“ก้าวไกล” มติเอกฉันท์ไม่โหวตให้แคนดิเดตนายกฯ พท. “ชัยธวัช” งัด 3 เหตุผลไม่หนุนรัฐบาลผสมพันธุ์ ข้ามขั้ว ซัด พท.เกรงใจผู้มีอำนาจทุกฝ่าย แต่ไม่เห็นหัว ประชาชน สยบยอมเดินตามก้น สว.ขัดเจตนารมณ์คนไทยทั้งประเทศ ร่อนแถลงการณ์ ขยี้ซ้ำไม่อาจทรยศประชาชน ไม่ตระบัดสัตย์ กอดจุดยืนมีเราไม่มีลุง “ชลน่าน” ออกตัวรู้อยู่แล้ว ก.ก.ไม่โหวตให้ มั่นใจเสียงหนุนเกิน 375 เสียง “อนุทิน” เผยคุยแบ่งเค้กแล้ว รอเคาะรายละเอียด “ท็อป” ถ่อมตัว 10 เสียงไม่กล้าต่อรอง “ขิง” โบ้ยข่าวมั่ว รทสช.ต่อรองโควตา “เสี่ยตุ๋ย” เคาะตามสูตรได้ 4 รมต. “บิ๊กป้อม” ปิดปากไม่ตอบสื่อ “ไผ่” ดึง 7 สว.หนุน พท. ย้ำ พปชร.ไม่มีข้อแม้ “ชูวิทย์” แฉเพื่อชาติก๊อกสอง ถล่ม “เศรษฐา” ตั้งแม่บ้าน-รปภ.เป็นนอมินีค้าที่ดินทองหล่อ ฟาดเงินทอน 435 ล้าน “แสนสิริ” โต้ซื้อที่ดินถูกต้อง จ่อฟ้องกลับฐานบิดเบือน

แม้การโหวตเสียงเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี จะยังไม่ชัดเจนว่าจะมีขึ้นในวันใด แต่พรรคเพื่อไทยยืนยันมั่นใจว่าสามารถรวบรวมเสียงสนับสนุนแคนดิเดตนายกฯของพรรคได้เกิน 375 เสียงแน่นอน ขณะที่พรรคก้าวไกล มีมติเป็นเอกฉันท์ จะไม่โหวตแคนดิเดตนายกฯของรัฐบาลผสมพันธุ์ข้ามขั้ว

...

“อ้วน” มั่นใจโหวตม้วนเดียวจบ

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 15 ส.ค.ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรค พท.ให้สัมภาษณ์ถึงการรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลว่า มั่นใจว่าเสียงของเราเป็นรัฐบาลที่เข้มแข็งได้ หากประธานรัฐสภากำหนดวันโหวตมา พรรค พท.พร้อม เชื่อว่าภายใต้กติกาที่มีข้อจำกัดจะทำให้โหวตผ่านได้ภายในครั้งเดียว พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) แสดงจุดยืนแล้วว่ายินดีจะเข้าร่วม โดยไม่ได้คำนึงถึงตำแหน่งอะไร กระแสข่าวพรรคที่จะมาร่วมรัฐบาลกดดันให้แบ่งตำแหน่งรัฐมนตรีก่อนโหวตนายกฯ เท่าที่คุยกันไม่มีปัญหาอย่างที่กล่าวมา ยืนยันเราสร้างความมั่นใจและชัดเจน ต้องมาดูว่าจะทำอย่างไรต่อไป แต่ทั้งหมดพร้อมจะเข้าร่วม ไม่ได้กังวลเรื่องนี้ หากวันประชุมร่วมเป็นวันที่ 18 หรือ 22 ส.ค.จริงและเลือกได้เลย ก็ตกลงและจัดตั้งรัฐบาลได้ในเร็ววัน และไม่เชื่อว่านายเศรษฐา ทวีสิน จะโหวตไม่ผ่าน จนต้องเปลี่ยนตัวเป็น น.ส.แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกฯ เราเชื่อว่าโหวตครั้งเดียวผ่าน

เคลียร์ สส.จับมือสองลุงได้

เมื่อถามถึงกรณีที่ สส.ของพรรคกังวลการจับมือกับ 2 ลุง นายภูมิธรรมตอบว่า ไม่ได้ยินเรื่องนี้ ทุกคนให้กำลังใจทีมเจรจาให้ทำงานได้ เพราะอยู่ภายใต้ข้อจำกัด และปัญหาชัดเจนสะท้อนว่าเรารอไม่ได้ รวมถึงมีปัญหาเข้ามาใหม่ๆ จำเป็นต้องจัดตั้งรัฐบาลให้ได้โดยเร็ว ความยากลำบากของการเปลี่ยนแปลง ทุกครั้งมีความเจ็บปวด พรรค พท.จึงอาสาเป็นหินก้อนแรกทำให้เกิดเส้นทางที่ทำให้ความขัดแย้งลดลง เราได้ทำความเข้าใจกับ สส.ไปตั้งแต่ครั้งที่แล้ว ไม่มี เสียงสะท้อนในทางลบ การเมืองก็เปลี่ยนทุกชั่วโมง วันนี้พรรค พท.แสดงความพร้อมนอกเหนือจากประเด็นทางการเมือง และแสดงให้เห็นว่าเรามีโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลแน่นอน เสียงที่รวบรวมได้มีแนวโน้มจะเกิน 250 เสียงและมีแนวโน้มจะมากขึ้นเรื่อยๆ การที่ สว.เรียกร้องให้นายเศรษฐาเข้าไปแสดงวิสัยทัศน์ก่อนลงมติโหวตนายกรัฐมนตรี นายภูมิธรรมตอบว่า ว่าไปตามกฎเกณฑ์ของรัฐสภา เคยปฏิบัติมาเช่นไร ยินดีทำ เท่าที่ได้พูดคุยกับ สว.เป็นไปในทิศทางที่ดี เราได้เสียง สว.มากกว่าที่เคยได้กัน จะเกิน 100 หรือไม่ยังไม่ทราบ

เสื้อแดงกองหนุนแห่เชียร์ พท.

