ชัย วัชรงค์ โฆษกรัฐบาล ยัน นายกฯ แต่งตั้ง ผบ.ตร.เป็นไปตามกฎหมาย-ไม่ได้ลุอำนาจ ยืนยัน สามารถชี้แจงข้อเท็จจริงได้ทั้งหมด  

วันที่ 5 ต.ค. นายสัตวแพทย์ชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เพื่อชี้แจงกรณี ที่พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย และ ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ได้ยื่นร้องทุกข์กล่าวโทษ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ เกี่ยวกับกรณีการแต่งตั้งตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติโดยมิชอบ ต่อ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

การแต่งตั้ง ผบ.ตร. ในวันที่ 27 กันยายน ที่ผ่านมา เป็นไปตามพระราชบัญญัติตำรวจมาตรา 77 และ 78 โดยสาระสำคัญของตัวกฎหมายระบุว่า ผู้ที่จะเป็นแคนดิเดตที่ได้รับเสนอแต่งตั้งเป็น ผบ.ตร. จะต้องเป็นรองนายก หรือไม่ก็จเรตำรวจ ซึ่งในการประชุมวาระนั้นมีผู้ที่เข้าเกณฑ์เป็น ผบ.ตร. จำนวน 4 คน และในกฎหมายมาตรา 77 และ 78 ก็ระบุไว้ว่า เกณฑ์ในการคัดเลือกให้ยึดถือทั้งอาวุโสและความรู้ความสามารถประกอบกัน

แต่กฎหมายก่อนหน้านี้ให้ยึดถืออาวุโสเป็นหลัก เพิ่งมาแก้ให้ยึดถือความรู้ความสามารถด้วยและให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอชื่อ จากนั้นให้ที่ประชุม ก.ตร. ลงมติด่วนว่า เห็นชอบหรือไม่ ซึ่งปรากฏว่าผู้ที่ได้รับเสนอชื่อและที่ประชุมเห็นชอบ 9:1 เสียง และงดออกเสียง 2 คน คือเลือกพลตำรวจเอกต่อศักดิ์ สุขวิมล นี่คือในส่วนของข้อกฎหมาย

ส่วนข้อเท็จจริงในวันนั้นจากแคนดิเดต 4 คน ในแง่อาวุโส คนทั่วไปจะเข้าใจว่าแคนดิเดต 4 คน จะเรียงอาวุโสตามลำดับ 1-4 แต่จริงๆ แล้วในวันนั้นมีลำดับอาวุโสเพียง 2 ลำดับ คือ ลำดับ 1 พลตำรวจเอกรอย อิงคไพโรจน์ ส่วนอีก 3 คน มีลำดับอาวุโสเท่ากัน ขึ้นรอง ผบ.ตร. พร้อมกัน

...

ส่วนในเรื่องความรู้ ความสามารถ ก่อนที่นายกฯ จะเสนอชื่อ พลตำรวจเอกต่อศักดิ์ ได้เปิดให้มีการแสดงความคิดเห็นของคณะกรรมการ ก.ตร. ในแง่มุมมองความรู้ความสามารถของแคนดิเดตเป็นอย่างไร ซึ่งที่ประชุมใช้เวลากันนานพอสมควร แทบจะทุกคนที่เสนอความคิดเห็นและตบท้ายด้วยจะให้ ผบ.ตร. ในขณะนั้นในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชา ของแคนดิเดตทั้ง 4 คน ประเมินว่าแต่ละคนเป็นอย่างไร

เมื่อนายกรัฐมนตรี ได้ฟังความเห็นรอบด้านแล้วเห็นว่า มีความอาวุโสห่างกันแค่ปีเดียว รวมถึงได้ ฟังความรู้ความสามารถจากรอบด้าน จึงตัดสินใจเสนอชื่อพลตำรวจเอกต่อศักดิ์ ซึ่งที่ประชุมก็เห็นชอบ ย้ำว่า ทั้งหมดนี้คือข้อเท็จจริงหากเทียบตามตัวบทกฎหมายการแต่งตั้งครั้งนี้ ไม่น่ามีปัญหาอะไรทั้งสิ้นถูกต้องตามหลักกฎหมายทุกประการ และข้อเท็จจริงก็มีความชอบธรรม สมเหตุสมผล ย้ำว่า นายกฯ ไม่ได้ลุแก่อำนาจ

ยืนยันว่า นายกฯ พร้อมชี้แจงข้อเท็จจริง รวมถึงผู้ที่อยู่ในที่ประชุมสามารถชี้แจงได้หมด เพราะรู้ว่าอะไรเกิดขึ้นบ้าง ส่วนตัวนายกฯ ยอมรับว่า นึกไม่ถึงว่าเรื่องนี้จะเป็นปัญหา และมองว่าไม่น่าจะเป็นเรื่องได้ เพราะเสียเวลาเสียสมาธิในการทำงาน แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเป็นเรื่องมาแล้ว สังคมก็จับตา นายกฯ จึงมอบหมายให้ตนมาทำความเข้าใจ