“จุลพันธ์” รมช.คลัง แจงย้ำ รัฐบาลเดินหน้าแก้ปัญหาหนี้สิน-พักหนี้เกษตรกร ให้ประชาชนลืมตาอ้าปากได้ ส่วนสวัสดิการถ้วนหน้า ทยอยทำแน่ แต่ไม่ใช่ตอนนี้ ด้าน “ทนายแจม” ลุกท้วงถูกพาดพิง
เมื่อเวลา 13.17 น. วันที่ 12 กันยายน 2566 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา วาระเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ในวันที่ 2 ว่า วันนี้เป็นการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา มีเพื่อนสมาชิกบางคนเข้าใจผิด และพาดพิงนโยบายของพรรคการเมือง แต่เป็นเรื่องเข้าใจได้เพราะเป็นกระบวนการอภิปราย อีกทั้งมีการพยายามเชื่อมโยงสิ่งที่ได้หาเสียงกันมา ซึ่ง นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เน้นย้ำตั้งแต่การประชุม ครม.นัดพิเศษ เรื่องความเป็นรัฐบาลซึ่งมี 11 พรรคการเมือง เป็นพรรคร่วมรัฐบาล และเน้นย้ำความเป็นรัฐบาลของประชาชน จึงอยากจะให้แยกให้ออกระหว่างนโยบายพรรคการเมืองแต่ละพรรค กับนโยบายรัฐบาล จึงขอให้เพื่อนสมาชิกได้ตระหนัก
นายจุลพันธ์ ระบุต่อไปว่า ขอบคุณข้อสังเกตที่เป็นประโยชน์ในเรื่องปัญหาหนี้สิน และการพักหนี้เกษตรกร ซึ่งนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำแก้ให้ปัญหา โดยนโยบายพักหนี้เกษตรกร 3 ปี มีการเตรียมการล่วงหน้าไปมากแล้ว เชื่อมั่นว่าภายในไตรมาสจะเดินหน้าแก้ปัญหาได้ ซึ่งที่ผ่านมาหลายรัฐบาลพยายามมาแล้ว 13 ครั้ง ยังไม่ได้ช่วยให้เกษตรกรพบทางออกในเรื่องหนี้สินอย่างเป็นรูปธรรม วันนี้การพักหนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญต่อชีวิตพี่น้องภาคการเกษตร ต่อจากนั้นจะมีการดำเนินการนโยบายรัฐอีกมากมาย จะคัดกรองกลุ่มเกษตรกรต่างๆ ตามเงื่อนไขและคุณสมบัติที่เหมาะสม เติมโครงการจูงใจให้ลดภาระเงินต้นได้ มีวิธีการบริหารจัดการหนี้ที่ชัดเจน ส่งเสริมเพิ่มรายได้ ปลูกพืชมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น การเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ตามแนวนโยบายของรัฐบาล ใช้ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ ตั้งเป้าที่จะทำให้ได้ใน 4 ปี เพื่อให้เกษตรกรลืมตาอ้าปากได้อย่างแท้จริง จะมีแนวทางการเจรจาการค้า FTA กับหลายๆ ประเทศ เพื่อเปิดประตูการค้า
...