เมื่อเวลา 12.00 น. ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) กลุ่มคนเสื้อแดง จ.ปทุมธานี สมุทรปราการและจันทบุรี มาให้กำลังใจพรรค พท.เดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล มีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง สส.บัญชีรายชื่อและเลขาธิการพรรค ลงมาพูดคุยรับกุหลาบแดง โดยนายประเสริฐ กล่าวถึงกรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข ฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ระบุได้พูดคุยจำนวนกระทรวงเบื้องต้น แต่ยังไม่ได้ลงรายละเอียด คงดูจากตัวเลข สส. แต่ใครนั่งกระทรวงไหนยังไม่ได้คุยกัน คงคุยกันหลังโหวตนายกฯเรียบร้อยแล้ว

ต่อมาเวลา 13.00 น. ที่หน้าพรรค พท. กลุ่มแท็กซี่เสื้อแดงสุวรรณภูมิ สมุทรปราการ กรุงเทพฯ และกลุ่มเสื้อแดงล้านเปอร์เซ็นต์จากหลายจังหวัด มาให้กำลังใจพรรค พท.โดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรค มารับดอกไม้จากกลุ่มคนเสื้อแดงที่ร้องเพลงศรัทธาให้กำลังใจ พร้อมตะโกนส่งเสียงเชียร์ เพื่อไทยสู้ๆ ไม่ท้อถอย ยินดีสนับสนุนให้เดินหน้าตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ โดย นพ.ชลน่านกล่าวขอบคุณกำลังใจที่มอบให้ พวกเราคนไทยทุกคนต้องอยู่รอดและต้องชนะไปด้วยกัน ไม่มีผู้แพ้

แดงอิสระเผาเสื้อ-รูป-หนังสือประชด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คล้อยหลังจากที่ นพ.ชลน่าน กลับเข้าไปในพรรค พท. ได้มีกลุ่มมวลชนอิสระที่มาเพียง 1 คน เดินทางมาหน้าที่ทำการพรรคเพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ด้วยการนำเสื้อ รูปภาพ หนังสืออุปกรณ์ที่ใช้ในการชุมนุมเมื่อปี 53 มาเผา เนื่องจากไม่พอใจในการจัดตั้งรัฐบาลของพรรค พท. ที่มีพรรคขั้วรัฐบาลเดิมมาอยู่ด้วย

“อุ๊งอิ๊ง” ส่งซิกอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด

วันเดียวกัน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย โพสต์เรื่องราวผ่านอินสตาแกรม ความยาว 1 นาที ประกอบเพลง whatever Will Be, Will Be เวอร์ชันเสียงประสานของเด็ก เนื้อหาของเพลง เป็นเรื่องราวของเด็กที่ถามถึงอนาคตในตอนโตที่มองไม่เห็น ซึ่งไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ต้องเกิด ส่วนภาพในคลิปวิดีโอเป็นเรื่องราวของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคนในครอบครัวตั้งแต่วัยเด็กจนกระทั่งจบคลิปเป็นภาพที่นายทักษิณกลับเมืองไทยครั้งล่าสุดและก้มกราบแผ่นดิน

พท.มั่นใจเสียงหนุนนายกฯเกิน 375

ต่อมาเวลา 15.00 น. มีการประชุม สส.พรรค พท.นำโดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรค พร้อมนายเศรษฐา ทวีสินและนายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกฯ พรรค พท. โดย นพ.ชลน่านกล่าวให้กำลังใจ สส.ทุกคน เนื่องจากมีมวลชนที่สนับสนุนและคัดค้านการจัดตั้งรัฐบาลของพรรค พท.เป็นเรื่องปกติตามระบอบประชาธิปไตย ขอให้ทุกคนอดทน และให้กำลังใจ สส.ทุกคน เพื่อตั้งใจทำงานเพื่อประชาชนต่อไป

จากนั้นเวลา 16.15 น. นพ.ชลน่าน พร้อมแกนนำ แถลงผลการประชุม โดย นพ.ชลน่านกล่าวว่าได้แจ้งข้อสรุปวันเลือกนายกฯต่อที่ประชุม สส.ว่าอาจเป็นวันที่ 18 หรือ 21 ส.ค. แต่อยากได้วันที่ 18 ส.ค. โดยพรรคยังมีมติเสนอชื่อนายเศรษฐา เป็นผู้สมควรได้รับเลือกเป็นนายกฯ สส.พรรค พท.ทั้ง 141 จะยกมือให้อย่างพร้อมเพรียง และพรรคร่วมฯเห็นสอดคล้องทิศทางเดียวกัน เชื่อว่าจะมีเสียง สส.และ สว.เกิน 375 เสียง สนับสนุนแคนดิเดตนายกฯ พรรรค พท. ทั้งนี้ พรรค พท.จะไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งลงแข่งเลือกตั้งซ่อม สส.ระยองเขต 3 เพราะได้คะแนนมาเป็นอันดับสี่ โอกาสจะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนยาก

เคารพ ก.ก.รู้อยู่แล้วไม่โหวตให้

เมื่อถามถึงกรณีพรรคก้าวไกล (ก.ก.) มีมติไม่โหวตแคนดิเดตนายกฯ พรรค พท. เรามีท่าทีอย่างไร นพ.ชลน่านกล่าวว่า เราไม่มีท่าทีอะไร ต่างฝ่ายต่างมีความคิด เราเคารพไม่ก้าวล่วง ยืนยันว่าเราทำงานได้กับทุกพรรค ส่วนจะมีความขัดแย้งหรือแตกแยกหรือไม่นั้น ยืนยันว่าไม่มี และตั้งแต่การพูดคุยวันที่ 2 ส.ค. และที่ น.ส.แพทองธารยกคณะไปคุยกับพรรค ก.ก.ครั้งล่าสุด เราประเมินสถานการณ์มาตลอดว่าพรรค ก.ก.มีท่าทีเป็นอย่างไรซึ่งพรรค ก.ก.ขอไปดูท่าทีของประชาชนและสมาชิกพรรค ดังนั้นเราจึงเห็นว่าโอกาสที่ ก.ก.ยกมือโหวตเป็นไปได้ยาก

