"สุทิน" รมว.กลาโหม จม "เรือดำน้ำ" ทร. เสนอ "เรือฟริเกต" ทดแทน หวั่น ถูกฟ้อง รับ ต้องฟังกระแสสังคมด้วย รอให้พร้อมค่อยจัดหาเรือดำน้ำใหม่ ยัน ไม่เกี่ยวนโยบาย "เพื่อไทย" จ้องล้มโครงการ เผย จีน รับหลักการ แต่ไม่ 100%

วันที่ 20 ต.ค. เมื่อเวลา 15.00 น. ที่กองบัญชาการกองทัพเรือ (บก.ทร.) นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม เข้าตรวจเยี่ยมกองทัพเรือมี พล.ร.อ.อะดุง พันธุ์เอี่ยม ผบ.ทร. รวมถึงนายทหารระดับสูง และหัวหน้าหน่วยขึ้นตรงของกองทัพเรือ ให้การต้อนรับ รมว.กลาโหม ถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ก่อนตรวจแถวทหารกองเกียรติยศ ลงนามในสมุดเยี่ยม และรับมอบเครื่องหมายความสามารถกิตติมศักดิ์ ของที่ระลึกจากผบ.ทร. นายสุทิน กล่าวขอบคุณกองทัพเรือ ที่ให้การต้อนรับอย่างสมเกียรติ และอบอุ่น

ต่อมา เวลา 17.00 น. ที่ บก.ทร.นายสุทิน ให้สัมภาษณ์ว่า ปัญหาเรื่องเรือดำน้ำขาดเครื่องยนต์นั้น อย่างที่ทราบว่า ปัญหาที่เกิดทางเราเองพยายามแก้ปัญหาร่วมกันมาตลอด ทางกระทรวงกลาโหม กองทัพเรือ และรัฐบาล พยายามแก้ไขปัญหามา สิ่งที่เราอยากได้ เครื่องยนต์ตามข้อตกลงเดิม ซึ่งกองทัพเรือ ในยุค ผบ.ทร. คนก่อน ก็ทำสุดกำลังก็ไม่ประสบความสำเร็จ เมื่อไม่ได้ก็มาคุยกัน กองทัพเรือ พยายามจะหาทางออกและได้ข้อสรุป ว่า จะเดินหน้าและรับเครื่องยนต์ของจีน และได้ทำบันทึกเสนอมาที่กระทรวงกลาโหม ระหว่างนั้นทางเรา ได้พยายาม ศึกษาหาความรู้ และหารือกันว่า ทบทวนแนวทางใหม่ เพราะเรายึดหลักว่า การหาทางใด 1. กองทัพเรือต้องไม่สูญเสียโอกาส คือความเข้มแข็งที่กองทัพเรืออยากได้โดยการมีเรือดำน้ำ ไม่ได้ให้กองทัพเรืออ่อนแอลงก็ควรได้ 2. ทางสังคมต้องพึงพอใจ กับกองทัพและรัฐบาล เม็ดเงินก็ต้องคุ้มค่า 3. ผู้บริหารทั้งฝ่ายการเมืองและระดับกองทัพ ต้องอธิบายได้และไม่เป็นที่ครหานินทาจากสังคม เราทบทวนกันมาก็ได้ 2 แนวทาง

...