ตั้งเป้าประเทศไทยกลับมาเป็นครัวโลก
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังมองไปถึงปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังจะมาถึง คือ ภาวะโลกร้อน โลกเดือด แต่ไม่ได้มองเป็นแค่อุปสรรค แต่ยังมองเป็นโอกาสด้วย ที่จะทำให้เกิดภาวะขาดแคลนเรื่องอุปทานด้านอาหารจำนวนมากในโลก หากประเทศไทยสร้างความแข็งแกร่งภาคการเกษตรได้ จะกลับมาเป็นครัวโลกอย่างเต็มภาคภูมิ พี่น้องภาคการเกษตรจะลืมตาอ้าปากได้ โดยมีกลไกอื่นๆ เข้ามาสนับสนุน ช่วยพลิกฟื้นชีวิตเกษตรกร เพราะต้องการทำให้การเกษตรกลับมาเป็นฟันเฟืองทางเศรษฐกิจ กลับมามีรายได้เลี้ยงปากท้องและครอบครัวอย่างมีศักดิ์ศรี
ในส่วน SME ก็มีเตรียมแผนงานช่วยเหลือ และการจัดหาแหล่งทุน รวมถึงปัญหาหนี้สหกรณ์ หนี้ในภาคราชการ อาทิ ครู ตำรวจ ซึ่งอยู่ในสภาวะที่ต้องปรับแก้โครงสร้าง ลดภาระ เพื่อให้กลับมายืนได้อย่างแข็งแกร่ง ที่สำคัญคือหนี้นอกระบบจำนวนมหาศาล หรือที่รู้จักกันดีเรื่องแก๊งหมวกกันน็อก เราต้องเดินหน้าแก้ไขและดึงประชาชนกลับเข้าสู่ระบบที่ถูกต้อง เชื่อว่าด้วยการทำงานของรัฐบาลและความตั้งมั่น จะสามารถแก้ปัญหาให้ประชาชนกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างสะดวกและดีขึ้น
สวัสดิการถ้วนหน้ายังทำไม่ได้ เราต้องอยู่กับความเป็นจริง
นายจุลพันธ์ ยังชี้แจงประเด็นที่ถูกอภิปรายในเรื่องสวัสดิการโดยรัฐ ว่า เราคำนึงภาระงบประมาณ ผ่านโครงการ เช่น 30 บาทรักษาทุกโรค วัคซีนฟรี สวัสดิการรูปต่างๆ ลงไปยังพี่น้องประชาชนหลายภาคส่วน โดยเฉพาะพี่น้องที่มีความจำเป็นต้องการความช่วยเหลือจากภาครัฐ และยังมีอีกหลายๆ โครงการ รวมถึงการปรับแก้กฎหมายที่เป็นอุปสรรค การสร้างรัฐซึ่งเอื้อต่อการทำธุรกิจ
“เราต้องตื่นจากความฝัน และเราต้องอยู่กับความเป็นจริง สถานการณ์ของประเทศไทยในขณะนี้ เราก็รู้ในเรื่องของโครงสร้างงบประมาณ เราก็รู้ในเรื่องของอัตรารายได้ต่อ GDP ซึ่ง GDP ต่อประชากรของไทยมันต่ำกว่าประเทศซึ่งเขาทำสวัสดิการถ้วนหน้ามาก เช่น สวีเดน ฟินแลนด์ นอร์เวย์ โครงสร้างทางเศรษฐกิจเขามีความแตกต่างจากเรามหาศาล ฐานภาษีที่เขาเก็บได้ กับการช่วยเหลือเรื่องของสวัสดิการถ้วนหน้านั้น ในขณะนี้ประเทศไทยเรา ต้องเรียนด้วยความเคารพว่า ด้วยสภาพสภาวะและรายได้ของเราจากการจัดเก็บภาษี ยังไม่อยู่ในจุดที่เราสามารถทำสวัสดิการถ้วนหน้าได้จริงๆ แม้แต่เพื่อนสมาชิกที่อภิปราย เราก็เดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลกันมาช่วงหนึ่ง เราก็รับทราบกันดีว่าข้อจำกัดนี้คืออะไร แม้แต่ทางท่านเองก็รับทราบ ว่าขณะนี้ประเทศไทยยังไม่มีงบประมาณมากเพียงพอที่จะรองรับในการจัดทำสวัสดิการถ้วนหน้า”
ทั้งนี้ สิ่งจำเป็นที่สุดสำหรับประเทศไทยในตอนนี้ คือสร้างเค้กที่ใหญ่ขึ้น เพื่อให้รัฐจัดเก็บภาษีได้มากขึ้น จึงจะสามารถนำภาษีเหล่านั้นไปทำสวัสการ ซึ่งรัฐบาลเศรษฐา มีความตั้งใจเดินหน้าทำสวัสดิการโดยรัฐให้กับประชาชนในระดับที่เหมาะสมและเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตามกรอบการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
พร้อมกันนี้ นายจุลพันธ์ ขอถามกลับว่า ถ้าต้องการให้ทำสวัสดิการถ้วนหน้า คาดว่ารัฐบาลจะเอาแหล่งงบประมาณจากที่ไหน ต้องผูกพันงบประมาณในระยะยาวเท่าไรกับโครงสร้างประเทศไทยที่กำลังจะเข้าสู่สังคมสูงวัย สุดท้ายภาระที่ประเทศต้องแบกรับในอนาคตอันใกล้จะเป็นเท่าไร ตัวเลขเหล่านี้ทุกท่านมีอยู่ในใจ และเรารู้ว่าเป็นภาระที่หนักหน่วง และจะกระทบกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่ภาครัฐจะต้องลงไปทำในอนาคต
