ศาล รธน.ลงมติเอกฉันท์ตีตกคำร้องชงชื่อ “พิธา” ชิงนายกฯซ้ำ ชี้ผู้ร้องไม่ได้ถูกละเมิดสิทธิโดยตรง ไร้สิทธิยื่นร้องตาม ม.213 สั่งขยายเวลาให้ “ก.ก.-ทิม” แจงคดีแก้ ม.112 ล้มล้างการปกครองไป 30 วัน ให้ผู้เกี่ยวข้องส่งเอกสารเพิ่มคดี “ศักดิ์สยาม” ถือหุ้นบุรีเจริญคอนสตรัคชั่น “วันนอร์” นัด 22 ส.ค. โหวตเลือกนายกฯ “โรม” ยัน ก.ก.ไม่ชงชื่อ “พิธา” อีก แต่ดันญัตติร้อนทบทวนมติรัฐสภา 19 ก.ค. “หน.พรรคก.ก.” ยันไม่ยื่นศาล รธน.วินิจฉัยเอง “เศรษฐา” โต้” ชูวิทย์” สอบซื้อที่ดินทองหล่อต้องบริสุทธิ์ใจ ไม่ใช่ตีธงปลุกปั่น ลั่นจัดการตามกฎหมายถึงที่สุด “เฮียชู” โต้ความจริงเริ่มปรากฏ เปิดโปงนิติกรรมอำพราง ลุยฟ้องกลับแจ้งความเท็จ “แสนสิริ” แจงซื้อที่ดินทองหล่อจากเจ้าของโดยตรง ไม่เคยให้กู้พันล้าน “เสรี” กาหัวล่วงหน้า “เสี่ยนิด” ฝ่าด่านยาก อ้างติดใจคุณสมบัติ เพิ่มเงื่อนไข พท.จ่อตั้ง ส.ส.ร.แก้ รธน. หว่านเงินดิจิทัล

จากกรณีรัฐสภายังไม่เรียกประชุมรัฐสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยคำร้องกรณีรัฐสภามีมติห้ามเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) และแคนดิเดตนายกฯของพรรค ก.ก.เป็นนายกฯ เสนอญัตติซ้ำอีกตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ.2563 ข้อ41 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์มีคำสั่งไม่รับคำร้องดังกล่าว

...

ศาล รธน.ถกคำร้องข้อบังคับ 41 ขัด รธน.

เมื่อเวลา 12.43 น. วันที่ 16 ส.ค. สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเผยแพร่เอกสารข่าวระบุว่า เมื่อวันที่ 16 ส.ค. ศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษาคดีที่สำคัญกรณีผู้ตรวจการแผ่นดิน (ผู้ร้อง) ส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 ว่า กรณีรัฐสภา (ผู้ถูกร้อง) มีมติตีความว่าการเสนอชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกฯ (นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค (ก.ก.) ให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบในรอบที่สอง เป็นญัตติทั่วไป ต้องห้ามนำเสนอญัตติซ้ำอีกตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ.2563 ข้อ 41 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 ข้อเท็จจริงตามคำร้อง คำร้องแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องและเอกสารประกอบ สรุปได้ว่า ผู้ตรวจการแผ่นดิน (ผู้ร้อง) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากนายพรชัย เทพปัญญา (ผู้ร้องเรียนที่ 1) และนายบุญส่ง ชเลธร (ผู้ร้องเรียนที่ 2) บุคคลผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขตเลือกตั้งของพรรค ก.ก. และนางปัญญารัตน์ นันทภูษิตานนท์ สส.พรรค ก.ก. และคณะ เป็นประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง และเป็นสมาชิกพรรค ก.ก.จำนวน 17 คน (ผู้ร้องเรียนที่ 3) กับผู้ร้องเรียนเพิ่มเติมอีก 13 คน ซึ่งเป็นประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง โดยผู้ร้องเรียนทุกคนกล่าวอ้างว่าการที่รัฐสภามีมติดังกล่าวละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียนทุกคน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง มาตรา 5 วรรคหนึ่ง มาตรา 25 วรรคสาม และมาตรา 27 และขอให้กำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยให้มีคำสั่งยุติการเลือกนายกฯไว้ก่อนจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย

ผู้มีสิทธิร้องต้องถูกละเมิดโดยตรง

โดยศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ประกอบ พรป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 46 เป็นบทบัญญัติที่มีเจตนารมณ์ให้ศาลรัฐธรรมนูญคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลจากการกระทำละเมิดโดยใช้อำนาจรัฐ แต่บุคคลที่จะมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญต้องเป็นบุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรง สำหรับกระบวนการได้มาซึ่งนายกฯ รัฐธรรมนูญ มาตรา 272 วรรคหนึ่งประกอบมาตรา 159 วรรคหนึ่ง ให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบเฉพาะจากบุคคลที่พรรคการเมืองเสนอ และเป็นผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 เท่านั้น ดังนั้นผู้มีสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาให้ความเห็นชอบจากรัฐสภาต้องเป็นผู้ที่พรรคการเมืองเสนอตามมาตรา 159 วรรคหนึ่ง อันเป็นสิทธิเฉพาะบุคคลที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ก่อตั้งขึ้นเป็นหลักการใหม่ของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นอกเหนือจากสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทยที่บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะในหมวด 3

ผู้ร้องไร้สิทธิมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้อง

เมื่อผู้ร้องเรียนทุกคนไม่ใช่บุคคลที่พรรคการเมืองแจ้งรายชื่อไว้ว่าจะเสนอรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกฯ ทั้งไม่ได้เป็นบุคคลที่พรรคการเมืองเสนอชื่อต่อรัฐสภา ผู้ร้องเรียนทุกคนจึงไม่ใช่บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรง ไม่อาจใช้สิทธิยื่นคำร้องเรียนได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 กรณีไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ใน พรป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา 46 วรรคหนึ่ง ประกอบมีช่องทางในการยื่นคำร้องที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นการเฉพาะแล้ว ดังนั้นผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ได้ ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย เมื่อมีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาแล้วคำขออื่นย่อมเป็นอันตกไป

ขยายเวลา “พิธา–ก.ก.” แจงคดี ม.112

วันเดียวกัน ศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษาคดี กรณีนายธีรยุทธ สุวรรณเกษร (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ว่า การกระทำของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค ก.ก. (ผู้ถูกร้องที่ 1) และพรรค ก.ก. (ผู้ถูกร้อง ที่ 2)ที่เสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ฉบับที่...พ.ศ. ... เพื่อยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้ง และยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง หรือไม่ ทาง ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคำร้องของผู้ถูกร้องทั้งสอง ลงวันที่ 15 ส.ค.2566 ขอขยายระยะเวลายื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาครั้งที่สอง ออกไปอีก 30 วันนับถัดจากวันครบกำหนดขยายระยะเวลาครั้งแรกแล้ว มีคำสั่งอนุญาตตามคำขอ