มติ ก.ก.ไม่โหวต รบ.ผสมพันธุ์ข้ามขั้ว

ก่อนหน้านี้เมื่อเวลา 14.00 น. ที่อาคารไทยซัมมิท มีการประชุม สส.พรรค ก.ก. มีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค ก.ก.เป็นประธานที่ประชุม วาระสำคัญหารือการออกเสียงโหวตแคนดิเดตนายกฯ และรับฟังเสียงสะท้อน สส.ที่ลงพื้นที่ซาวเสียงประชาชน ต่อมาเวลา 16.15 น. นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรค ก.ก. แถลงว่า สรุปว่าที่ประชุม สส.พรรคมีมติเอกฉันท์ว่า สส.พรรค ก.ก.จะไม่โหวตแคนดิเดตนายกฯของรัฐบาลผสมพันธุ์ข้ามขั้วที่กำลังเกิดขึ้น ต้องการแสดงท่าทีว่าไม่ต้องการมีส่วนร่วมการจัดตั้งรัฐบาลที่เกิดขึ้นอยู่ขณะนี้ โดย 1.เราเห็นว่าการจัดตั้งรัฐบาลที่เกิดขึ้น เป็นการจัดตั้งรัฐบาลขัดต่อเจตนารมณ์ ขัดต่อเจตจำนงประชาชน ที่ได้แสดงออกผ่านการเลือกตั้ง 14 พ.ค. 2.การจะให้ สส.พรรค ก.ก.โหวตให้แคนดิเดตนายกฯของรัฐบาลที่กำลังจัดตั้ง ไม่ใช่การปิดสวิตช์ สว. แต่เดินตามความต้องการของ สว.บิดเบือนผลการเลือกตั้ง ชัดเจนว่าที่ผ่านมา สว.จำนวนมากและพรรคขั้วรัฐบาลเดิมต้องการปิดสวิตช์ก้าวไกลที่ชนะการเลือกตั้ง 3.การจัดตั้งรัฐบาลแบบนี้ เกรงใจผู้มีอำนาจทุกฝ่าย ยกเว้นเกรงใจประชาชน จะไม่สามารถผลักดันวาระที่ก้าวหน้าและทำเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนได้อย่างแท้จริง

ไม่ชงชื่อ “พิธา” แข่งซ้ำรอบสาม

นายชัยธวัชกล่าวอีกว่า มองว่าอาจโหวตนายกฯไม่จบในครั้งเดียว เมื่อถามว่าหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค ก.ก. เป็นแคนดิเดตนายกฯอีกรอบได้ จะเสนอชื่อแข่งหรือไม่ นายชัยธวัชกล่าวว่า คนละประเด็น การเสนอชื่อซ้ำได้เราเห็นด้วยอยู่แล้วเป็นเรื่องหลักการ ไม่ได้เกี่ยวกับเสนอชื่อนายพิธาเป็นนายกฯอีกหรือไม่ เราไม่เห็นด้วยที่มีการส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสภาฯทำอะไรได้ ไม่ได้ พรรค ก.ก.จะไม่เสนอชื่อนายพิธาแข่งด้วย เมื่อถามว่า พรรค ก.ก.จะโหวตไม่เห็นด้วยหรืองดออกเสียง นายชัยธวัชกล่าวว่า ยังไม่ได้คุยกัน จะถึงกับลงคะแนนไม่เห็นชอบหรืองดออกเสียง คงต้องดูมีรายละเอียด เช่น องค์ประกอบเป็นอย่างไรอย่างเป็นทางการ หน้าตารัฐบาลอย่างไร ชัดเจนหรือไม่ เมื่อถามอีกว่าหากมี 2 ลุงจะลงคะแนนเสียงไม่เห็นชอบใช่หรือไม่ นายชัยธวัชตอบว่า เชื่อว่าถ้ามี 2 ลุง สส.ส่วนใหญ่คงเสนอให้โหวตไม่เห็นชอบ แต่ถ้าไม่มีอาจงดออกเสียง แต่ที่แน่นอนคือจะไม่โหวตเห็นชอบ

แถลงการณ์ขยี้ไม่อาจตระบัดสัตย์ได้

จากนั้นเวลา 16.19 น. เพจเฟซบุ๊กพรรค ก.ก.โพสต์แถลงการณ์พรรค ก.ก.กรณี “ไม่โหวตนายกฯผสมพันธุ์ข้ามขั้ว ไม่ทรยศประชาชน” ใจความตอนหนึ่งระบุว่า พรรค ก.ก.ยืนยันอีกครั้งว่า การไม่โหวตให้แคนดิเดตนายกฯผสมข้ามขั้วนั้น เราไม่ได้พิจารณาบนพื้นฐานของคุณสมบัติแคนดิเดตจาก พรรค พท. แต่เป็นการตัดสินใจบนจุดยืนทางการเมืองและคำสัญญาที่พรรค ก.ก.ได้ให้ไว้กับประชาชนคือมีเราไม่มีลุง มีลุงไม่มีเราตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง ซึ่งพรรค ก.ก. ไม่สามารถตระบัดสัตย์ต่อประชาชนได้

“บิ๊กตู่” ชื่นชมวงโยธวาทิต

เมื่อเวลา 09.30 น.ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุม ครม. ก่อนการประชุม นายพัลลภ จีบสุวรรณ อุปนายกฝ่ายกิจกรรม สมาคมวงโยธวาทิตแห่งประเทศไทย นำคณะผู้ฝึกสอน ครูและนักเรียนวงโยธวาทิตโรงเรียนเบญจม เทพอุทิศ จ.เพชรบุรี เข้าพบแสดงวงโยธวาทิตชุดมวยไทย จากนั้นเดินเข้าห้องรับรองสีเหลือง ทานอาหารว่างร่วมกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯในฐานะหัวหน้าพรรค พปชร.และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย

