วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อ้าง สาธารณชนสงสัย ปม "ช่อ" พรรณิการ์ ถูกตัดสิทธิลงการเมืองตลอดชีวิต ยก 6 ข้อ หากอธิบายไม่ได้ เสี่ยงกระบวนการยุติธรรมประเทศเสื่อมถอย

วันที่ 21 ก.ย. นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โพสต์เฟซฯ Wiroj Lakkhanaadisorn - วิโรจน์ ลักขณาอดิศร อ้าง สาธารณชนสงสัย ปม "ช่อ" พรรณิการ์ ถูกตัดสิทธิลงการเมืองตลอดชีวิต ยก 6 ข้อ หากอธิบายไม่ได้ เสี่ยงกระบวนการยุติธรรมประเทศเสื่อมถอย 

ต่อกรณีของ #ช่อพรรณิการ์ มาตรฐานจริยธรรม กับการบั่นทอนนิติรัฐ และความเสื่อมถอยของระบบยุติธรรม 

จากกรณีที่ศาลฎีกาพิพากษาตัดสิทธิทางการเมือง คุณพรรณิการ์ ตลอดชีวิต ผมมีความคิดเห็นว่า ไม่ว่าคุณจะชอบ หรือไม่ชอบ คุณพรรณิการ์ เป็นการส่วนตัวอย่างไร แต่คำพิพากษาในลักษณะนี้ ก็เป็นคำพิพากษาที่ก่อให้เกิดข้อสงสัยต่อสาธารณชนอย่างมาก และอาจจะนำมาซึ่งปัญหา และความท้าทายต่อกระบวนการยุติธรรมในระบบสากลของประเทศไทยอยู่หลายประการ

1. ตามหลักการที่ "ประชาชนเป็นเจ้าของอธิปไตย" "การเลือกตั้ง" ถือเป็นกลไกที่ประชาชนจะใช้วิจารณญาณเองว่า บุคคลคนใด มีความเหมาะสมหรือไม่ ที่จะเป็นผู้แทนของพวกเขา คำว่า "จริยธรรม" เป็นคุณสมบัติเชิงอัตวิสัย ซึ่งปัจเจกชนก็มีนิยาม มีกรอบ และมีมาตรวัดทางจริยธรรมที่แตกต่างกัน การเลือกตั้งโดยประชาชน จึงเป็นกลไกที่ดีที่สุดที่จะใช้ตัดสินในเรื่องอัตวิสัยนี้ การเอาอำนาจใด อำนาจหนึ่ง ไปตัดสิทธิทางการเมืองของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพื่อไม่ให้ประชาชนได้ใช้สิทธิของตนในการพิจารณาเลือกบุคคลคนนั้น จึงทำให้สาธารณชนต้องตั้งคำถามในเชิงหลักการว่า เป็นการแทรกแซงลิดรอนอำนาจของประชาชนหรือไม่

2. โดยปกติแล้ว การที่จะลงโทษบุคคลใด ด้วยบทลงโทษที่ร้ายแรง กฎหมาย และกระบวนการพิจารณาในระบบยุติธรรม จะต้องเป็นไปอย่างรอบคอบ จำเป็นต้องใช้กฎหมายอาญาที่สอดคล้องกับหลักสากล ที่สามารถอธิบายให้กับอารยประเทศต่างๆ ได้ เป็นหลักในการพิจารณา แต่กรณีของ คุณพรรณิการ์ เป็นการใช้ "มาตรฐานทางจริยธรรม" ในการตัดสิน และเป็นการตัดสินในกรณีที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งกรณีนี้ คุณพรรณิการ์ ไม่ได้ถูกดำเนินคดีด้วยกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยถูกดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เท่านั้น และคดีก็ยังไม่ถึงที่สุด อยู่ในชั้นศาลอุทธรณ์ โดยศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้อง

3. การโพสต์ของ คุณพรรณิการ์ เป็นการโพสต์ในอดีตที่ยาวนานมาก และเป็นการโพสต์ก่อนที่จะมาดำรงตำแหน่งทางการเมือง การนำเอามาตรฐานทางจริยธรรม มาใช้บังคับกับเรื่องราวในอดีตก่อนที่จะมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองแบบนี้ จึงเกิดคำถามว่า เป็นการขยายขอบเขตของมาตรฐานทางจริยธรรมของนักการเมือง ซึ่งเป็นมาตรวัดเชิงอัตวิสัย ที่เกินกว่าที่ควรจะเป็นหรือไม่

