“หมอชลน่าน” จี้ “โตโต้ ปิยรัฐ” ถอนคำว่าโกหก ซัดเจ็บป่วยทางสติปัญญา ไม่ยอมรับระบบเสียงข้างมาก แขวะ ถ้าทำตามอำเภอใจ คงได้เป็นรัฐบาลไปแล้ว โต้เถียงจนประธานรัฐสภาต้องปิดไมค์เพื่อจบปัญหา
เมื่อเวลา 23.01 น. วันที่ 12 กันยายน 2566 นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคคเพื่อไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ขอใช้สิทธิ์พาดพิง ภายหลังการอภิปรายของ นายปิยรัฐ จงเทพ สส.กทม. พรรคก้าวไกล เรื่องการกล่าวหาว่า “ตระบัดสัตย์จนต้องลาออก” เป็นคำพูดที่ผู้อภิปรายกล้าหาญที่จะนำมาใช้ในที่ประชุมรัฐสภาอันทรงเกียรติ เพราะเงื่อนไขที่ตนได้กระทำไป ถ้าเป็นการตระบัดสัตย์แล้วลาออก ก็ย้อนแย้งในตัวมันเอง
แต่ที่ต้องลาออกเพราะรับผิดชอบสิ่งที่ได้พูดไว้ ถ้าการรับผิดชอบถือเป็นการตระบัดสัตย์ คำนิยามอย่างนี้น่าจะเป็นวาทกรรมที่ทำให้สังคมเจ็บป่วยอย่างมาก เป็นการเจ็บป่วยทางสติปัญญาที่น่าเห็นใจอย่างยิ่ง เพราะสุขภาวะขณะนี้ คนกลุ่มหนึ่งสร้างความเจ็บป่วยขึ้นในสังคม ทำให้สังคมแตกแยก ประชาชนโดยรวมบาดเจ็บ ประเทศชาติเสียหาย
โดยขณะนั้น นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา กล่าวขึ้นว่า ขอให้เน้นเฉพาะเรื่องที่ถูกพาดพิง นายแพทย์ชลน่าน กล่าวต่อไป ต้องชี้แจงว่าวาทกรรมอย่างนี้ทำให้ตนเองเสียหาย แม้ตนเองจะไม่เจ็บป่วยจากคำว่าตระบัดสัตย์จนต้องลาออก แต่ภาพที่ออกไปจะทำให้สังคมเจ็บป่วย
“การที่ผมลาออก กับการรับตำแหน่งรัฐมนตรี ถ้าผู้อภิปรายได้ตระหนักรู้ระบบรัฐสภา ระบบเสียงข้างมากที่ท่านใช้อยู่ในขณะนี้ ท่านจะเข้าใจในบริบท มันเป็นเป็นคนละเงื่อนไข คนละประเด็น ถ้าไม่ยอมรับเสียงข้างมาก ยอมรับด้วยความเป็นไปตามอำเภอใจ ท่านได้เป็นรัฐบาลไปแล้ว แต่นี่คือระบบเสียงข้างมาก ระบบรัฐสภาคือระบบเสียงข้างมาก ประชาชนส่วนใหญ่เขาเห็นอย่างไร สมาชิกที่นี่เห็นอย่างไร นี่คือเสียงข้างมาก ถ้าท่านไม่ยอมรับ ท่านอยู่ในระบบนี้ไม่ได้ ที่สำคัญ ระบบเสียงข้างมากที่ศักดิ์สิทธิ์ คือระบบเสียงข้างมากที่ห่วงความปลอดภัยของประเทศชาติและประชาชน ถ้ามีเงื่อนไขที่เป็นอันตรายต่อประเทศชาติและประชาชน เสียงข้างมากปฏิเสธท่านแน่นอน”
นายแพทย์ชลน่าน ระบุต่อไป การที่มีการเปลี่ยนถ้อยคำจาตระบัดสัตย์เป็นโกหก จึงต้องขอให้ถอนคำว่าโกหก เพราะไม่ใช่เรื่องโกหก ถ้อนคำนี้จะบันทึกอยู่ในสภา จะเป็นประวัติศาสตร์ที่คนรุ่นหลังมาศึกษา เขาจะมาบอกว่าสภาทำกันอย่างนี้หรือ โดยไม่มีข้อเท็จจริง
จากนั้น ประธานรัฐสภา ขอให้ถอนคำว่าโกหก โดย นายปิยรัฐ กล่าวว่า ไม่แน่ใจว่าจะให้ถอนคำว่าโกหกแล้วถึงลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรค สิ่งนี้เป็นข้อเท็จจริง เป็นสิ่งที่ประชาชนรับรู้ และเป็นสิ่งที่ท่านแถลงก่อนจะไปรับตำแหน่งรัฐมนตรี จึงขอให้ชี้แจงเพิ่มเติมว่าไม่ใช้ข้อเท็จจริงอย่างไร ทางด้าน นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ประท้วงประธานว่า ประธานไม่ได้วินิจฉัย ถ้าใช่ก็เพียงให้ถอน ไม่ใช่ก็ไม่ต้องถอน ประธานต้องทำตามข้อบังคับการประชุม โดย นายวันมูหะมัดนอร์ ระบุว่า เรื่องนี้จะไปกันใหญ่ ขอให้จบแค่นี้ คำว่าโกหกไม่ใช่คำหยาบคาย เสียดสี แต่เป็นความเข้าใจของผู้อภิปราย
ต่อมา นายแพทย์ชลน่าน บอกว่าที่ให้ถอนคำว่าโกหก เพราะความหมายเรื่องการเปลี่ยนจากตระบัดสัตย์ โดยประธานรัฐสภา ระบุว่า ได้วินิจฉัยไปแต่แรกแล้ว คำว่าโกหกไม่ต้องถอน แต่ตระบัดสัตย์ต้องถอน ซึ่ง นายแพทย์ชลน่าน แย้งว่าถ้าไม่ถอนความหมายคือตนโกหก ซึ่งประธานรัฐสภายืนยันว่าคำวินิจฉัยประธานเป็นที่สุดแล้ว พร้อมกับปิดไมโครโฟนของ นายแพทย์ชลน่าน รวมถึงขอให้ทั้งคู่ให้อภัยซึ่งกันและกัน จากนั้นให้ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล อภิปรายเป็นคนต่อไป.