ไม่ยุ่ง รทสช.ร่วมรัฐบาลเพื่อไทย

ต่อมาเวลา 11.40 น. พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์หลังการประชุม ครม.ว่าการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง ที่ประชุม ครม.ยังไม่ได้พิจารณา แต่แนวทางจะพิจารณาความเหมาะสม ต้องดูความเหมาะสมอะไรทำได้หรือไม่ได้และอะไรควรทำหรือไม่ควรทำ ไว้ใจเราแล้วกัน อย่าให้ปัญหามันมากขึ้นไปกว่านี้อีกเลย วันนี้การเมืองก็เรื่องของการเมือง การทำงานของรัฐบาลอีกเรื่องหนึ่ง ส่วนข่าวว่าพรรค รทสช.จะไปร่วมรัฐบาลพรรค พท.ไม่ต้องแนะนำอะไรหรอก ว่าไปตามอุดมการณ์ของเขา เป็นสิทธิของหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรคและ สส.ต้องคุยกันอยู่แล้ว บอกแล้วอย่าเอาเราไปยุ่ง แคนดิเดตนายกฯพรรค พท.ไม่ได้ดู ไม่ได้วิจารณ์หรือวิเคราะห์อะไรทั้งสิ้น ถือว่าไม่ได้เกี่ยวข้อง พรรคการเมือง สส.จะคุยกัน เอาประเทศนี้เดินหน้าไปให้ได้แล้วกัน ไม่ได้ไปขัดแย้งอะไรกับใครอยู่แล้ว

“ขิง” โวยข่าวมั่ว รทสช.ต่อรองเก้าอี้

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่พรรค รทสช.นายเอกณัฐ พร้อมพันธ์ สส.บัญชีรายชื่อ เลขาธิการพรรค รทสช.ให้สัมภาษณ์ว่ายังไม่ได้รับการติดต่อจากพรรค พท.ให้เข้าร่วมรัฐบาล จะติดต่อมาเร็วๆนี้หรือไม่ตนไม่ทราบ การแบ่งสัดส่วนเก้าอี้รัฐมนตรีเป็นข่าวปล่อยกันมั่วกันไปหมด ถึงเวลานี้ไม่มีการเจรจาต่อรองตำแหน่งหรือลงรายละเอียดเรื่องบุคคลอะไรใดๆ การตัดสินใจของพรรคอยู่บนหลักการต้องไม่มีเรื่องมาตรา 112 และไม่มีพรรค ก.ก.หลังจากนั้นเราพร้อมคุย เราไม่แคร์เรื่องตำแหน่งหรือกระทรวง เราพร้อมให้ได้หมด ไม่ติดใจเรื่องกระทรวง รวมถึงเรื่องบุคคล ส่วนการโหวตหรือไม่โหวตต้องดูเงื่อนไขผลการพูดคุยก่อน เลือกทางไหนไปพร้อมกันหมด ทุกคนมีอุดมการณ์เดียวกัน

เคาะตามสูตร รทสช.ได้ 4 รมต.

ต่อมาเวลา 15.00 น. นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค รทสช.เป็นประธานประชุมกรรมการบริหารพรรคและ สส.หลังประชุมนายอัครเดช วงศ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี โฆษกพรรค รทสช.แถลงว่า ขณะนี้พรรค รทสช.ยังรอพรรค พท.ติดต่อประสานงานมา ที่สำคัญเราได้รับสัญญาณบวกจากคณะผู้แทนพรรค พท.พร้อมที่จะเชิญพรรค รทสช.ร่วมรัฐบาล เราพร้อมจะพูดคุย วันพูดคุยต้องรอการติดต่อจากพรรค พท.ส่วนตำแหน่งรัฐมนตรีเราไม่มีเงื่อนไข พร้อมทำงานไม่ว่ากระทรวงไหน แต่หากเป็นไปตามสูตรคณิตศาสตร์หารกันแล้ว พรรค รทสช.ได้ 4 เก้าอี้

ขณะที่นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน รองหัวหน้าพรรค รทสช.กล่าวว่า การร่วมรัฐบาลกับพรรค พท.ขอให้ผู้บริหารคือหัวหน้าพรรคและเลขาธิการเป็นคนตัดสินใจ เมื่อถามว่า แนวโน้มพรรค รทสช.จะได้ 4 เก้าอี้ นายสุชาติตอบว่า เป็นเรื่องสื่อวิเคราะห์เอาจำนวน ส.ส.ที่แต่ละพรรคที่มีและหารกันตามปกติ

“บิ๊กป้อม” ปิดปากไม่ตอบร่วมงาน พท.

ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรค พปชร. ปฏิเสธตอบคำถามทิศทางการโหวตนายกฯให้กับพรรค พท. แม้ผู้สื่อข่าวจะถามว่า การแบ่งโควตา ครม. ต้องเสร็จสิ้นก่อนโหวตนายกฯหรือไม่ พล.อ.ประวิตร ไม่ตอบคำถามเช่นเดิม เมื่อถามย้ำว่า อยากได้ยินจากปาก พล.อ.ประวิตรว่าจะร่วมรัฐบาลกับพรรค พท.หรือไม่ พล.อ.ประวิตรไม่ได้คำถาม ต่อมาเวลา 11.15 น. หลังประชุม ครม. พล.อ.ประวิตรยังคงนิ่ง ไม่ตอบคำถามว่าพรรค พท.ทาบทามร่วมรัฐบาลแล้วหรือยัง โดย พล.อ.ประวิตร แค่ส่ายหน้า เมื่อถามว่า จะรับตำแหน่งใน ครม.ใหม่หรือไม่ พล.อ.ประวิตรยังคงไม่ได้ตอบเช่นเดิม

“ไผ่” ฟุ้งกล่อม 7 สว. ชูมือหนุน พท.

นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร กรรมการบริหารพรรค พปชร.กล่าวว่า 40 สส.พรรค พปชร. ยังคงจะโหวตสนับสนุนแคนดิเดตนายกฯพรรค พท.โดยไร้เงื่อนไข ไม่มีข้อแม้ใด แต่ต้องการทำให้เกิดรัฐบาลให้เร็วที่สุด ล่าสุดได้พูดคุยกับ สว.ได้เสียงมาสนับสนุนเพิ่ม 7 เสียง แต่ไม่ขอบอกว่าเป็น สว.สายไหน เมื่อถามว่าจะได้นายกฯคนที่ 30 ภายในเดือน ส.ค.หรือไม่ นายไผ่ตอบว่าการเมืองเปลี่ยนแปลงได้ทุกวันด้วยองค์ประกอบใหม่ๆ ถ้าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญวันที่ 16 ส.ค.ทำให้โหวตได้ก็เดินหน้า เคยเสนอไปว่าถ้าเสนอชื่อนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ พรรค พท.ให้เสนอนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกฯ พรรค ก.ก.ประกบน่าจะทำได้ เพราะเปลี่ยนแปลงจากเดิม

“หนู” รู้แล้วได้กี่เก้าอี้ รอจิ้มกระทรวง

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและ รมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรค ภท.ให้สัมภาษณ์ถึงการหารือแบ่งกระทรวงและโควตารัฐมนตรีว่า มีการพูดคุยกันมาตลอด แต่รายละเอียดจะคุยกัน 1-2 วันนี้ เมื่อถามว่าต้องคุยให้ชัดก่อนโหวตนายกฯหรือไม่ นายอนุทินตอบว่า ควรต้องเป็นอย่างนั้น มีการประสานมาแล้ว ยังมีเวลาอยู่ เราทราบแล้วว่าจะได้กี่ตำแหน่ง แต่ยังไม่ได้คุยว่าจะได้กระทรวงอะไร ไม่น่าหนักใจอะไร เมื่อถามว่าหากใช้สูตร 9 ต่อ 1 ภท.จะได้ 4 รมว.และ 4 รมช.ใช่หรือไม่ นายอนุทินตอบว่า มีหลักเริ่มต้นจากการคำนวณจำนวน สส. พรรคร่วมรัฐบาล ต้องดูว่าจะมีโควตากลางหรือไม่และยอมโควตากลางได้หรือไม่ พิจารณากันไปเรื่อยๆ ไม่น่ากังวล ต้องหารือกัน เมื่อถามว่าที่มีกระแสข่าวว่าพรรค พท.ไม่อยากให้รัฐมนตรีเก่านั่งกระทรวงเดิม นายอนุทินถามกลับว่า “ใครพูดล่ะ ถ้าเป็นกระแส อย่าเพิ่งไปใส่ใจ ได้พูดคุยอยู่กับนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรค นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคและนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค ไปฟังคนโน้นพูดทีคนนั้นพูดทีไม่ได้ วันโหวตนายกฯคาดว่าจะเป็นสัปดาห์หน้า ต้องรอให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินข้อบังคับรัฐสภา ข้อที่ 41 วันที่ 16 ส.ค.ก่อน”

“ท็อป” ถ่อมตัว 10 เสียงไม่กล้าต่อรอง

นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ให้สัมภาษณ์ว่าพรรค พท. ยังไม่ประสานงานมาอย่างเป็นทางการว่าจะได้กี่ตำแหน่ง วันที่ 16 ส.ค.ต้องรอดูผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จึงยังไม่ทราบแน่ชัดว่าจะโหวตเลือกนายกฯวันใด เมื่อถามว่า หลักการควรชัดเจนเรื่องโควตาก่อนโหวตนายกฯ ป้องกันตีเช็กเปล่าหรือไม่ นายวราวุธตอบว่า ยังไม่ได้พูดคุยกัน ตอบอะไรมากไปกว่านี้ไม่ได้ ทุกพรรคทราบดีประเพณีปฏิบัติที่ผ่านมา เมื่อรู้จำนวนเสียงรัฐบาลมีเท่าไหร่ นำมาหารด้วย 35 จะทราบว่าจะได้ 8:1 หรือ 9:1 ส่วนใครจะได้เท่าไหร่หรือกระทรวงใด ทุกฝ่ายต้องมาพูดคุยกัน กรณีพรรค พท.ตั้งเงื่อนไข ไม่อยากให้รัฐมนตรีเก่านั่งกระทรวงเดิม คงต้องมาคุยกัน หลายพรรคต้องการนำนโยบายของแต่ละพรรคมาปฏิบัติผ่านการทำงาน ตนจะนั่ง รมว.ทส.ที่เดิมหรือไม่ ตอบไม่ได้ ต้องคุยกันก่อน พรรค ชทพ.มีเพียง 10 เสียง คงไม่ได้พอใจหรือไม่พอใจ ต้องอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ใช่พรรคใหญ่ที่จะไปพูดมาก คงไม่เหมาะ

“ลุงตู่” แจงเบี้ยคนชราปรับสู่อนาคต

อีกเรื่อง เมื่อเวลา 11.40 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงเสียงวิจารณ์การปรับหลักเกณฑ์เบี้ยผู้สูงอายุว่า ได้ชี้แจงไปแล้วเป็นไปตามหลักเกณฑ์หลักการมาจากคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ (กผส.) อาจยังไม่เข้าใจหรือแกล้งไม่เข้าใจ คนเคยได้รับอยู่แล้วยังได้รับเหมือนเดิม เป็นการเตรียมการสู่อนาคตว่าจะใช้งบฯอย่างไรให้เพียงพอในวันข้างหน้า รัฐบาลหน้าดำเนินการได้ต่อไป ถ้ามีเม็ดเงินงบฯเพียงพอ เราจำเป็นต้องทำเพราะผู้สูงวัยมีมากขึ้นเรื่อยๆ บางคนช่วยเหลือตัวเองได้ แต่บางคนไม่ได้ อย่าไปฟังหลายอย่างมาจากคนไม่เคยทำ และไม่เคยเป็นรัฐบาลนำมาพูด อย่าเบี่ยงเบนประเด็น