ปม “เสี่ยโอ๋” เรียกส่งเอกสารเพิ่ม

พร้อมกันนี้ศาลรัฐธรรมนูญยังได้พิจารณากรณี สส.จำนวน 54 คน ยื่นคำร้องต่อประธานสภาฯว่านายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ยังคงถือหุ้นและเป็นเจ้าของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่นอย่างแท้จริง จะทำให้นายศักดิ์สยามเข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการหุ้นหรือกิจการของห้างหุ้นส่วน เป็นการกระทำอันเป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 187 ประกอบ พ.ร.บ.การจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี พ.ศ.2543 มาตรา 4 (1) เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 17 วรรคหนึ่ง (5) หรือไม่ โดยศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้บุคคลที่เกี่ยวข้อง จัดส่งเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยไม่กำหนดเวลา รวม 2 ครั้ง

“วันนอร์” บรรจุเลือกนายกฯ 22 ส.ค.

เมื่อเวลา 16.00 น. ที่รัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา แถลงภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยไม่รับคำร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณีรัฐสภามีมติห้ามเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกฯซ้ำว่า ถือว่า สิ่งที่รัฐสภาประชุมไปเมื่อวันที่ 19 ก.ค.เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ถูกต้อง วันที่ 17 ส.ค. เวลา 14.00 น. จะประชุมฝ่ายกฎหมายและฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการประชุมรัฐสภา หารือกระบวนการเลือกนายกฯ จากนั้นจะนัดประชุมวิป 3 ฝ่าย คือ วุฒิสภา กับสภาทั้งสองฝ่าย วันที่ 18 ส.ค.หาข้อสรุปการเลือกนายกฯ จะออกระเบียบวาระการประชุมรัฐสภาเรียกสมาชิกรัฐสภามาโหวตเลือกนายกฯวันที่ 22 ส.ค. ได้หารือประธานวุฒิสภาแล้ว ส่วนกรณีนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ก.ก.จะเสนอญัตติให้ทบทวนมติที่ประชุมรัฐสภาที่ห้ามเสนอชื่อนายกฯซ้ำ ที่ค้างอยู่ในวาระการประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 4 ส.ค. ถือว่ายังอยู่ในวาระการประชุมรัฐสภา เมื่อมีคำวินิจฉัยออกมาแล้ว คงต้องหารือกันต่อไป อยู่ในกรอบคำวินิจฉัยศาล วันที่ 22 ส.ค.จะดำเนินการให้เรียบร้อยที่สุด แต่จะโหวตนายกฯได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับที่ประชุม

ไม่บังคับแคนดิเดตโชว์วิสัยทัศน์

เมื่อถามว่าในฐานะประธานรัฐสภาเห็นด้วยหรือไม่ว่า แคนดิเดตนายกฯต้องเข้ามาแสดงวิสัยทัศน์ต่อที่ประชุมรัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวว่า รัฐธรรมนูญและข้อบังคับไม่ได้กำหนดให้แคนดิเดตนายกฯมาแสดงวิสัยทัศน์ ขึ้นอยู่กับสภาฯจะเห็นสมควรอย่างไร และขึ้นอยู่กับผู้ถูกเสนอชื่ออยู่ที่ไหน หากอยู่ในห้องประชุมและพร้อมแสดงวิสัยทัศน์ ขึ้นอยู่กับที่ประชุมจะให้แสดงวิสัยทัศน์หรือไม่ แต่ถ้าผู้ถูกเสนอชื่อไม่อยู่ในที่ประชุม คงไม่สะดวก จะนำเรื่องการแสดงวิสัยทัศน์ของนายกฯไปหารือในที่ประชุมวิป 3 ฝ่ายวันที่ 18 ส.ค.เพื่อให้ทุกอย่างดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีข้อกังขาหรือประเด็นยืดเยื้อ ปี 2562 เคยพิจารณาการแสดงวิสัยทัศน์ของผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ มีการสอบถามฝ่ายกฎหมายเหตุใด จึงไม่ให้ผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯต้องแสดงวิสัยทัศน์เหมือนการเลือกประธานสภาฯ ได้รับการชี้แจงว่า เดิมกำหนดให้แสดงวิสัยทัศน์ แต่ภายหลังผู้ร่างข้อบังคับตัดออกไป เพราะเห็นว่าผู้ถูกเสนอชื่ออาจเป็นบุคคลภายนอก ไม่ได้อยู่ในห้องประชุมรัฐสภา รัฐธรรมนูญกำหนดว่าเสนอบุคคลภายนอกได้

“เศรษฐา” สวน “ชูวิทย์” ต้องบริสุทธิ์ใจ

นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย (พท.) ทวีตข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวระบุว่า ตามที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ออกมาแถลงข่าวเกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินแปลงสุขุมวิท 55 ที่ปัจจุบันคือโครงการ คุณ บาย ยู และบริษัท แสนสิริ (จำกัด) มหาชน ได้ออกแถลงการณ์ข้อเท็จจริงแล้ว นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตเคยบริหารแสนสิริมากว่า 30 ปี บริษัทฯผ่านวิกฤติมาหลายครั้ง โดยที่ยังเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งจนเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์แนวหน้าของประเทศ เติบโตมาจนมีทรัพย์สินรวมเกือบ 130,000 ล้านบาท และมีกำไรมากกว่า 4,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา ได้รับการยอมรับ เชื่อถือจากทั้งลูกค้า ผู้ถือหุ้นและสังคมทั่วไป น่าจะเป็นเครื่องยืนยันได้ระดับหนึ่งว่าบริษัทแสนสิริได้ถูกบริหารอย่างมีธรรมาภิบาล

“การตรวจสอบจากทุกฝ่ายนั้นเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ และพร้อมให้ตรวจสอบ แต่การตรวจสอบจะต้องสร้างสรรค์ และทำด้วยเจตนาที่บริสุทธิ์ มีข้อเท็จจริงที่ถูกต้องและไม่บิดเบือน หรือนำเสนอข้อมูลอันเป็นเท็จ ในขณะที่ผมเป็นผู้บริหารบริษัทฯ ที่ดินแปลงสารสินซื้อมาตามราคาตลาดที่เหมาะสม ส่วนที่ดินแปลงทองหล่อซื้อมาในราคาตารางวาละ 1,100,000 บาท เป็นราคาตลาดตามปกติในขณะนั้น” นายเศรษฐาระบุ

