"ชวน" ชี้ นักธุรกิจมาทำการเมืองไม่แปลก ขออย่างเดียวอย่าทำธุรกิจเป็นการเมือง ยกเหตุรุนแรง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่ปี 2547-2566 จำนวน 7,520 ราย หากยึดหลักนิติธรรมจริง การสูญเสียภาคใต้ก็จะไม่เกิดขึ้น “อดิศร” ประท้วงวุ่น ไม่ให้รื้อความหลัง
วันที่ 12 ก.ย. 66 เมื่อเวลา 17.09 น. ที่รัฐสภา นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคปชป. ร่วมการประชุมร่วมกันของรัฐสภา แถลงนโยบายรัฐบาล โดยแสดงความยินดี ประธาน และรองประธานสภา ได้ทำหน้าที่ประธานสภาในวันนี้ ในส่วนนายกฯ ขอแสดงความยินดีกับท่านเป็นส่วนตัว แต่ผมไม่ได้รับเห็นชอบท่าน ไม่ใช่เรื่องคุณสมบัติท่าน แต่เพราะพรรคท่านปฏิบัติกับประชาชนภาคใต้ เราจึงต้องรณรงค์กับประชาชนว่า อย่าเลือกพรรคที่กลั่นแกล้งประชาชนของเราในภาคใต้ ดังนั้น 3 สมัยการเลือกตั้งที่ผ่านมา ท่านไม่ได้ผู้แทนราษฎรในภาคใต้ แม้แต่คนเดียว
นายชวน กล่าวต่อว่า แล้วเมื่อเราบอกประชาชนไม่ให้เลือกแล้ว วันหนึ่งมายกมือ ก็เหมือนทรยศประชาชน ผมจึงขออนุญาตพรรค ปชป.ลงมติไม่เห็นชอบ เลือก นายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม ผมให้ความเป็นธรรมกับนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี ตั้งแต่ คนที่ 21-29 ก็ไม่มีใครโดนตรวจสอบเท่านายกฯ คนที่ 30 คนตรวจสอบ ก็นำประวัติทำธุรกิจของท่านมาเปิดเผย
"ผมไม่รู้จักท่านเศรษฐา จริงเพิ่งรู้จักเมื่อกี้ ท่านไปเยี่ยมที่ห้องอาหารสภา แต่ไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือ พรรคเพื่อไทยเสนอชื่อท่านเศรษฐา คุณสมบัติของท่านไม่ด้อยกว่าคนอื่นเลย ผ่านนายกรัฐมนตรี มา 5 ท่าน ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นประจักษ์ หรือไม่ ไม่อาจทราบได้ สิ่งที่แนะนำเราจะหนีชะตากรรมเรื่องคดีได้คือการไม่โกง สอดคล้องกับสิ่งที่นายกฯแถลงในนโยบายความซื่อสัตย์สุจริต” นายชวน กล่าว
...
ทำให้นายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นประท้วงว่า อย่าพูดเรื่องในอดีต อย่ารื้อความหลัง นี่เป็นการแถลงนโยบายรัฐบาล ขณะที่วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา เห็นว่า นายชวนกำลังอภิปรายถึงความเป็นไปได้ของความสำเร็จหรือไม่ในนโยบายรัฐบาล ไม่ถือว่าผิดข้อบังคับ
“ผมขอเสนอให้ท่านนายกฯทบทวนเหตุการณ์นี้ตามความเป็นจริง เพื่อชดเชยเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นให้ผู้ที่ถูกเลือกปฏิบัติในอดีตที่ผ่านมา ผมเรียกร้องเรื่องนี้มานานตั้วแต่ยุคพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และได้รับการชดเชยบางส่วน คือ การปรับปรุงถนนเพชรเกษม ที่ถูกละเลยให้ดีขึ้น ผมเคยหวังพึ่งพา นายชัชชาติ สิทธิพันธ์ ตอนเป็น รมว.คมนาคม ท่านก็ลงไปดูให้ แต่สุดท้ายก็ไม่เกิดขึ้น เพราะอธิบดีกลัวถูกย้าย ต้องสนองงานฝ่ายการเมือง ครั้งนี้ถือเป็นโอกาสดี ที่นายกฯ จะทบทวน และจะใช้วิจารณญาณ ติดตามศึกษาความเป็นจริงแล้วหาทางแก้ไข ผมเคยเสนอตอนปลายรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ขอให้สร้างถนนสายหลักคู่ขนานกับถนนเพชรเกษม ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ รับปากแล้วไปหาเสียงว่า ถ้าได้กลับมาจะดำเนินการให้ แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่ได้กลับมา” นายชวน กล่าว
ทั้งนี้ นายชวน ยังได้โชว์ตัวเลข 7,520 คือ ชีวิตที่เสียไปในภาคใต้ จากเหตุการณ์ความไม่สงบ 2547-2566 ยืนยัน ให้ความสำคัญเรื่องนี้ เพราะงบประมาณเท่าไรก็ไม่เทียบเท่าชีวิตคน มีการเสียชีวิต 4 คน ต้องดูว่ารัฐบาลมีนโยบายเรื่องนี้อย่างไร โดยนโยบาย ทั้ง 14 หน้า ไม่มีพูดถึงเรื่องความสงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ คงมีอยู่แต่ในภาคผนวก
ถ้าเรายึดหลักนิติธรรมการสูญเสียภาคใต้จะไม่เกิดขึ้น วันที่ 8 เม.ย. 2544 เป็นจุดเริ่มต้นปัญหาภาคใต้ละเมิดหลักนิติธรรม จากนายกรัฐมนตรีลงไปตรวจหลังเกิดระเบิดขึ้นในวันที่ 7 เม.ย. 2544 จนมาถึง 4 ม.ค. 2547 คือการปล้นปืนจากค่ายปิเหล็ง อาวุธนั่นล่ะ คนร้ายใช้ทำร้ายประชาชนมีผู้เสียชีวิตถึง 7,520 คน
"มันเป็นความจริงที่จะแก้ปัญหา การที่ผู้บริหารตัดสินแทนศาล ผลพวงจึงปรากฏทุกวันนี้ ผมเชื่อนายกรัฐมนตรีตั้งใจแก้ปัญหา เราต้องทำให้ได้ คือพระบรมราโชวาท "ในหลวง" - "เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา" เมื่อใครทำผิดให้ตำรวจสอบ อัยการฟ้อง ศาลตัดสิน อย่าให้ฝ่ายบริหารตัดสินเอง จนมีผลมาถึงวันนี้ แม้หลังมีโปรดเกล้าฯ นายกฯ ไปนายตำรวจน้ำดีก็เสียชีวิตไป 4 คน" นายชวนกล่าว...