เบรกอย่าไปทะเลาะโต้เถียง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุม ครม.นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.การพัฒนาสังคมฯ (พม.) ขอรายงานความกังวลต่อหลักเกณฑ์จ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุฉบับใหม่ของกระทรวงมหาดไทยว่า ไม่ต้องกังวล แม้มีวาทกรรมเรื่องนี้ออกมา ยืนยันว่าผู้สูงอายุทุกคนยังได้รับเบี้ยผู้สูงอายุเหมือนเดิม จนกว่าจะมีการพิจารณา ของ กผส. จะกำหนดนิยามใหม่ ไม่ได้ตัดสิทธิ ยังจ่ายให้อยู่ แต่จะเป็นภาระการคลังต่อไปเรื่อยๆ ระบบเศรษฐกิจตั้งแต่แรกไม่ได้ออกแบบเพื่อเป็นรัฐสวัสดิการ รัฐบาลจะรับภาระตรงนี้ไหวหรือไม่ รัฐบาลทำเต็มที่ คนได้สิทธิได้อยู่ คนไม่ควรได้ก็ยังได้อยู่ ขณะที่พล.อ.ประยุทธ์กล่าวย้ำว่า มีการชี้แจงออกมาแล้ว ไม่อยากให้ไปต่อล้อต่อเถียงกัน หรือทะเลาะอะไรกัน นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข ระบุ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ ออกมาชี้แจงแล้ว แต่เหมือนพูดแบบนิ่มนวล ตอบโต้แบบผู้ดีเกินไป อีกฝ่ายด่าเราเสียๆหายๆทั้งที่ไม่เป็นความจริงเลย ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวพร้อมกับ หัวเราะว่า “สงสัยผมชินแล้วมั้ง เขาด่าผมทุกวันมาตลอด 9 ปี”

มท.1 การันตี ปชช.ไม่ต้องกังวล

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวว่า การปรับเกณฑ์เบี้ยผู้สูงอายุ คณะกรรมการ กผส.จะเป็นผู้กำหนดว่าทำอย่างไรถึงจะเป็นธรรม ทั่วถึงจ่ายทุกคน หรือไปกำหนดกลุ่ม ระเบียบนี้เปิดทางไว้ รัฐบาลชุดนี้ไม่มีอำนาจไปทำ แต่ได้ทำหนทางไว้หมดแล้ว รัฐบาลใหม่มาจะทำอย่างไรทำได้หมด ผู้สูงอายุเดิมรับเงินอย่างไรก็รับไปตามเดิม ผู้สูงอายุใหม่รับได้ตามเกณฑ์เดิม ตราบใดที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ต้องกังวล ประชาชนจะได้ประโยชน์ทั่วถึงตามรัฐธรรมนูญ เป็นธรรมและมีรายได้เพียงพอต่อการดำเนินชีวิต หนทางเราเตรียมไว้ให้แล้ว ออกทางไหนก็ได้ แต่ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้

“จุติ” ย้ำเบี้ยผู้สูงอายุได้เท่าเดิมอยู่

นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.การพัฒนาสังคมฯ (พม.) กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยไม่ได้โยนมายัง พม. เพียงทำตามระเบียบกฎหมาย รัฐธรรมนูญเปลี่ยนต้องเปลี่ยนตาม และต้องรอคณะกรรมการ กผส.กำหนดเกณฑ์ ทุกคนที่ได้รับเบี้ยเหมือนเดิมทุกประการ 100 % ไม่มีใครตกหล่น รัฐบาลมีงบฯจำกัดจะเอาเงินไปช่วยคนจนที่สุดก่อนหรือไม่เท่านั้น หากรัฐบาลใหม่บอกว่าพร้อมให้เงินเดือนละ 3,000 บาท ต้องไปเก็บภาษีมาให้ได้ปีละ 720,000 ล้านบาท พม.ได้รับงบฯอยู่ 8,000 ล้านบาท อยู่ที่กผส.จะตัดสินและส่งให้รัฐบาลใหม่พิจารณา ที่ว่ารัฐบาลรักษาการลักไก่เป็นวาทกรรม มันอยู่ที่สามัญ สำนึก จิตสำนึกและทำให้คนส่วนใหญ่เถอะ ขอให้ คิดถึงความเป็นมนุษย์อย่าไปคิดถึงคะแนนเสียง เป็นหน้าที่รัฐบาลใหม่ด้วยความรับผิดชอบ ขอให้คิดถึงทุกกลุ่ม รักทุกคน เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุขดีกว่า

“พิธา” ซัดไม่ถูกตัดสินใจแทน ปชช.

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องผู้สูงอายุเป็นเรื่องใหญ่ ต้องสื่อสารให้ชัดเจน ราชกิจจานุเบกษาจากกระทรวงมหาดไทยว่าส่งลูกไปให้คณะกรรมการ กผส.เป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ แต่ปัญหาคือความเหลื่อมล้ำในสังคมสูงวัย มีแต่ต้องเพิ่มงบฯ ไม่มีตัดงบฯใช่หรือไม่ ตอนลงพื้นที่ จ.ระยอง ชาวบ้านกังวลใจกัน อ่านจากบีบีซี บอกว่าจะลดลง 5 ล้านคน ประหยัดงบฯได้ 3 หมื่นกว่าล้านบาท เรือดำน้ำก็ 3 หมื่นกว่าล้านบาทแล้ว แต่สังคมสูงวัยที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำ ต้องควรเพิ่มงบฯ เทรนด์โลกเป็นแบบนั้น น่าเสียดายสภาฯยังไม่ได้เปิด ทำงานประชุมเต็มรูปแบบ ไม่เช่นนั้นจะให้ สส.พรรคก้าวไกลตั้งกระทู้ถามพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย วันที่ 17 ส.ค.ว่ามีรายละเอียดอย่างไร ใช้งบเท่าไร กระทบกี่คน ทำไมไม่มีงบฯ จะใช้กฎเกณฑ์อะไร การเอาความรู้สึกคนเป็นรัฐมนตรีมาว่ามีบำนาญอยู่เท่าไหร่ แล้วมาตัดสินแทนคนพี่น้องระยอง พี่น้องชาวแกลง เป็นวิธีกระบวนการคิดที่ถูกต้องไหม เกณฑ์ว่าจนไม่จนคืออะไร

“ศรีฯ” สอย “ปดิพัทธ์” โพสต์โชว์เบียร์

เมื่อเวลา 11.40 น. ที่รัฐสภา นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ยื่นเรื่องถึงนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาฯ ผ่านนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาฯคนที่ 2 ให้ตั้งคณะกรรมการจริยธรรมตรวจสอบพฤติกรรม นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาฯ คนที่ 1 ผิดพ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเข้าข่ายฝ่าฝืนข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของ สส.และมาตรฐานทางจริยธรรม กรณีโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โพสต์รูปเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะไม่ใช่ความเผอเรอของนายปดิพัทธ์ รู้อยู่แล้วว่ามี พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างชัดเจน สร้างความเสื่อมเสียต่อสภาฯ