จวกปักธงปลุกปั่นไม่ถูกต้อง

นายเศรษฐาระบุอีกว่า การกระทำใดๆที่บิดเบือน ไม่เป็นความจริง ฝ่ายกฎหมายจะรวบรวมข้อมูลเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง และต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม จนถึงที่สุดอย่างแน่นอน การที่ฝ่ายกฎหมายของบ้านเมืองเข้ามาตรวจสอบ เป็นเรื่องที่ถูกต้องและพึงกระทำ แต่การที่บุคคลหนึ่งปลุกปั่น ตั้งสมมติฐานขึ้นมาเอง โดยมีเป้าหมายบางประการเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง

“อ้วน” โอด พท.ถูกเหยียดหยามด้อยค่า

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า การดำเนินงานการเมืองครั้งนี้กับความพยายามคลี่คลายความขัดแย้งที่ยาวนานกว่า 20 ปี หัวใจสำคัญคือแต่ละฝ่ายยอมถอยคนละก้าว กระบวนทัศน์เดิมทางการเมืองมองพรรคการเมืองคู่แข่งคือ ปัจจุบันยังเพิ่มอารมณ์เหยียดหยามด้อยค่า หากเปลี่ยนมุมคิดใช้การเมืองเป็นเวทีพูดคุย ทำงานร่วมกัน ช่วยสลายขั้วความขัดแย้งและนำพาบ้านเมืองออกจากหล่มความขัดแย้งดังกล่าว พรรค พท.จำเป็นต้องแสวงหาทางเลือกที่ดีที่สุดและเป็นรูปธรรม เปิดใจกว้างจับมือทำงานร่วมกับทุกพรรค ที่ล้วนแล้วแต่ได้รับคะแนนเสียงการเลือกตั้งมาจากประชาชนที่หลากหลาย เรายอมเสียต้นทุนทางการเมืองบางส่วนด้วยความเชื่อว่า ทารกที่คลอดจากครรภ์มารดา ล้วนผ่านความเจ็บปวดฉันใด การเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งใหม่ที่ดีขึ้น ย่อมต้องผ่านความเจ็บปวดฉันนั้น

“ประเสริฐ” ค้าน ก.ก.ชงญัตติซ้ำ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรค พท. กล่าวว่า การโหวตนายกฯ ครั้งนี้มั่นใจว่าจะได้รับเสียงสนับสนุนนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯพรรค พท.จากที่ประชุมรัฐสภาเกินกึ่งหนึ่ง แบบครั้งเดียวผ่าน เพราะรวมเสียงเกินกึ่งหนึ่งแล้วทั้งเสียงจาก สส.และ สว. เมื่อถามว่าถ้าหากครั้งนี้ชื่อนายเศรษฐาไม่ผ่าน จะมีการเสนอชื่อ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกฯต่อหรือไม่ นายประเสริฐกล่าวว่า เอาไว้ค่อยคิดกันแต่มั่นใจว่าครั้งเดียวผ่าน เพราะไม่มีเงื่อนไขให้ สว.ไม่สบายใจ ส่วนกรณีพรรค ก.ก.จะเสนอญัตติทบทวนการมติรัฐสภาห้ามเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯซ้ำ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้องแล้ว ทำให้เป็นไปตามมติ รัฐสภาคือไม่สามารถเสนอชื่อซ้ำได้ ยกเว้นมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไปเสนอชื่อซ้ำได้ แต่ขณะนี้มีการเสนอชื่อนายเศรษฐาด้วย ถ้ามองการเมืองขณะนี้พรรค ก.ก.ไม่น่าเสนอชื่อนายพิธาซ้ำ พรรค พท.แยกกับพรรค ก.ก.แล้ว น้ำหนักจำนวนเสียงมาที่พรรค พท. แต่ไม่ทราบว่าจะมีการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯจากพรรคอื่นหรือไม่

“ทักษิณ” กลับบ้านให้ฟังจากปากเอง

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อพรรค พท.ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ทวีตข้อมูลผ่านสื่อบางสำนักระบุนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯจะเดินทางกลับไทยวันที่ 21-22 ส.ค.พร้อมตั้งคำถาม“จริงนะ?”ว่า นายทักษิณจะเดินทางกลับประเทศไทยวันใดเป็นสิทธิโดยชอบ ไม่เกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เดินทางกลับมาเพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามกฎหมายปกติ จะเดินทางกลับวันใด ลงสนามบินไหน เป็นสิทธิอันชอบของท่านจะเลือกตัดสินใจ นายทักษิณเคยแจ้งว่าจะเดินทางกลับประเทศไทยไม่เกิน 2 สัปดาห์ จาก 10 ส.ค.เมื่อถึงกำหนดเวลาที่เหมาะสมท่านจะเดินทางกลับมา ขอยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และสำหรับกำหนดการเดินทางของนายทักษิณ อยากให้รอฟังจากเจ้าตัวหรือบุคคลในครอบครัวจะมีความชัดเจนที่สุด

“พัฒนา” งัดคำพูด “ธนาธร” กดดัน ก.ก.

นายพัฒนา สัพโส สส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พรรคก้าวไกลมีมติไม่โหวตให้แคนดิเดตนายกฯพรรค พท.ว่า ไม่สิ้นหวังและยังมีความหวังอยู่จำได้ว่านายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ช่วยหาเสียง พรรค ก.ก. เคยพูดบนเวทีดีเบตว่าพรรคการเมืองต้องช่วยกันโหวตเสียงในรัฐสภาให้ได้เสียงเกิน 375 เพื่อให้ได้นายกฯจากพรรคการเมือง และยังเรียกร้องให้พรรคต่างๆยกมือให้กับพรรคที่รวมเสียงข้างมากได้เพื่อล้ม สว. จึงยังมีความหวังกับการโหวตจากพรรค ก.ก. เมื่อเราตั้งรัฐบาลได้สำเร็จแล้วต่อไปยังร่วมกันทำกฎหมายที่เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยเต็มรูปแบบได้ ก่อนหน้านี้เลือกตั้งปี 62 พรรคพท.เคยโหวตให้นายธนาธรเป็นนายกฯ ทั้งที่พรรค พท.ได้รับเสียง สส.มาเป็นอันดับหนึ่ง และที่ผ่านมาตนเต็มใจโหวตให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกฯจากพรรค ก.ก. ที่พูดไม่ได้จะทวงบุญคุณ แต่หวังให้เห็นถึงความสำคัญกับการที่นายกฯต้องมาจาก สส. ขอให้น้องๆในพรรค ก.ก.ช่วยโหวตนายกฯจากพรรค พท. ด้วยเหตุผลที่เป็นทางออกในสถานการณ์ปัจจุบัน

“โรม” ชี้ “เสี่ยนิด”ถูก สว.ตั้งเเง่ซ้ำรอย ก.ก.

ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อในฐานะโฆษกพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ให้สัมภาษณ์ถึงการที่ ส.ว.เริ่มทยอยออกมาตั้งแง่ต่อชื่อนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯพรรค พท.ด้วยเหตุผลหลายเรื่อง อาทิ ถูกร้องเรียนมีพฤติกรรมหลบเลี่ยงภาษีซื้อขายที่ดิน ต้องยอมรับว่า สว.ส่วนมากไม่ได้มาเพื่อรับใช้ประชาชน หลายคนชัดเจนว่ามาเพื่อลุงทำหน้าที่ให้ลุง สุดท้ายพอปล่อยให้ สว.หรือขั้วอำนาจเดิมกำหนดเส้นทางในการเดินของรัฐบาลใหม่ เริ่มเห็นกระบวนการตีปี๊บของ สว. สถานการณ์คล้ายกับสิ่งที่พรรค ก.ก.เจอ พอเราปล่อยให้เขากำหนดทิศทางเดิน ต้องมีราคาที่ต้องจ่าย เรื่องเจรจาเก้าอี้ไม่ขอวิจารณ์ แต่ไม่เห็นด้วยถ้ารัฐมนตรีคนเดิมที่เคยถูกกล่าวหาทุจริตคอร์รัปชันแล้วไปนั่งทับกระทรวงเดิม โอกาสจะตรวจสอบและดำเนินคดีจริงจังยากมาก

หวั่นบางฝ่ายปูทางนายกฯคนนอก

ต่อมาเวลา 14.30 น. นายรังสิมันต์แถลงภายหลังทราบมติศาลรัฐธรรมนูญว่า พรรค ก.ก.ยืนยันตลอดว่ากรณีเช่นนี้รัฐสภาควรว่ากันเองได้ ไม่จำเป็นต้องให้องค์กรภายนอก เช่น ศาลรัฐธรรมนูญเข้ามา จึงเป็นที่มาเมื่อวันที่ 4 ส.ค.จึงเสนอญัตติให้ทบทวนมติที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 19 ก.ค. ประชุมครั้งต่อไปพรรคยืนยันจะเสนอญัตติดังกล่าว ทั้งนี้ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค ก.ก.และแคนดิเดตนายกฯ ในฐานะผู้ได้รับความเสียหายโดยตรง จะไม่ยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นกิจการของสภา เป็นเรื่องหลักการ ศาลรัฐธรรมนูญไม่ควรเข้ามา ไม่ได้เสนอเพื่อให้นายพิธากลับมาเป็นแคนดิเดตนายกฯอีก จะเป็นใครล้วนได้ประโยชน์จากข้อเสนอของเรา ยกเว้นบางฝ่ายจะวางหมากให้การเสนอแคนดิเดตได้ครั้งเดียว เช่น พรรค ก.ก.ไม่ผ่าน อีกบางพรรคไม่ผ่าน แล้วหวังว่าตัวเองจะได้ประโยชน์ หรือปูทางไปสู่นายกฯคนนอก นาทีนี้ไม่ใช่ง่ายต้องอาศัยเสียง 2 ใน 3 ของสมาชิกทั้ง 2 สภาเท่าที่มีอยู่

“พิธา” ยันไม่ยื่นร้องต่อศาล รธน.เอง

ช่วงเย็นนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค ก.ก.ให้สัมภาษณ์ถึงศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยไม่รับคำร้องกรณีรัฐสภา มีมติห้ามเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกฯซ้ำว่า เป็นปัญหาของสภาฯ ดังนั้น ควรแก้กันอยู่ที่สภาฯอย่างที่นายรังสิมันต์ โรม โฆษกพรรค ก.ก.ยื่นญัตติหารือต่อที่ประชุมไปแล้ว ไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องอะไรกับการสิ้นสุดหรือการเสนอชื่อนายกฯ ถ้าประธานสภาฯบอกว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไป คงจะไปต่อได้ ปัญหาที่สภาฯควรแก้ที่สภาฯ เมื่อถามว่าจะยื่นศาลเองหรือไม่ เพราะมติตีตกเป็นเพราะผู้ร้องไม่ได้เป็นผู้เสียหายโดยตรง นายพิธาระบุว่า ไม่ได้ยื่น เป็นเรื่องของฝ่ายนิติบัญญัติ อยู่ที่ฝ่ายนิติบัญญัติ เมื่อถามถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญอนุญาตให้ขยายเวลาการชี้แจงคำร้องเรื่องการหาเสียงแก้ไข มาตรา 112 เป็นการล้มล้างการปกครองหรือไม่ จะเป็นผลดีกับพรรค ก.ก.หรือไม่ นายพิธาระบุว่า ตามปกติมีโอกาสได้ขยายว่าไม่ได้เป็นการล้มล้างอย่างที่ถูกกล่าวหา ทั้งนี้ ช่วงวันที่ 18-20 ส.ค. จะลงพื้นที่ช่วยผู้สมัคร สส. เขต 3 จ.ระยอง หาเสียงเลือกตั้งซ่อมเช่นเดิม

ก.ก.ชงญัตติด่วนประชามติตั้ง ส.ส.ร.

เมื่อเวลา 11.40 น. ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรค ก.ก. แถลงว่า พรรค ก.ก.จะเสนอญัตติด่วนให้สภาฯพิจารณาเห็นชอบ และแจ้งให้ ครม.ดำเนินการให้มีการออกเสียงประชามติ เพื่อสอบถามความเห็นของประชาชนต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามขั้นตอนรัฐธรรมนูญ ปี 60 เป็นไปได้ที่ประชาชนจะเข้าคูหา 4 ครั้ง ประกอบด้วยประชามติ 2 ครั้ง ต่อด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ร. 1 ครั้งและประชามติหลังมีร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ร่างโดย ส.ส.ร. 1 ครั้ง ขั้นตอนแรกคือจัดทำประชามติครั้งที่ 1 ก่อนเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อถามประชาชนว่าเห็นด้วยให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ พรรค ก.ก.เห็นว่าควรร่างใหม่ทั้งฉบับ คำถามนี้ ยังถามถึงหลักการสำคัญว่า ส.ส.ร.ควรมาจากการเลือกตั้ง 100% หรือไม่ เป็นคำถามที่เข้าใจง่ายไม่ชี้นำ แตกต่างจากปี 2559 ที่มีคำถามพ่วงซ้ำซ้อนชี้นำ

