“พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รมว.แรงงาน แจงในการประชุมสภา ค่าแรงขั้นต่ำเริ่มปรับต้นปี 67 ย้ำ สกิลแรงงานสำคัญ เตรียมปรับปรุงกฎหมายให้ทันยุคสมัย ตั้งเป้ายกระดับเป็นกระทรวงเศรษฐกิจ แจงรายละเอียดเงินกองทุนประกันสังคม

เมื่อเวลา 18.27 น. วันที่ 12 กันยายน 2566 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เรื่องค่าแรงขั้นต่ำที่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาไป ว่าไม่ได้ลงรายละเอียด ซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ตนชี้แจงและทำความเข้าใจ โดยเฉพาะเรื่องความกังวลค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท ภายในปี 2570 ที่นายกรัฐมนตรีมาตอบหลายครั้งว่าจะมีการปรับค่าแรงขั้นต่ำอย่างไร 

ทั้งนี้ ในฐานะกระทรวงแรงงาน เป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลและต้องทำตามนโยบายที่แถลงไว้ การขึ้นค่าแรงหมายถึงว่าต้องขึ้นค่าแรงในทุกภาคส่วน คือ แรงงานคนไทย และแรงงานเพื่อนบ้านที่เข้ามาทำงานในไทย ส่วนตัวคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการที่จะมีแรงงานฝีมือที่มีความเหมาะสมกับค่าแรง ปัจจุบันค่าแรงอยู่ที่ 320-321 บาท ซึ่งการจะปรับทั้งหมดต้องคำนึงความเหมาะสมของภูมิภาคและพื้นที่แต่ละจังหวัด รวมถึงควรจะอยู่ในแรงงานประเภทใจ ซึ่งกระทรวงแรงงานพยายามอัปสกิล รีสกิล แรงงานไทย ให้ได้ค่าแรง 600 บาท เร็วที่สุด ซึ่งปี 2567 นายกรัฐมนตรีประกาศว่าจะขึ้นค่าแรงเป็น 450 บาท แต่ทั้งนี้ก็อยู่ที่สกิลของแรงงานด้วย บางคนอาจจะได้ 500 หรือ 600 บาทก็ได้

ขณะเดียวกัน กระทรวงแรงงาน ได้หารือกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ต้องยอมรับว่ามีงานบางประเภทที่แรงงานไทยไม่อยากทำ จึงต้องหางานที่คนไทยอยากจะทำ โดยจะร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาด้วย เพราะปัจจุบันคนไทยเลือกงาน แต่ไม่สามารถทำในสิ่งที่ต้องการได้ จึงต้องไปเริ่มตั้งแต่ชั้นมัธยม เข้าสู่สายอาชีวะ ดูว่าเด็กอยากทำอะไร ถนัดด้านไหน เพื่อผลิตออกมาให้ตรงสาขางานที่ตลาดต้องการ 

“คนไทยเราตกงานไม่ถึง 1% ส่วนที่พูดว่าตั้งแต่ปี 2541 กระทรวงแรงงาน ไม่ได้ปรับปรุงกฎหมายนั้น ตลอดเวลา 25 ปี มีการปรับปรุงและแก้ไขไปแล้วถึง 8 ครั้ง และในปี 2567 จะปรับปรุงเพิ่มให้ทันยุคสมัยปัจจุบัน” 

ในส่วนของแรงงานนอกระบบ กระทรวงแรงงานกำลังเสนอร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ พ.ศ. .... ขอให้อดใจรอ ไม่ว่าจะเป็นไรเดอร์ วินมอเตอร์ไซค์ จะนำเข้าระบบประกันสังคม แต่ขณะนี้ตนยังไม่ได้เข้าทำงานที่กระทรวง แต่ก็พยายามจะตอบสนองในทุกประเด็น สำหรับเรื่องอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 ต้องเจราจา 3 ฝ่าย คือ ลูกจ้าง นายจ้าง ภาครัฐ อีกทั้งการจะแก้ไขกฎหมาย ขอฝากให้สมาชิกในสภาช่วยกันผ่านกฎหมายด้วย 

นายพิพัฒน์ ชี้แจงต่อในเรื่องกองทุนประกันสังคมที่มีอยู่ 2.37-2.4 ล้านล้านบาท มีการแบ่งอาไปลงทุนสินทรัพย์ที่ไม่เสี่ยง คือ ฝากธนาคาร ซื้อพันธบัตรรัฐบาล 60% ส่วนอีก 40% ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงค่อนข้างน้อย แต่กำลังคิดว่าจะทำอย่างไรให้เกิดดอกผลเพิ่มขึ้น เพราะถ้าไม่ทำอะไรกับกองทุนก็อาจจะเข้าสู่ภาวะวิกฤติ ถึงขั้นล้มละลาย เพราะไทยกำลังเข้าสังคมผู้สูงวัย แรงงานน้อยลง โดยจะต้องทำให้ไม่มีคำว่าล้มละลาย 

นอกจากนี้ เรื่องแรงงานต่างด้าวมีผู้อภิปรายระบุว่ามีความยุ่งยากและไม่ได้รับความเป็นธรรมนั้น ถ้าเป็นแรงงาน MOU สามารถนำเข้าได้ตลอดเวลา ส่วนแรงงานที่เปิดเป็นครั้งคราว ถ้าผู้ประกอบการร้องขอว่าแรงงานขาด ตนจะต้องนำเข้า ครม. เพื่อขอเปิดเป็นการเฉพาะกิจเป็นครั้งคราวไป และส่วนตัวคิดว่า แรงงานยุคใหม่ กระทรวงยุคใหม่ ต้องสัมผัสกับทุกองค์กร สาขาอาชีพ หวังจะยกฐานะให้เป็นกระทรวงเศรษฐกิจ เชื่อว่าพวกเราคงมีความหวังอยากจะเห็น ซึ่งอยู่ระหว่างการหารือกับทั้ง 3 ฝ่าย เพื่อหาจุดสมดุลที่สุด 

สิ่งสำคัญอีกเรื่อง กระทรวงแรงงานกำลังพัฒนาเรื่องบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของประกันสังคม ที่สามารถเบิกได้ทุกสถานที่ ตอบโจทย์เรื่องการลดการคอร์รัปชันได้ดีที่สุด อย่างไรก็ตาม วันพรุ่งนี้ (13 กันยายน 2566) จะเป็นวันแรกที่จะเข้ากระทรวงแรงงาน ทำงานอย่างจริงจัง นายพิพัฒน์ ยืนยันว่าพร้อมที่จะให้คำตอบในทุกมิติ หากสามารถตอบสนองได้จะทำทันที แต่สิ่งไหนที่ต้องนำเข้าหารือ ต้องขอเวลาสักนิด ก่อนจะจบการชี้แจงที่เวลา 18.45 น.