นายกฯ ลงพื้นที่ รุกตามแก้น้ำท่วมอุบลราชธานี ย้ำ รัฐบาลจะนำข้อมูลมาวางแผนแก้ปัญหา สั่งการพัฒนาระบบเตือนภัย แจ้งข่าวสาร ให้ตรวจสอบความมั่นคงโครงสร้าง เตรียมช่วยเหลือ-ฟื้นฟูหลังประสบอุทกภัย
วันที่ 6 ต.ค. เวลา 13.20 น. ณ สำนักงานชลประทานที่ 7 อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัย พร้อมสั่งการเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย โดยมีนายไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายเกรียง กัลป์ตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม
นายศุภศิษย์ กอเจริญยศ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวรายงานสรุปสถานการณ์น้ำที่จังหวัดอุบลราชธานี ว่า มีปริมาณน้ำฝนสะสมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 5 ตุลาคม จำนวน 2,049.3 มิลลิเมตร สถานการณ์ฝนตกหนักถึงหนักมากในจังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดใกล้เคียง ประกอบกับลำน้ำในลำน้ำมูล และลำน้ำชี ในพื้นที่เหนือจังหวัดอุบลราชธานี ทำให้มีสถานการณ์น้ำเอ่อล้นตลิ่ง ไหลท่วมขัง ท่วมพื้นที่ลุ่มกับบ้านเรือนที่อยู่อาศัยของประชาชน จำนวน 10 อำเภอ อาทิ อำเภอเมือง อำเภอวารินชำราบ อำเภอม่วงสาม จำนวน 62 ตำบล 370 หมู่บ้าน กว่า 3,460 ครัวเรือน และพืชผลทางการเกษตรได้รับผลกระทบ ตั้งแต่วันที่ 29 กค. จำนวน 10 อำเภอ 311 หมู่บ้าน คาดว่ามีพื้นที่การเกษตรที่ได้รับความเสียหายกว่า 83,000 ไร่
...
หลังฟังการสรุปเสร็จสิ้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จังหวัดอุบลราชธานี และพื้นที่ใกล้เคียง มีปัญหาเรื่องน้ำท่วมท่วมแล้วท่วมอีกท่วมต่อไป จนกระทั่งเป็นที่ทราบกันดีตั้งแต่สมัยที่ตนอยู่ภาคเอกชนก็ทราบว่ามีน้ำท่วม จ.อุบลราชธานี หนักมาก พอจะเดินเข้าสู่การเมืองก็ตระหนักดีเสมอ ถึงปัญหาที่เกิดการแก้ไขปัญหาระยะยาวแบบบูรณาการไม่ได้ ตนมีความเข้าใจและทุกข์ใจว่าปัญหาใหญ่และสะสมมานาน มันไม่สามารถถูกแก้ไข ด้วยระยะเวลาอันสั้นสัปดาห์ที่ผ่านมามีน้ำท่วมที่ จ.แพร่ และ จ.สุโขทัย เยอะมาก ซึ่งอยู่ในช่วงของการเยียวยาและก็แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น
ตามความเข้าใจของตนนั้น จ.อุบลราชธานี ยังไม่ถึงฤดูน้ำที่จะมามาก ยังไม่เข้าปีที่แล้ว ทางสำนักนายกฯ ก็มีข้อแนะนำมาหลายข้อว่าจะไปดูน้ำท่วมที่ภาคเหนือ หรือภาคอีสานก่อนดี ซึ่งตนมองว่าที่ จ.