จากนั้นช่วงบ่าย นายศรีสุวรรณ ไปยื่นเรื่องต่อนพ.นิพนธ์ ชินานนท์เวช ผอ.สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค ที่กระทรวงสาธารณสุข ให้เอาผิดนายปดิพัทธ์กรณีเดียวกัน และยังยื่นเรื่องให้ประธานสภาฯตั้งคณะกรรมาธิการตรวจสอบโครงการจัดหาระบบวิทยุสื่อสารข่ายบังคับบัญชาหรือ Digital Trunked Radio สมัยนายฉัตรชัย พรหมเลิศ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย มูลค่า 4,316 ล้านบาทด้วย

ก.ก.โดดป้องไม่มีเจตนาโฆษณา

นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรค ก.ก.กล่าวถึงกรณีนายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาฯ คนที่ 1 โพสต์ภาพเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ผ่านโซเชียลมีเดียว่าเข้าใจว่าไม่ได้มีเจตนาจะโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่มีเจตนาสนับสนุนส่งเสริมผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นและชุมชน ตามนโยบายสุราก้าวหน้าของพรรค ก.ก. เพื่อที่จะยกเลิกการผูกขาด คงว่าไปตามกระบวนการ เป็นประเด็นที่พรรค ก.ก.พยายามผลักดันแก้กฎหมายตั้งแต่สภาฯสมัยที่แล้ว เพื่อแก้การผูกขาดการผลิตรวมถึงโฆษณา

ลต.ซ่อมวันแรกสีส้มสมัครเดี่ยว

สำหรับบรรยากาศเลือกตั้งซ่อม สส.ระยอง เขต 3 เมื่อเวลา 08.30 น. ที่ที่ว่าการอำเภอแกลง จ.ระยอง สถานที่เปิดรับสมัคร สส.เขต 3 (อ.แกลง อ.เขาชะเมา) นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค ก.ก. นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรค ก.ก.นำคณะมาส่งนายพงศธร ศรเพชรนรินทร์ เข้าสมัครรับเลือกตั้ง มี น.ส.กานต์จรัส เอียดทองใส นอภ.แกลง ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งเขต 3 รอรับสมัคร โดยนายพงศธร สมัครเป็นคนแรกได้เบอร์ 1 ไม่ต้องจับเบอร์ หลังลงจากห้องสมัครปรากฏว่ามีประชาชนใส่เสื้อสีส้มจำนวนมากมายืนรอขอลายเซ็นอยู่ที่บันได และขอเซลฟี่ด้วย ระหว่างนั้นมีคนส่งลอตเตอรี่ 2 ใบ หมายเลข 576343 ให้กับนายพิธา กล่าวว่า เลข 43 ตรงกับอายุ 43 ปี ที่จะครบในวันที่ 5 ก.ย.ท่ามกลางทุกคนต่างรีบจดเลขกันไปเพื่อไปเสี่ยงโชค ก่อนที่นายพิธาจะนำคณะขึ้นรถแห่ไปตลาดแกลง ขณะที่ น.ส.กานต์จรัสกล่าวว่า รับสมัครตั้งแต่วันที่ 15-19 ส.ค.และเลือกตั้งในวันที่ 10 ก.ย. เขต 3 มีหน่วยเลือกตั้งทั้งหมด 207 หน่วย แบ่งเป็น อ.แกลง 178 หน่วย อ.เขาชะเมา 29 หน่วย มีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 122,582 คน

“ชูวิทย์” แฉเพื่อชาติ 2 ปั่นบวมตัดตอน

อีกด้าน เมื่อเวลา 13.00 น. ที่โรงแรมเดอะเดวิส บางกอก ซอยสุขุมวิท 24 เขตคลองเตย กรุงเทพฯ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ เปิดแถลงข่าว “แฉเพื่อชาติ EP2” ปั่น บวม ตัดตอน อีกทั้งวันนี้เป็นวันเกิดของนายชูวิทย์ ขอแฉครั้งสำคัญในชีวิต โดยนายชูวิทย์กล่าวถึงกระบวนการปั่นที่ดิน บวมเงิน ตัดตอนว่า เริ่มต้นที่ที่ดินจำนวน 9 โฉนด ภายหลังเป็นคอนโดหรู Khun by YOO ส่วนอีก 1 โฉนด เหลือเป็นที่ดินเปล่าในซอยทองหล่อ 12 ที่ดินแปลงนี้ เดิมเป็นของ นพ.นเรนทร์(สงวนนามสกุล) แพทย์ประจำ รพ.บำรุงราษฎร์ โดยเมื่อวันที่ 27 พ.ย.51 บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ซื้อบริษัท เอ็น แอนด์ เอ็น (บริษัทจริง) ทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท ต่อมาวันที่ 5 เม.ย.55 จดจำนองกับธนาคาร LH BANK 465 ล้านบาท (หนี้) ถัดมาวันที่ 11 ก.พ.58 บริษัท เอ็น แอนด์ เอ็น ขายหุ้นบริษัท 100 ล้านบาท

