบางซื่อ 

...

ทางด้าน นาวาอากาศเอกเจริญ วัฒนศรีมงคล ผู้ควบคุมภารกิจสำหรับเที่ยวบินที่ 3 กล่าวว่า เที่ยวบินที่ 3 มีคนไทยเดินทางกลับจำนวน 139 คน จากแผนที่กระทรวงการต่างประเทศประสานมา 140 คน แต่มี 1 คนไม่แจ้งยืนยัน สำหรับการบินเที่ยวนี้ใช้เวลาขากลับสั้นลง คือ 8 ชั่วโมงครึ่ง เมื่อเทียบกับ 2 เที่ยวแรกใช้เวลา 13 ชั่วโมง สามารถประหยัดเวลาและเชื้อเพลิงไปมาก รวมถึงลดความเหนื่อยล้าของผู้โดยสาร ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่เราให้ความสำคัญมากที่สุด 

สำหรับจำนวนผู้ที่มีการเดินทางกลับในครั้งนี้ มีผู้โดยสารเดินทางกลับจำนวน 139 คน แบ่งเป็น ผู้ชาย 136 คน ผู้หญิง 3 คน ส่วนผู้ป่วยมี 3 คน เป็นผู้ชาย 2 คน หญิง 1 คน โดยรายแรกมีอาการป่วยค่อนข้างหนัก มีไข้สูง ต้องส่งตรวจต่อที่โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช กรมแพทย์ทหารอากาศ ส่วนรายที่ 2 ป่วยเป็นไข้หวัดธรรมดา ไม่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ ขณะที่รายที่ 3 มีอาการบาดเจ็บข้อเท้า เนื่องจากวิ่งหลบกระสุน และมีความเครียดปานกลาง

แรงงานไทยก้มกราบแผ่นดิน หลังต้องวิ่งหลบกระสุนหนีตาย

จากนั้น นายนิทัศน์ พันธศรี ชาวหนองคาย หนึ่งในแรงงานไทยที่ก้มกราบแผ่นดินหลังกลับมาถึงไทยในเที่ยวบินที่ 3 ของเที่ยวบินกองทัพอากาศ เล่าว่า ตนเองทำงานอยู่ภาคเหนือของอิสราเอล ซึ่งอยู่ใกล้กับเลบานอน วันนี้ดีใจที่ได้กลับถึงประเทศไทย ที่ก้มกราบแผ่นดินไทยเพราะปลื้มใจ หลังจากประเทศไทยไปเกือบ 3 ปี เพราะตลอดเวลาที่ทำงานอยู่ที่ฟาร์มช่วงมีการสู้รบ ต้องหลบกระสุนหนีตายไปอยู่ในห้องน้ำบ้าง หลบอยู่ในห้อง ออกไปไหนไม่ได้

โดยสถานการณ์ตึงเครียดและหนักสุดคือวันที่ 16-18 ตุลาคม 2566 ที่กองโจรสาดไฟเข้ามาเพื่อจะกราดยิง วันนั้นทุกคนกลัวมาก ติดต่อนายจ้างก็ไม่ได้ จนวันที่กลุ่มฮามาสอพยพออกไป หลังจากเหตุการณ์สงบ ไม่มีการยิงปะทะ จึงขอนายจ้างกลับประเทศไทย ส่วนเพื่อนแรงงานไทยคนอื่นที่ยังไม่ตัดสินใจกลับก็มีหลายคน แต่บางคนกำลังอยู่ระหว่างประสานงานเพื่อจะกลับเหมือนกัน พร้อมขอบคุณทุกหน่วยงาน รวมทั้งนายกรัฐมนตรี ที่มีความห่วงใยคนไทยในอิสราเอล และเร่งประสานช่วยเหลือคนไทยให้เดินทางกลับประเทศอย่างปลอดภัย ซึ่งการเดินทางกลับมีความสะดวกสบาย ได้รับการอำนวยความสะดวกจากทุกฝ่ายเป็นอย่างดี