สุโขทัย นั้นมีการจัดการไปแล้ว อยู่ในหมวดของการเยียวยาและป้องกันสำหรับปีหน้ามากกว่า แต่ที่อุบลฯ ยังไม่ถึงช่วงเวลาที่มันวิกฤติจริงๆ ซึ่งหากเราไม่ทำอะไรไว้ก่อน มันก็อาจจะเกิดวิกฤติเกิดขึ้นได้ วิกฤติน้ำท่วมที่อุบลราชธานีไม่ใช่แค่เป็นวิกฤติของความเสียหายในด้านของเศรษฐกิจซึ่งเกี่ยวข้องกับภาคเกษตรกรรมอย่างมหาศาล น้ำที่ท่วมขังเป็นระยะเวลาหลายสัปดาห์ มันมีทั้งเรื่องความปลอดภัยและความไม่สะดวกสบายเรื่องโรคภัยไข้เจ็บเรื่องโรคระบาดที่จะตามมา เหล่านี้ก็เป็นเรื่องใหญ่มาก รัฐบาลนี้ ตระหนักดีว่ามันจะเกิดขึ้นอีกต่อไปไม่ได้ เราเพิ่งเข้ามาบริหารจัดการได้ไม่ถึงเดือน ดังนั้นการแก้ไขปัญหาที่ทำอยู่เป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เราต้องยอมรับจุดนี้ก่อน ทางฝ่ายบริหารก็ได้ไปกรมชลประทาน 2 หน ซึ่งทั้ง 2 ครั้งได้เน้นย้ำเรื่องที่อุบลราชธานี ตนเชื่อว่าความสำคัญของจุดนี้จึงเป็นจุดที่สำคัญมาก และตนเชื่อว่าการแก้ไขปัญหาระยะสั้นยังทำได้อีก และทำได้มากกว่าที่เคยทำและทำได้มากกว่าที่เป็นอยู่เพราะว่าเราจะบรรเทาทุกข์ให้กับประชาชน ถ้าเราทำอะไรกันได้เราก็อยากจะคุยและอยากจะฟังแผนระยะสั้น จะทำอย่างไรทำอย่างไรเพื่อไม่ให้น้ำท่วมเยอะเหมือนปีที่แล้วและต้องน้อยลงไปอีกเยอะๆ ด้วย
จากนั้นนายกรัฐมนตรี ได้รับได้รับฟังรายงานจากหน่วยงานราชการ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช.) ก่อนจะมีข้อสั่งการเป็นลำดับต่อไป
โดยภายหลังรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นายกรัฐมนตรีกล่าวสั่งการว่า เมื่อสถานการณ์เกิดขึ้นแล้วต้องมีการแจ้งเตือนภัยในพื้นที่ ขอให้พัฒนาระบบเตือนภัยและแจ้งข่าวสาร รวมถึงตรวจสอบความมั่นคงของโครงสร้าง เตรียมการช่วยเหลือประชาชน เตรียมการฟื้นฟูหลังประสบอุทกภัย และรายงานความคืบหน้าให้รัฐบาลได้รับทราบ โดยส่วนตัวเชื่อมั่นและมีความหวังว่า ระหว่างนี้จนถึงฤดูฝน ทุกคนทำเต็มที่แล้วหรือยัง และทำอย่างไรให้ท่วมน้อยที่สุดและระบายน้ำได้เร็วที่สุด ทั้งนี้ ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีสถานการณ์น้ำจะท่วมในช่วงต้นเดือนตุลาคม ดังนั้น จะต้องมาดูในเรื่องของมิติการระบายน้ำที่ต้องทำให้ดีขึ้น ต้องขอบคุณทุกคน และอยากให้ลองใช้วิธีการใหม่ๆ ในการแก้ไขปัญหาดูบ้าง
ด้าน นายเกรียง กัลป์ตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมถึงการบริหารจัดการน้ำของจังหวัดอุบลราชธานีและในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือว่า ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการระบายน้ำโดยต้องเร่งระบายน้ำช่วงต้นฤดู คือ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน เพื่อระบายน้ำออกจากเขื่อนใหญ่ในพื้นที่ ให้มีพื้นที่สามารถรองรับน้ำในฤดูฝน ซึ่งที่ผ่านมาเขื่อนใหญ่ๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือกักเก็บน้ำไว้จำนวนมาก แต่ไม่สามารถระบายน้ำออกใช้เพื่อการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดน้ำท่วมซ้ำซากเมื่อถึงฤดูฝน