4. นอกจากนี้ ก็ยังมีคำถามอีกว่า มาตรฐานจริยธรรมนักการเมือง ย่อมควรใช้กับบุคคลที่ยังคงดำรงตำแหน่งทางการเมืองอยู่ ใช่หรือไม่ แต่ในขณะนี้ คุณพรรณิการ์ ก็ไม่ได้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ แล้ว สมควรหรือไม่ ที่จะใช้มาตรฐานจริยธรรมนักการเมือง ไปใช้ตัดสินบุคคลที่ไม่มีตำแหน่งทางการเมืองแล้ว

5. จากข้อที่ 3 และข้อที่ 4 ย่อมทำให้ประชาชนนำเอาไปเปรียบเทียบกับนักการเมืองจำนวนมาก ที่มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด พัวพันกับทุนจีนสีเทา ใช้เส้นสายแต่งตั้งบุคคลใกล้ชิดที่มีข้อครหาในเรื่องชู้สาวให้มีตำแหน่งทางราชการ รับบุคคลใกล้ชิดเป็นบุตรบุญธรรมเพื่อหลีกเลี่ยงการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน แทรกแซงกิจการของวัดสร้างผลกระทบเชิงลบต่อพระศาสนา หรือเข้าไปมีส่วนสนับสนุนในการก่อรัฐประหารทำลายระบอบประชาธิปไตย จนทำให้ประเทศไทยถูกปกครองกดขี่โดยรัฏฐาธิปัตย์ ที่มีอำนาจเหนือกว่าประมุขแห่งรัฐ ฯลฯ

6. หากยึดเอามาตรฐานทางจริยธรรมอันเป็นอุดมการณ์ ข้อที่ 6. ที่ระบุว่า "ต้องพิทักษ์รักษาเอาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพ แห่งอาณาเขต และเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิ และผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐ และความสงบเรียบร้อยของประชาชน" ซึ่งเป็นข้อที่ถูกนำมาใช้ตัดสินในกรณีของ คุณพรรณิการ์ มาใช้อ้างอิงกับนักการเมืองคนอื่นๆ มันวงกว้าง ดังนั้นนักการเมืองที่เคยเป็นแกนนำ หรือเข้าร่วมในการบุกยึดสถานที่ราชการ บุกยึดสนามบิน ขัดขวางการเลือกตั้ง ปิดเมือง โดยอ้างว่า "ต้องปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง" จนนำมาสู่การก่อรัฐประหารยึดอำนาจของประชาชน ทำลายระบอบประชาธิปไตย ก็ย่อมต้องถูกตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิตด้วยหรือไม่

ข้อคิดเห็นทั้ง 6 ข้อนี้ เป็นความเห็นเชิงหลักการ ที่ผมคิดว่ากลุ่มวิชาชีพที่อยู่ในแวดวงกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย จำเป็นต้องตระหนักและนำไปไตร่ตรอง เพื่อพิทักษ์ความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมของชาติในระยะยาว เพราะหากกระบวนการยุติธรรมของประเทศ ถูกตั้งข้อสงสัยจากสาธารณชน โดยไม่สามารถอธิบายให้ประชาชนสิ้นข้อสงสัยได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อสงสัยอันเกี่ยวข้องกับการตีความกฎหมาย หรือการบังคับใช้กฎหมาย อย่างเลือกปฏิบัติ ประชาชนก็จะรู้สึกว่าระบบกฎหมายของประเทศ ไม่มีความเสมอภาค กระบวนการยุติธรรมของประเทศ ก็จะถูกดูแคลนจากประชาชน และเสื่อมถอยลง เป็นพยาธิสภาพที่ทำลายระบบนิติรัฐ ไม่อาจเป็นที่พึ่งอันชอบธรรมของประชาชนได้อีก และยังเป็นที่ครหานินทาในหมู่นานาอารยประเทศ อันจะนำมาซึ่งความเสื่อมเกียรติศักดิ์ของประเทศชาติ ในเวทีโลกอีกด้วย

สำหรับผม ไม่ว่า คุณพรรณิการ์ จะมีตำแหน่งแห่งที่หรือไม่อย่างไร สำหรับผมในฐานะเพื่อนร่วมงาน ผมยังคงยืนเคียงข้าง และเชื่อมั่นใน คุณพรรณิการ์ เสมอครับ.

...