นายนิทัศน์ ยังได้เผยถึงเหตุผลที่ก้มกราบแผ่นดินทันทีที่ลงจากเครื่องบิน เพราะมารดาบอกเอาไว้ก่อนจะกลับมาประเทศไทย จึงทำเพื่อให้มารดาสบายใจ วันนี้ดีใจที่ได้กลับถึงประเทศไทย เพราะแม้จะทำงานอยู่ในพื้นที่สีเหลืองของอิสราเอล แต่ก็ต้องวิ่งหลบกระสุนและระเบิดอยู่บ้าง อีกเหตุผลที่กลับไทยเพราะที่บ้านเป็นห่วง ไม่อยากให้อยู่ทำงานต่อแล้ว โดยไปทำงานที่อิสราเอลได้ 2 ปี 8 เดือน และจะไม่กลับไปทำงานที่อิสราเอลอีก เพราะอายุเยอะแล้ว แต่ไปทำงานที่นั่นก็ไม่ได้ลำบากอะไรมาก การทำงานก็เหมือนอยู่ประเทศไทย

ขณะที่ นายจิระศักดิ์ ชัยพันธ์ ชาวนครราชสีมา แรงงานไทยอีกคนที่ทำงานอยู่ใกล้ฉนวนกาซาเพียง 3 กิโลเมตร เล่าว่า แคมป์ดังกล่าวมีแรงงานไทย 32 คน ต้องหลบหนีตายไปอยู่ในโรงงาน 2 คืน 3 วัน และตลอดเวลากลุ่มฮามาสก็มาวนเวียนรอบโรงงาน จนทหารนำรถมารับออกไปอยู่ศูนย์อพยพ

พร้อมเล่าเหตุการณ์สู้รบวันที่ 7 ตุลาคม 2566 ว่า ขณะนอนอยู่บนเตียงก็ได้ยินเสียงระเบิดและยิงสู้รบกัน รู้สึกตกใจ รีบวิ่งลงจากเตียงหนีไปอยู่ที่หลุมหลบภัย นายจ้างก็โทรศัพท์ให้ทุกคนไปหลบในโรงงาน จึงรอดตายมาได้อย่างปลอดภัย รู้สึกโล่งใจที่กลับถึงไทยอย่างปลอดภัย ไม่ต้องอยู่อย่างหวาดผวา แต่หากทุกอย่างสงบก็จะขอกลับไปทำงานที่อิสราเอลอีก เพราะไม่มีเงิน เนื่องจากตนเองเพิ่งไปทำงานได้แค่ 1 ปี 9 เดือน

ส่วน นายสุนันท์ สมภารสิน ชาวหนองคาย บอกเล่าว่า ตนเองและภรรยาทำงานอยู่ฟาร์มที่โมชาฟ พื้นที่ภาคเหนือ เวลามีการปะทะยิงจรวดมาก็ต้องวิ่งหลบในบังเกอร์ แต่ในภาคเหนือจะไม่หนักและรุนแรงเหมือนภาคใต้ ตนเองไปทำงานที่อิสราเอล 8 ปี จากนั้นภรรยา คือ นางสาวยง แซ่ย่าง กล่าวว่า ตนเองไปทำงานได้ 6 ปี เหตุการณ์รุนแรงที่สุดคือวันที่ 7 ตุลาคม 2566 เห็นเพื่อนแรงงานไทยเสียชีวิตหลายคน รู้สึกสะเทือนใจแม้จะอยู่ไกลจากพื้นที่สู้รบฉนวนกาซา แต่ก็มีกลุ่มฮามาสบุกเข้ามาทางตอนเหนือ จึงตัดสินใจกลับประเทศไทย หลังจากที่ก่อนหน้าเคยคิดอยากจะกลับ แต่นายจ้างไม่ให้กลับ หลังมีเหตุการณ์ปะทะรุนแรง จึงใช้โอกาสนี้ขอนายจ้างเดินทางกลับประเทศไทย ส่วนคนที่ยังไม่กลับ ก็คงมีเหตุผลส่วนตัว

ยอดแรงงานไทยผู้เสียชีวิตคงเดิม 30 ราย บาดเจ็บเพิ่ม 2

ทางด้านกระทรวงการต่างประเทศ ขอแจ้งสถานะคนไทยที่ได้รับผลกระทบในอิสราเอล (สถานะคืนวันที่ 21 ตุลาคม 2566)

ผู้เสียชีวิต 30 ราย (คงเดิม)
ผู้บาดเจ็บ 18 ราย (เพิ่มขึ้น 2 ราย)
ผู้ที่คาดว่าถูกควบคุมตัว 19 ราย (คงเดิม)

สำหรับตามที่มีการกล่าวถึงตัวเลขผู้เสียชีวิตว่ามีจำนวน 31 รายนั้น กระทรวงการต่างประเทศขอเรียนว่า เป็นตัวเลขที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน โดยตัวเลขทางการยังคงเป็น 30 รายเท่าเดิม.