ยืนกรานไม่ใช่เปลี่ยนการปกครอง

นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า ขอความร่วมมือทุกพรรคที่เห็นชอบว่าควรจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ให้ร่วมมือกับเรา โดยให้ญัตตินี้ถูกพิจารณาโดยเร็วที่สุด และให้เห็นด้วยกับคำถามที่เสนอไป เมื่อมีการพูดถึงการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ อาจมีข้อกังวลจากบางภาคส่วนว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองหรือไม่ ส่วนนี้ขอชี้แจงว่าการให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับนั้น ไม่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองได้ เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา 255 ระบุว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญใดๆก็ตามหรือ การนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะต้องไม่ทำสองอย่างคือ ต้องไม่ทำเนื้อหาใดๆที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง และไม่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ

กมธ.ยังไม่สรุปซื้อขายที่ดิน “เสี่ยนิด”

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สว. ในฐานะประธานกรรมาธิการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการพิจารณาคำร้องตรวจสสอบพฤติกรรมนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย กรณีถูกร้องเรียนมีพฤติกรรมหลบเลี่ยงภาษีซื้อขายที่ดิน สมัยดำรงตำแหน่งผู้บริหารบริษัทแสนสิริ ว่า กมธ.ทำหนังสือเพื่อขอข้อมูลจากกรมที่ดิน เมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา แต่คาดว่าติดวันหยุดยาวทำให้กรมที่ดินไม่สามารถจัดส่งเอกสารได้ทันการพิจารณาของ กมธ. แต่ให้เจ้าหน้าที่ติดตามอย่างเร่งด่วนแล้ว พร้อมกับนำข้อมูลที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ออกมาเปิดเผยข้อมูลการทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินของนายเศรษฐาทุกเรื่อง มาร่วมพิจารณาเพิ่มเติมด้วย ขณะนี้ กมธ.ยังไม่สรุปรายละเอียดได้ว่านายเศรษฐาเข้าข่ายมีลักษณะต้องห้าม หรือเหมาะสมเป็นนายกฯหรือไม่ ขอดูเอกสารที่เกี่ยวข้องต่างๆให้ครบถ้วนก่อน ขณะที่นายเศรษฐานั้นคงไม่เชิญมาชี้แจงเพราะเป็นประเด็นสาธารณะที่เจ้าตัวมีสิทธิจะชี้แจงหรือไม่ชี้แจงต่อสาธารณะก็ได้

กาหัวล่วงหน้าชื่อ “เศรษฐา” ผ่านยาก

นายเสรีกล่าวว่า ส่วนทิศทางการโหวตนายกฯ หลังพรรค ก.ก.มีมติไม่โหวตสนับสนุนนายกฯพรรคพท. ยังไม่มีอะไรไว้ใจได้ แม้พรรค ก.ก.จะแถลงไม่โหวตให้ แต่ข้อเท็จจริงต้องพิจารณาในวันประชุมรัฐสภา อย่างที่เคยพูดไปการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯของพรรค พท. ท้ายสุดอาจไม่ใช่นายเศรษฐาก็ได้ ให้รอดูวันสุดท้าย เมื่อถามว่าการโหวตนายกฯต้องอาศัยเสียง สว.ให้ถึงเกณฑ์ 375 เสียง หาก สว.ยังแคลงใจนายเศรษฐา จะเป็นเกมบีบให้เปลี่ยนตัวนายเศรษฐาหรือไม่ นายเสรีตอบว่า สว.ไม่เกี่ยวจะบีบได้อย่างไร เงื่อนไขที่ สว.ใช้พิจารณานอกเหนือจากคุณสมบัตินายเศรษฐา เพราะต้องดูนโยบายทิศทางการนำประเทศ มองดูแล้วพรรค พท.มีนโยบายทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญโดยให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากการเลือกตั้ง อาจทำให้ประเทศยุ่งยากวุ่นวาย รวมถึงนโยบายเศรษฐกิจแจกเงินดิจิทัลทั้งหมดล้วนเป็นประเด็นทำให้ชื่อนายเศรษฐาไม่น่าจะผ่านไปได้ การโหวตนายกฯนั้น เชื่อว่ายังไม่นิ่ง เพราะพรรคร่วมรัฐบาลที่ตกลงจะจัดตั้งรัฐบาลร่วมกัน ยังตกลงกันไม่ได้ ยังไม่นิ่ง ส่วน สว.ต้องรอดูว่าสุดท้ายพรรคร่วมรัฐบาลจะยอมรับและโหวตนายกฯได้ในเร็วๆนี้หรือไม่

สว.ผวา “พิธา” ตลบหลังยื่นศาล รธน.

นายสมชาย แสวงการ สว. กล่าวว่า มติศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมาชี้ชัดว่า ผู้ยื่นคำร้องไม่ใช่ผู้ถูกกระทบสิทธิเสรีภาพโดยตรง ดังนั้นนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค ก.ก. ในฐานะแคนดิเดตนายกฯที่ถูกกระทบสิทธิ ยังมีสิทธิจะยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาประเด็นมติที่ประชุมรัฐสภา วันที่ 19 ก.ค. ได้ นายพิธาควรเสียสละไม่ยื่นคำร้อง เพื่อให้เดินหน้าโหวตนายกฯดำเนินการต่อไปได้ แต่จะโหวตนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตจากพรรค พท.เป็นนายกฯได้หรือไม่คนละเรื่อง ไม่ทราบว่าพรรค ก.ก.จะให้นายพิธายื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ หากทำอาจทำให้การโหวตนายกฯ วันที่ 22 ส.ค. ถูกชะลอไปอีก ทำให้การเมืองไทยติดกับดัก หากหาเหตุเพื่อยื้อการโหวตไปจน สว.หมดวาระ และหมดอำนาจเลือกนายกฯ ขอชี้แจงประเด็นดังกล่าวไม่เกี่ยวกับ สว. แต่อยู่ที่พรรคการเมืองและ สส. 500 คน จะตกลงกันเอง สว.เป็นแค่แขกที่ถูกเชิญไปร่วมงานเท่านั้น