"ช่วงก่อนหน้านั้น ผบ.ทร. คนก่อน และคณะผู้บริหารระดับสูง มุ่งมั่นที่จะเดินหน้าตามหลังตามแนวทางเดิม และพยายามที่จะอธิบาย กับรัฐบาลเต็มที่ พูดง่ายๆ คือ ท่านไม่ยอมง่ายๆ แต่ในเมื่อเรามาพูดถึงเหตุผลทุกอย่างแล้ว กองทัพเรือ ก็ต้องยอมรับและเสนอมา 2 แนวทาง กองทัพเรือขอให้รัฐบาลพยายามให้ได้เครื่องยนต์นั้น ท่านนายกฯ รับปาก ไปเจรจาก็ไม่เป็นผล ก็มาสู่แนวทางว่า ถ้าไม่สามารถที่จะให้เครื่องยนต์ตามข้อตกลงตามสเปกนั้นแล้ว กองทัพเรือ ขอ 2 แนวทาง ทางที่ 1. ขอเปลี่ยนรายการไม่เอาเรือดำน้ำก็ได้แต่ขอเป็นเรือฟริเกต 3 ระบบ สามารถต่อสู้ทางอากาศ ผิวน้ำ ใต้น้ำ ส่วนราคาก็จะประมาณเรือดำน้ำ

ทางที่ 2. ถ้าไม่ได้เรือฟริเกต ขอเป็นเรือ OPV เรือตรวจการณ์ระยะไกลทดแทน ซึ่งแม้กองทัพมุ่งมั่นอยากได้ แต่กองทัพก็ยินดีสนองนโยบายรัฐบาล ซึ่งตนและรัฐบาลพิจารณาแล้วว่า ขอเลือกแนวทางที่ 1 คือเรือฟริเกต ซึ่งราคาสูงกว่าเรือดำน้ำ 1,000 ล้านบาท ซึ่งเรา เห็นเม็ดงบประมาณที่โป๊ะ โดยนำเงินการสร้างอู่เรือดำน้ำ ระยะที่ 3 ที่ยังไม่ทำสัญญา ซึ่งไม่กระทบงบประมาณ สำหรับสมรรถนะของกองทัพรัฐบาลเห็นว่า เมื่อได้เรือฟริเกตมา เราก็สามารถปราบเรือดำน้ำได้ สมรรถนะของกองทัพเรือไม่เสียหายมาก แต่ยอมรับว่า หย่อนลงไปกว่าการมีเรือดำน้ำนิดหนึ่ง ซึ่งกองทัพเรือรับได้

นายสุทิน ยังกล่าวต่อว่าในระหว่างการเดินทางไปประเทศจีนร่วมกับนายกรัฐมนตรี ก็นำไปคุยกับรัฐบาลจีน แต่ยังไม่จบ 100% เพราะมีรายละเอียดต้องพูดคุย แต่ได้ข้อสรุปว่าทางการจีนก็เข้าใจ ว่าเรื่องนี้เป็นความลำบากใจของไทย แต่จีนขอความเห็นใจเช่นกันว่า ปัญหาเขาถูกเบี้ยว เรื่องเครื่องยนต์เช่นกัน ดังนั้นต่างคนต่างเห็นใจกันและยินดีที่จะหาทางออกให้ ซึ่งจีนรับแนวทางที่เราเสนอไปพิจารณา

ส่วนอีกแนวทางเป็นกำลังคิดกันอยู่ แต่ต้องไปคุยในรายละเอียดอีกครั้ง แต่ในหลักการยอมรับ ซึ่งการเปลี่ยนเรือดำน้ำเป็นเรือฟริเกต ต้อง มีรายละเอียดที่ต้องพูดคุย เช่น เงินจ่ายไปทำอย่างไร หรือเทคโนโลยีอื่นๆ มีเงื่อนไขอะไร จะได้ไม่เกิดปัญหาตามมา รวมทั้งข้อกฎหมายต้องคุยกันต่อไป

เมื่อถามย้ำว่า สรุปเปลี่ยนเป็นเรือฟริเกตจีนใช่หรือไม่ นายสุทิน กล่าวว่า เราเสนอไปอย่างนี้ว่า ขอเป็นเรือฟริเกตจริง โครงการเรือดำน้ำไม่ยกเลิกไม่พับไม่ระงับ โดยให้ชะลอระยะหนึ่งเพื่อแก้ปัญหานี้ให้เสร็จเมื่อได้เรือฟริเกตแล้วบวกกับเรือฟริเกตเดิม ที่มีโครงการจัดหา ก็มาบวกเข้าไปส่วนเรือดำน้ำก็เดินหน้าต่อไป วันใดที่มีความพร้อมประเทศมีความพร้อมก็ทำเรื่องนี้ต่อ