“หรือท่านจะเอาเงินมาจากการขายสินทรัพย์ของรัฐบาล เอามาทำสวัสดิการถ้วนหน้างั้นหรือครับ จะขายกองทุนวายุภักษ์อย่างที่ท่านว่า จะยืมกองทุนหมุนเวียน จะกู้แบงก์รัฐผมไม่ทราบ แต่รัฐบาลนี้เราตระหนักในเรื่องของวินัยทางการเงินการคลัง เราคงจะทำเช่นนั้นไม่ได้ แต่เราจะสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจนกระทั่งในที่สุด เราสามารถเดินไปสู่จุดที่เราจะสามารถทำสวัสดิการให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนจนได้”
ทนายแจม ก้าวไกล ลุกประท้วงถูกพาดพิง
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่าในขณะที่ พลอากาศตรีนายแพทย์เฉลิมชัย เครืองาม สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กำลังจะอภิปราย นางสาวศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ หรือ ทนายแจม สส.กทม. พรรคก้าวไกล ได้ขอใช้สิทธิพาดพิงว่า เรื่องสวัสดิการมีตนเป็นคนอภิปรายคนเดียว จึงอยากถามรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ว่า ที่ทำไม่ได้ หรือมุ่งเป็นคนรายกลุ่มเท่านั้น สรุปแล้วสวัสดิการถ้วนหน้าที่เคยได้อยู่แล้ว เช่น เบี้ยผู้สูงอายุ หรือเงินเด็กเล็ก จะไม่มีจริงแล้วใช่หรือไม่ ซึ่งเงินอุดหนุนเด็กเล็ก 600 บาท และเงินผู้สูงอายุ ก็น้อยมากอยู่แล้ว การใช้งบประมาณในการดูแล 2 กลุ่มนี้ คิดว่าไม่ได้มากมายเท่าไร
จากนั้น พลอากาศตรีนายแพทย์เฉลิมชัย มองว่า เรื่องนี้เป็นการอภิปรายซ้ำ ไม่ได้ต้องให้รัฐมนตรีมาตอบ น่าจะเอาไว้รวบยอดภายหลัง ไม่เช่นนั้นจะเป็นการถามตอบรายบุคคล ต่อมา นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขอใช้สิทธิประท้วง พลอากาศตรีนายแพทย์เฉลิมชัย ว่าเพื่อนสมาชิกเสียหาย ซึ่งไม่ใช่การอภิปรายอย่างที่กล่าวหา แต่เป็นการใช้สิทธิพาดพิง เพราะเป็นประเด็นที่ถูกรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังกล่าวถึง จึงขอแก้ว่าได้ใช้สิทธิถูกต้อง ไม่ใช่ให้มีการกล่าวหาว่าเป็นการอภิปราย แต่ทั้งนี้ หากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังอยากทราบว่าเอาเงินมาจากไหน พรรคก้าวไกลมีให้ ไม่ได้ใช้เงินกองทุนต่างๆ แบบดิจิทัลวอลเล็ตแน่นอน
นายพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม วินิจฉัยว่า ไม่น่าจะต้องชี้แจงมากมาย จากนั้น นายจุลพันธ์ ชี้แจงอีกครั้งเห็นด้วยกับ พลอากาศตรีนายแพทย์เฉลิมชัย ว่าไม่ใช่การซักถาม ไม่ใช่กระทู้ และไม่ได้อภิปรายในทางพาดพิงเพื่อให้เกิดความเสียหาย หากจะใช้สิทธิอภิปรายอีกครั้ง ถ้าอยู่ในสัดส่วนเวลาทำได้ แต่ใช้การพาดพิงอย่างเมื่อสักครู่ เลยทำให้เกิดสถานการณ์เช่นนั้น พร้อมขออภัยเพื่อนสมาชิก ส่วนประเด็นที่กล่าวว่านั้น ไม่มีความเสียหายกับตน รัฐบาลยืนยันเช่นเดิมว่าสวัสดิการโดยรัฐจะเดินหน้าในกรอบและระยะเวลาที่เหมาะสม แต่ถ้าจะทำสวัสดิการถ้วนหน้าในขณะนี้ เชื่อว่าทุกคนเข้าใจตรงกันว่าด้วยภาระที่สถานการณ์รัฐบาลปัจจุบันจะเกิดปัญหาในอนาคตอันใกล้ ด้วยสภาพสังคมสูงวัยซึ่งกำลังจะมาถึง แต่ยืนยันว่าจะเดินหน้าสวัสดิการโดยรัฐแน่นอนตามที่บรรจุในแนวนโยบายแห่งรัฐ และจบการอภิปรายในเวลา 13.39 น.