“หนู” รับไม่ได้นั่งที่เก่าหาว่าฝังอิทธิพล

เมื่อเวลา 11.20 น. ที่รัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและ รมว.สาธารณสุข ในฐานะ หัวหน้าพรรค ภท. กล่าวถึงความชัดเจนการแบ่งโควตากระทรวงว่า รอนัดพูดคุยกัน เมื่อถามว่ามีกระแสข่าวว่าพรรคร่วมรัฐบาลเคลียร์แบ่งเก้าอี้รัฐมนตรีไม่ลงตัว นายอนุทินกล่าวว่า ไม่เคยมีการคุยไม่ลงตัว อย่าไปกังวลตรงนั้น เมื่อถามว่าพรรค ภท.ชัดเจนแล้วใช่หรือไม่ว่าได้สูตร 4+4 นายอนุทินตอบว่า มีการพูดคุยกันเบื้องต้น ยังไม่ได้ซีเรียสอะไร เมื่อถึงเวลาพูดคุยกัน เราต้องคำนึงถึงองค์รวม ถ้าได้สานต่องานเดิมมีความต่อเนื่องก็ดีเหมือนกัน แต่ไม่ควรตั้งข้อจำกัดอะไร ต้องว่ากันด้วยเหตุผล แต่ถ้าบอกเหตุผลว่าอยู่กระทรวงเดิมไม่ได้ เพราะจะขยายอิทธิพลหรือทำให้ไม่โปร่งใสอย่างนี้ก็รับไม่ได้ แต่ถ้าคุยด้วยเหตุผลอื่น เช่น อยากใช้นโยบายของแต่ละพรรคมาทำบ้าง ต้องมาคุยกัน โดยคุยกับพรรค พท.ไปหลายครั้งแล้ว ควรจะคุยให้จบก่อนโหวตเลือกนายกฯ ท่าทีพรรค พท.ไม่เคยยืนยันว่าต้องโหวตนายกฯก่อน น่าจะนัดพูดคุยกันอีกใน 2-3 วัน หากพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เข้ามาร่วมรัฐบาล ถ้าเราทำให้ความมั่นคงของรัฐบาลชัดเจนได้ยิ่งดี เราไม่มีปัญหา อยู่ที่พรรคแกนนำจะพิจารณา

ยังไม่คิดแผนสำรองแทน “เสี่ยนิด”

เมื่อถามว่าดูจากท่าที สว.บางคนขณะนี้ ดูเหมือนการเสนอชื่อนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯพรรค พท.เป็นนายกฯ อาจมีอุปสรรค เตรียมแผนว่าเสนอชื่อ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกฯพรรค พท. หรือนายอนุทินต่อหรือไม่ นายอนุทินตอบว่า ให้เป็นไปตามขั้นตอนและสถานการณ์ อย่าไปคิดในสิ่งที่ยังไม่เกิด เมื่อถามว่าประเมินว่าการโหวตนายกฯจะจบที่นายเศรษฐาหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ถ้าเราคุยกับพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและพรรคร่วมฯให้เรียบร้อย การนำเสนอแคนดิเดตนายกฯเป็นการเสนอของพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ถ้าคุยกันเรียบร้อยทุกอย่าง แถลงข่าวร่วมกันและเสนอชื่อต่อที่ประชุมสภา ต้องเป็นไปในรูปแบบนั้น ทุกคนต้องทำตามข้อตกลงและกติกา ยิ่งมีเงื่อนไขมากยิ่งใช้เวลา เราต้องรับฟังซึ่งกันและกัน ไม่มีใครกำหนดอะไรได้ฝ่ายเดียวหรอก

“อู๊ดด้า” หัก “เดชอิศม์”ไม่เคยให้ไปดีล

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รักษาการหัวหน้าพรรค ปชป. ให้สัมภาษณ์ว่า การโหวตนายกฯที่ประชุม กก.บห.ยังไม่พูดคุยกัน ต้องดูความชัดเจนของพรรคพท.เสนอชื่อนายกฯว่าจะเป็นผู้ใด จากนั้นถึงจะพิจารณา อำนาจคณะ กก.บห.ชุดรักษาการ ยังมีอำนาจเต็มทุกอย่าง ตราบเท่าที่ยังไม่มีชุดใหม่ จนถึงวันนี้พรรคไม่มีแนวทางไปเจรจาตั้งรัฐบาล ไม่ได้แปลว่าเขาทาบทาม มาหรือยัง แต่เราไม่ได้คิดว่าต้องไปร่วมตั้งรัฐบาลด้วย ไม่ได้มอบหมายให้ใครไปเจรจา ตั้งรัฐบาลกับใคร ไม่ได้ตั้งธงร่วมรัฐบาล ถ้าตั้งธงคงตั้งตัวแทนไปแล้ว เมื่อถามว่าถ้ามีเทียบเชิญพร้อมไปร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายจุรินทร์ตอบว่า ไม่ขอตอบ จะกลายเป็นว่าอยากร่วมรัฐบาล กรณีนายเดชอิศม์ ขาวทอง รักษาการรองหัวหน้าพรรค ปชป.ยอมรับว่าไปคุยกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จริง เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ใช่เรื่องของพรรค อย่างน้อยที่สุดในฐานะรักษาการหัวหน้าพรรค ไม่เคยมอบหมายให้ใครไปเจรจาตั้งรัฐบาล เชื่อว่าประชาชนแยกแยะออก

“เฉลิมชัย” ย้ำไม่มีพรรคใดทาบทาม

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รักษาการเลขาธิการพรรค ปชป. กล่าวว่า ทุกคนในพรรคทราบดีว่า กก.บห.พรรค ชุดรักษาการ มีอำนาจเต็มในการตัดสินใจได้ทุกเรื่องที่เป็นไปตามข้อบังคับพรรค และถ้าตัดสินใจจะร่วมรัฐบาลหรือไม่ร่วมต้องประชุมร่วมกับ สส.ตามข้อบังคับพรรค เมื่อมีมติแล้ว สส.สามารถดำเนินการตามมติพรรคได้เลยไม่มีอะไรสะดุด วันนี้มีคนพูดจาเยอะแยะมาก พูดจาส่งเดช ทั้งๆที่ยังไม่มีการพูดคุยอะไร เดาไปเองแล้วจินตนาการไปเองพูดพล่ามกัน ต้องรอให้ถึงเวลาก่อน แต่การประชุม กก.บห.รักษาการยังไม่หารือเรื่องการโหวตนายกฯเพราะต้องรอการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อถามอีกว่า พรรคพท.ได้ติดต่อพรรค ปชป.ให้ร่วมรัฐบาลมาแล้วหรือไม่ นายเฉลิมชัยตอบว่า สำหรับตนยังไม่มี เคยบอกมาตั้งแต่ต้นแล้วว่า ไม่มีพรรคไหนติดต่อมาทั้งนั้น