เมื่อถามย้ำว่า เราเลิกสัญญากับจีนหรือไม่ หรื เรือดำน้ำครึ่งลำที่ต่อไปแล้วก็รอไปก่อน นายสุทิน ย้ำว่า ไม่ใช่การยกเลิกสัญญาแต่เป็นการปรับปรุงหรือเปลี่ยนเงื่อนไขใหม่ ก็คือ ภายใต้สัญญา ภายใต้ข้อตกลงเดิมจีทูจีเป็นข้อตกลงเดิม รัฐบาลไทยและจีน ถ้าบรรลุ ก็คือให้ระงับเรื่องเรือดำน้ำ แล้วมาเขียนข้อตกลงขึ้นใหม่ว่าจะเอาเรือฟริเกต ส่วนเรือดำน้ำจีนก็คงเอาไปทางอื่น ก็เป็นความรับผิดชอบที่จีน จะไปทำอะไรก็แล้วแต่ ส่วนเงินที่ไทยจ่ายไปแล้ว ไทยเสนอว่า ขอให้เคลมเป็นค่าเรือฟริเกต ราว 7 พันล้านบาท เมื่อหักลบกับที่ยังไม่ได้จ่าย อีก 6,000 ล้านบาท อาจจะต้องเพิ่มอีก 1,000 ล้านบาท ส่วนราคารวมของเรือฟริเกตลำใหม่นี้ ทางจีนยังไม่ได้พูดเรื่องราคา แต่จากการศึกษา อยู่ที่ประมาณ 17,000 ล้าน ก็ใกล้เคียงกัน จากนี้ต้องไปพูดในรายละเอียด

เมื่อถามว่า มีโอกาสหรือไม่ ที่จะเปลี่ยนเรือดำน้ำไปเป็นเจ้าอื่นที่ไม่ใช่จีน ในเมื่อชะลอและระงับไปแล้ว นายสุทิน กล่าวว่า มันก็จะยุ่งยากหน่อย เพราะเป็นข้อตกลง และ 2 ก็จ่ายเงินไปแล้ว ถ้าไปเอาเจ้าอื่น หรือถ้าจะเอาเจ้าอื่นก็คงเป็นรอบใหม่ ซึ่งยังไม่ระงับแต่รอบนี้ขอเป็นเรือฟริเกตก่อน โดยจะมีการพูดคุยกับจีนอีกครั้งในเร็วๆ นี้ประมาณเดือนพฤศจิกายนก่อนจะครบสัญญา ประมาณ 1-2 สัปดาห์โดยจะส่งคณะทำงานไปเจรจา

นายสุทิน ยอมรับว่า ประธานาธิบดีจีน และนายกฯ จีน โอเคในหลักการนี้ว่า จะหาทางออกร่วมกัน ส่วนโอกาสที่กองทัพเรือจะมีเรือดำน้ำแทบจะไม่มีใช่หรือไม่ นายสุทิน กล่าวว่า มี แต่เป็นระยะต่อไป เพราะเรายังไม่ได้ระงับ แต่สำหรับลำนี้น่าจะเป็นไปได้ยาก ส่วนเรือดำน้ำลำใหม่ จะเป็นของจีนเหมือนเดิมหรือเป็นของประเทศอื่นนั้นยังไม่มีความชัดเจน และการจัดหาใหม่อาจจะทันในสมัยตนถ้าจัดหาภายใน 4 ปี

"ชะลอโครงการไปก่อนแต่ไม่ใช่ระงับ และให้กองทัพเรือศึกษาเรื่องนี้ต่อไป ว่าจะเอาของประเทศใด"