เข็น “บัญญัติ” สู้ศึก ลต.ซ่อมระยอง

ต่อมานายสาธิต ปิตุเตชะ รักษาการรองหัวหน้าพรรค ปชป. ดูแลภาคกลาง แถลงผลการประชุม กก.บห. พรรค ปชป.ว่า ที่ประชุมมีมติส่ง นพ.บัญญัติ เจตนจันทร์ อดีต สส. 3 สมัยของพรรค เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อม สส.ระยอง เขต 3 เพราะทำงานในสภาฯอย่างเข้มแข็งต่อเนื่อง ไม่เคยมีประวัติการทุจริตคอร์รัปชันหรือปัญหาความประพฤติใดๆ ทำงานให้คนในพื้นที่มายาวนาน เชื่อมั่นทำหน้าที่เป็นตัวแทนคนในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี ทั้งมีความดีและมีความพร้อม ขณะที่ น.ส.ผ่องศรี ธาราภูมิ กก.บห.พรรค ปชป. กล่าวว่า นับจากวันนี้ไปจนถึงวันเลือกตั้งพรรควางแผนรณรงค์หาเสียงกับผู้สมัครและทุกภาคส่วน เพื่อให้ชาวระยองได้เห็นถึงคุณภาพผู้สมัครของพรรค เชื่อว่าชาวระยองจะให้โอกาส นพ.บัญญัติ ได้เป็นผู้แทนอีกครั้ง ด้าน นพ.บัญญัติกล่าวว่า เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 16 ส.ค. ได้ไปสมัครรับเลือกตั้ง ที่ว่าการอำเภอแกลง จ.ระยอง แล้วได้เบอร์ 2

“ชูวิทย์” โต้ความจริงเริ่มปรากฏ

วันเดียวกัน นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ นักเคลื่อนไหวโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า โจรใส่สูทปล้น “ให้กู้ 1,000 ล้านผิดคน” ความจริงเริ่มปรากฏเพียงแค่ไม่ถึงวัน น.ส.พินิช แม่บ้าน ที่ผมเอาขึ้นมาแสดงว่าเป็น “นอมินี” ใน บ.เอ็น แอนด์ เอ็นที่มีหุ้น ถึง 99.99% คู่กับนายสมศักดิ์ รปภ.ออกมาแสดงตัวว่า “ไม่ได้เกี่ยวข้อง” ไปแจ้งความที่ สภ.เชียงยืน จ.มหาสารคาม ทั้งที่มีชื่อมีบัตรประชาชนและได้รับเงินกู้จากบริษัทลูกของแสนสิริสูงถึง 1,000 ล้านบาทอันแสดงว่า น.ส.พินิช “ถูกสวมบัตรประชาชน” ไปกู้เงินเพราะในวันที่รับเงินกู้ 1,000 ล้านดำเนินการโดยนายสมศักดิ์ที่เป็นกรรมการคู่กันเป็นผู้เซ็นชื่อนิติกรรม ที่สำนักงานที่ดินด้วยตัวเอง (ยังไม่รู้ว่าตัวปลอมอีกหรือเปล่า!) แสนสิริที่เป็นบริษัทมหาชน ไม่ได้ตรวจสอบ หรือ “แกล้งไม่ได้ตรวจสอบ”? เพราะเป็นคนนำเช็คเงินกู้ถึง 1,000 ล้านไปให้กับใคร? เข้าบัญชีใคร? จะอ้างว่าไม่ทราบคงไม่ได้ จะตะแบงอย่างไรความจริงจะปรากฏ ในเมื่อเจ้าของบริษัทออกมาบอกว่า ไม่ใช่ตัวเอง และยืนยันไม่รู้เรื่อง อย่างนี้มืออาชีพหรือเปล่า?

ย้ำหัวตะปู “นิติกรรมอำพราง”

นายชูวิทย์โพสต์อีกว่า นี่เป็น “นิติกรรมอำพราง” อย่างสมบูรณ์แบบ สวมบัตร ซื้อบริษัท รับโอนหุ้น กู้เงิน 1,000 ล้าน รับเช็คเงินกู้ และจ่ายคืนให้ธนาคาร นำเงินกู้ที่เหลือไปขายที่ดิน (ใจกลางทองหล่อ) ให้ และโอนหุ้นตัดตอนให้อีกคน หลังจากนั้นไม่ส่งงบติดต่อกัน 5 ปี กลายเป็นบริษัทร้าง กระบวนการ “ปั่นค่าที่ บวมเงินมัดจำ ตัดตอนบริษัท” ยังมีอีกหลายแปลงจะนำเสนอต่อไปก่อนการโหวตนายกฯ หากผมเป็นบริษัทแสนสิริคงกลุ้มใจตาย เพราะคู่สัญญาหรือคนที่ถูกอ้างชื่อเป็นเจ้าของ บ.เอ็น แอนด์ เอ็น บอกไม่รู้เรื่อง ไปแจ้งความแล้ว ถ้าแสนสิริไม่ไปแจ้งความบ้างว่า ตัวเองให้เงินกู้ 1,000 ล้าน ผิดคน คงผิดปกติ งานนี้หากผมไม่แฉคงแกล้งโง่ไปอีกนาน นี่เป็นกระบวนการ “อาชญากรรมเศรษฐกิจ” ของแท้

ถองกลับฟ้อง “เศรษฐา-วิญญัติ”

ต่อมาช่วงบ่ายที่ศาลอาญา นายชูวิทย์ไปยื่นฟ้องนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ พรรค พท. และนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ ฐานฟ้องเท็จ หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรียกค่าเสียหาย 9 หมื่นบาท กรณีนายเศรษฐามอบอำนาจให้นายวิญญัติยื่นฟ้องตนเอง เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ที่แถลงกล่าวหาเลี่ยงภาษีซื้อขายที่ดินย่านถนนสารสิน ศาลรับคำฟ้องไว้ไต่สวนมูลฟ้องเป็นคดีดำ ที่ อ.2400/2566 ศาลนัดไต่สวนวันที่ 30 ต.ค. นายชูวิทย์เผยว่า ยื่นฟ้องนายเศรษฐาและนายวิญญัติ กรณีเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ต้องได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย นายวิญญัติคงเล่นการเมืองมากไปพูดมากเกินหน้าที่ และจะยื่นร้องมรรยาททนายความด้วย และในวันที่ 17 ส.ค. ไปยื่นเรื่องที่ตลาดหลักทรัพย์ ให้สอบสวนว่านายเศรษฐา ทำธุรกรรมซื้อขายโอนจ่ายเช็คถูกต้องหรือไม่ ในฐานะตนเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทแสนสิริในตลาดหลักทรัพย์ 2 หมื่นหุ้น ถือเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย จากนั้นจะไปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ยื่นเรื่องทั้งหมดให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร.สอบสวนกรณีการตั้งนอมินีซื้อขายที่ดิน จะส่งผลไปถึงเรื่องการยึดทรัพย์เพราะถือเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ

“แสนสิริ” โต้ซื้อที่ดินโดยตรง-ไม่เคยกู้

ขณะที่บริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน) ออกแถลงการณ์ เรื่องที่ดินซอยทองหล่อ โครงการคุณ บาย ยู จากคำพูดบิดเบือนกล่าวอ้างของนายชูวิทย์เรื่องนอมินี ระบุ บ.แสนสิริยืนยันบุคคลที่กล่าวอ้าง ได้แก่ คุณพินิช คำยศ คุณพีระพงษ์ ทานรัมย์ คุณสมศักดิ์ มติยาภักดิ์และคุณยงยุทธ์ ประกิ่ง ไม่ใช่นอมินี หรือตัวแทนบริษัท และบริษัทในเครือ กรรมการหรือผู้บริหาร แต่เป็นคนของบริษัท เอ็น แอนด์ เอ็น แอสเซ็ท จำกัด เจ้าของที่ดินตั้งแต่ปี 51 ทั้งนี้ แสนสิริซื้อและโอนที่ดินแปลงนี้โดยตรงจากบริษัท เอ็น แอนด์ เอ็น แอสเซ็ท จำกัด ไม่ใช่ซื้อผ่านตัวกลางหรือรับโอนหุ้นและไม่เคยให้กู้ยืมเงินแก่ผู้ขาย เป็นการจำนองเพื่อประกันการปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายของผู้ขายวงเงิน 1,000 ล้านบาท ที่ครอบคลุมราคาที่ดิน และค่าเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการไม่ปฏิบัติตามสัญญาของผู้ขาย อย่างไรก็ตาม แสนสิริชำระเงินค่าที่ดินครบถ้วน และได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญาถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ

กกต.แจงยังไม่ยกคดี ม.151 หุ้นไอทีวี

วันเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่เอกสารข่าว ชี้แจงกรณีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ โพสต์ข้อความระบุคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน กกต.มีมติยกคำร้องคดีอาญามาตรา 151 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.กรณีถือหุ้นไอทีวีว่า กกต.ขอชี้แจงว่าความเห็นของคณะกรรมการไต่สวนเป็นความเห็นเบื้องต้น เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสืบสวนและไต่สวนเท่านั้น การพิจารณาเสนอความเห็นว่า นายพิธากระทำความผิดตามมาตรา 151 หรือไม่ กกต.ต้องนำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาใช้ประกอบการตัดสินใจที่จะดำเนินคดีอาญากับนายพิธาหรือไม่ประการใด สำหรับการยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีสมาชิกภาพ สส.ของนายพิธาตามมาตรา 82 แห่งรัฐธรรมนูญ หากวินิจฉัยเป็นประการใดย่อมส่งผลโดยตรงต่อสมาชิกภาพ สส.ของนายพิธาเฉพาะตน ผูกพันทุกองค์กร ดังนั้น การนำข้อมูลมาเสนอต่อสาธารณชนอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความสับสนและเข้าใจผิดว่า กระบวนการมาตรา 151 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.เป็นกระบวนการเดียวกับศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดเรื่องคุณสมบัติตามมาตรา 82 แห่งรัฐธรรมนูญ ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ

อดีตนายก อบจ.หนีคดีฮั้วซื้อกล้อง

ขณะที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เผยแพร่คำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 คดีที่นายพรชัย โควสุรัตน์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายก อบจ. อุบลราชธานี กับพวกเอื้อประโยชน์ให้บริษัทเอ.อี.ซี อุบลดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด คู่สัญญาในโครงการจัดซื้อกล้องส่องทางไกลชนิดบันทึกวิดีโอ Full HD 2D/3D ซูมแบบดิจิทัลไม่น้อยกว่า 20 เท่า จำนวน 2 กล้อง ทั้งนี้ จำเลยที่ 1 เป็นเลขานุการนายพรชัย จำเลยที่ 2 เป็นพนักงานจ้าง อบจ.อุบลราชธานีและเป็นกรรมการบริษัทคู่สัญญา และจำเลยที่ 3 เป็นผู้จัดเอกสารตามคำสั่งของนายพรชัย จำคุกจำเลยที่ 1, 2, 3 คนละ 4 ปี และปรับคนละ 20,000 บาทจำเลยทั้ง 3 รับสารภาพ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 2 ปี และปรับคนละ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้คนละ 2 ปี ให้คุมประพฤติจำเลยทั้ง 3 ไว้ มีกำหนด 1 ปี ส่วนนายพรชัยอยู่ระหว่างหลบหนี ศาลออกหมายจับไว้แล้ว

ยื่น ป.ป.ช.ฟัน “หมออ๋อง” เชียร์เบียร์

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติรักแผ่นดิน ยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.ให้ไต่สวนเอาผิดนายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาฯคนที่ 1 หลังโพสต์ภาพเชียร์คราฟต์เบียร์ยี่ห้อหนึ่งของ จ.พิษณุโลก ผ่านโซเชียลมีเดีย เข้าข่ายโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาจฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยนายศรีสุวรรณกล่าวว่า พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฯ มาตรา 32ห้ามผู้ใดโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อวดอ้างสรรพคุณหรือชักจูงใจให้ผู้อื่นดื่ม ทั้งโดยตรงหรือทางอ้อม มีบทกำหนดโทษผู้ฝ่าฝืน จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และยังฝ่าฝืนประกาศสำนักนายกฯเรื่องห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยวิธีหรือลักษณะการขายทางอิเล็กทรอนิกส์อีกด้วย ขอให้ ป.ป.ช.ไต่สวนเอาผิด หากเข้าข่ายต้องส่งเรื่องให้อัยการฟ้องต่อศาลฎีกาพิพากษาลงโทษ

คร.จ่อเรียกเข้ามาแจงเหตุผล

นพ.นิพนธ์ ชินานนท์เวช ผอ.สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค (คร.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ทีมกฎหมาย คร.ได้ยกร่างหนังสือเชิญนายปดิพัทธ์มาให้ข้อมูลกรณีมีผู้ร้องเรียนพฤติกรรมโพสต์ภาพเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลงเฟซบุ๊ก เข้าข่ายผิดฐานโฆษณาตามมาตรา 32 พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ภายใน 15 วัน ถ้าหลักฐานถึงถือว่าเข้าข่ายวรรคสอง เป็นการกระตุ้นให้เกิดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จริงๆ จ.พิษณุโลกมีผลิตภัณฑ์อย่างอื่นเยอะแยะโฆษณาได้ แต่ทำไมต้องมาโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งที่รู้ว่ามันผิด ต้องว่ากันไปตามหลักฐาน บางคนไม่อยากให้เรื่องไปถึงชั้นตำรวจ จะยอมความแล้วเสียค่าปรับในชั้นสำนักงาน คร.พอปรับแล้วคดีถือว่าสิ้นสุด หากผู้ถูกร้องบอกว่าตัวเองไม่ผิด สำนักงาน คร.จะชี้ที่ประเด็นทำหลักฐานส่งเจ้าพนักงานสอบสวน จะเรียกผู้เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลเพิ่มเติม ถ้าไม่ยอมรับส่งศาลตามขั้นตอน