เมื่อถามว่า มีอะไรรับประกันว่า ทร.จะได้เรือดำน้ำ นายสุทิน กล่าวว่า หลักประกันก็คือนโยบายของรัฐบาล ส่วนที่เคยพยายามมาหลายรอบแล้วแต่ไม่สำเร็จนั้นไม่ได้เกิดจากที่รัฐบาลไม่อนุมัติให้ แต่เกิดจากข้อผิดพลาดของฝ่ายอื่น ที่ทำให้เราเดินไม่ถึงจุดหมาย ส่วนทางจีนก็แสดงความเห็นใจ คือ รับผิดชอบ หาทางออกให้ ได้รับสิ่งทดแทน ซึ่งการจัดซื้อโครงการนี้เป็นจีทูจี หากทำตามสัญญาไม่ได้ก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้

เมื่อถามย้ำว่า เรือดำน้ำไม่โผล่ใช่หรือไม่ นายสุทิน กล่าวว่า เป็นเหตุสุดวิสัย

เมื่อถามว่า กองทัพเรือเป็นผู้ปฏิบัติ รับได้ในเครื่องรถยนต์จีนทำไมระดับรัฐบาลถึงรับไม่ได้ นายสุทิน ย้อนถามกลับว่า แล้วสังคมรับได้หรือไม่ เราต้องดูสังคมด้วย

เมื่อถามว่า ต่อไปกองทัพเรือจะซื้ออะไรต้องดูกระแสสังคมก่อนใช่หรือไม่ นายสุทิน กล่าวว่า
ก็เป็นส่วนหนึ่ง ซึ่งทุกกระทรวง ทบวง กรม ต้องไปพิจารณาหากใช้เม็ดเงินไม่คุ้มเสียประโยชน์

เมื่อถามย้ำว่า หากฟังกระแสสังคมมากเกินไปจะกระทบต่อความมั่นคงหรือไม่ นายสุทิน กล่าวว่า เราไม่ได้เอาเรื่องสังคมไปเป็นประเด็นหลัก แต่เรื่องสมรรถนะเครื่องยนต์ทางกองทัพเรือเองก็กังวล เพราะเครื่องยนต์จีนเราไม่เคยใช้ ที่อื่นก็ไม่เคยใช้ และยอมรับว่าเป็นเรื่องข้อกฎหมายด้วยที่ปฏิบัติยาก

"ถ้ารับเครื่องยนต์จีนมาใครจะรับประกันหากเรื่องถึงศาล จะมีเรื่องตามมาอีกเยอะ กองทัพหรือรัฐบาลอาจจะโดน ไม่ใช่ว่า เราจะเห็นแก่ตัว กลัวโดนหลอก แต่จะยุ่งยากทางกฎหมายไทยไม่น้อย จะนำมาซึ่งความแตกแยกหรือเกิดการเมืองอะไรไปอีก กระทบอีกเยอะ"

เมื่อถามว่า เป็นเพราะรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเคยประกาศว่า หากได้เป็นรัฐบาลจะล้มโครงการนี้ นายสุทิน กล่าวว่า ไม่ เพราะหากจีนสามารถหาเครื่องยนต์เยอรมันมาใส่ให้ได้เราก็ยังรอ แต่ถ้าไม่ได้ ก็เอาเรือฟริเกต

เมื่อนักข่าว ถามว่า "บิ๊กทิน" จมเรือดำน้ำ ใช่หรือไม่ นายสุทิน หัวเราะ พร้อมกับระบุว่ายังไม่ถึงขั้นนั้น แต่เป็นความเห็นทุกระดับ ซึ่งเราก็เห็นใจกองทัพเรือ และไม่คิดว่า เรื่องนี้เกี่ยวกับอาถรรพณ์ แต่เป็นเรื่องดำเนินการยาก ไม่ง่ายเหมือนตอนซื้ออย่างอื่น