ถอดดีเอ็นเอตั้งนอมินีฟันกำไรที่ดิน

นายชูวิทย์กล่าวต่อว่า โดยมีการตัดตอนให้บริษัท เอ็น แอนด์ เอ็น เป็นบริษัทนอมินีมี น.ส.พินิช คำยศ ถือหุ้น 99.99% นายสมศักดิ์ มติยาภักดิ์ ถือหุ้น 0.0001% และนายพีระพงษ์ ถือหุ้น 0.0001% และ 5 เม.ย.55 วันเดียวกัน บริษัท เอ็น แอนด์ เอ็น ขอกู้เงินกับบริษัท อาณาวรรธน์ จำกัด (บริษัทลูกของแสนสิริฯและนายเศรษฐามีชื่อเป็นกรรมการบริษัทลำดับที่ 2) 1,000 ล้านบาท นำเงินไปปลดจำนองที่ดินแปลงดังกล่าว 465 ล้านบาท รวมทั้งซื้อบริษัทตามทุนจดทะเบียนอีก 100 ล้านบาท รวมเป็น 565 ล้านบาท ทำให้ น.ส.พินิชได้กำไรจากเงินกู้ หลังปลดจำนองที่ดิน และซื้อหุ้นจากเจ้าของเดิม 435 ล้านบาท เงินทอนส่วนนี้หายไปไหน เข้ากระเป๋าใคร เพราะตรวจสอบพบว่า น.ส.พินิช เป็นชาว จ.มหาสารคาม บ้านเลี้ยงไก่ และนายสมศักดิ์ ชาว จ.ร้อยเอ็ด เป็น รปภ. นอกจากนี้วันที่ 24 พ.ค.60 บริษัทเอ็น แอนด์ เอ็น ได้เปลี่ยนผู้ถือหุ้นจาก น.ส.พินิช และนายสมศักดิ์ เป็นนายยงยุทธ ประกิ่ง มีอาชีพเป็น รปภ.ของบริษัท แม็กซ์ เพาเวอร์ การ์ด จำกัด ก่อนบริษัทเอ็น แอนด์ เอ็น ถูกทิ้งร้างในปี 58 เพราะไม่ส่งงบฯบริษัท พฤติการณ์เช่นนี้ ตนถอดดีเอ็นเอนายเศรษฐาได้คนเดียวเพราะไม่ได้ทำที่นี่เป็นที่แรก

กังขาไม่ซื้อที่ดินโดยตรงจากเจ้าของ

นายชูวิทย์กล่าวอีกว่า เหตุใดแสนสิริจึงให้น.ส.พินิช กู้เงินซื้อที่ดินในซอยทองหล่อถึง 1,000 ล้านบาท ทั้งๆที่มีอาชีพแม่บ้านเท่านั้นข้อมูลการเสียภาษีก็ไม่พบ ดังนั้น เงินทอน 435 ล้านบาท หายไปไหน ส่วนนายสมศักดิ์ มติยาภักดิ์ มีอาชีพรปภ.ดังนั้นนายเศรษฐาจะพูดอีกหรือไม่ว่าตัวเองเซ็นอย่างเดียวไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร ถามว่าทำไมไม่ซื้อที่ดินตรงกับเจ้าของเลย แต่กลับให้ บ.อาณาวรรธน์ จำกัด เป็นนอมินีไปกู้เงินซื้อที่ดิน นี่คือสิ่งโสมมที่ให้บริษัทลูก หรือการเอาเงินของผู้ถือหุ้นแสนสิริมาใช้ ถ้าซื้อตรงจะจ่ายแค่ 565 ล้านบาท แต่ให้กู้ 1,000 ล้านบาท เงินทอน 435 ล้านหาย ดังนั้น ถ้านายทักษิณมีพฤติกรรมซุกหุ้น นายเศรษฐาคือโกงหุ้นนั่นเอง กฎของนายเศรษฐาคือให้ทุกคนกู้ได้หมด ทั้งแม่บ้านทั้ง รปภ.เพราะมีตัวอย่างแล้ว หากใครเดินไปทองหล่อไม่ต้องมีเครดิตอะไร ถ้าต้องการไปซื้อที่ดินแปลงใดให้ไปขอกู้แสนสิริ จากนั้นเอาเงินไปจ่าย เงินที่เหลือเอาเก็บใส่กระเป๋าไป

สะกิด สว.เงี่ยหูฟัง “เสี่ยนิด” ไม่เหมาะ

นายชูวิทย์กล่าวอีกว่า หาก สว.ได้รับข้อมูลชุดนี้จากตนในวันนี้แล้ว ขอให้พิจารณาเรื่องการโหวตนายกฯได้เพราะไม่เคยมีที่ดินแปลงใดที่แสนสิริซื้อตรง มีแต่ตั้งมอมินีไปดักซื้อกลางทาง ขอให้นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรค พท.ให้โทร.บอกนายที่อยู่แดนไกลว่า นายเศรษฐาวันที่ 18 ส.ค.นี้คงไม่ไหวแล้ว ถ้ายังไหวชูวิทย์คงพูดต่ออีก และอุ๊งอิ๊งคงไม่ไหว นายชัยเกษมก็ไม่ไหว ตนพูดมีหลักฐานทั้งหมดพร้อมอยู่สู้ทุกชั้นศาล จะฉีดยาฆ่ามะเร็งเพื่อสู้ต่อ ก่อนแฉเรื่องนี้มีผู้ใหญ่มาเสนอเงินขอให้หยุดแฉแต่ไม่สน รัฐบาลนายเศรษฐาจะเป็นรัฐบาลนอมินี รัฐบาลดิจิทัล ซ่อนเร้น อำพรางปิดบัง ไม่กล้าใช้บริษัทตัวเองซื้อตรง จะปฏิเสธอีกหรือไม่ว่า ไม่รู้ทั้งเรื่องแปลงที่ดินทองหล่อ สุขุมวิท สารสิน อ่อนนุช นายเศรษฐาสร้างความเคลือบแคลงน่าสงสัย ไม่เหมาะสมเป็นนายกฯ พรรค พท.ยังมีคนที่มีความรู้ ความสามารถอีกมาก นายกฯต้องมีความดีเป็นที่ประจักษ์ หลังจากนี้จะไปยื่นเอกสารต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยให้ตรวจสอบธรรมาภิบาลของ บ.แสนสิริ และนำข้อมูลไปยื่นให้ สว.ตรวจสอบคุณสมบัตินายเศรษฐา

แสนสิริยันซื้อที่ดินทองหล่อถูกต้อง

ต่อมาบริษัท แสนสิริ จำกัด ออกแถลงการณ์ ชี้แจงว่า การสรรหาจัดซื้อที่ดินของแสนสิริฯ ถูกต้องตามกฎหมาย โปร่งใส ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ผ่านการประเมินความเสี่ยงหลากหลายมิติ ก่อนอนุมัติจัดซื้อที่ดินแต่ละแปลงมีทีมสรรหาที่ดินตรวจสอบรายละเอียดที่ดินที่ได้รับการเสนอขาย ศึกษาความเป็น ไปได้โครงการอย่างละเอียด รวมถึงพิจารณาราคาตามกลไกตลาด ทำเลที่ตั้งที่ดิน การสำรวจตลาดคู่แข่ง กำไรที่คาดว่าจะได้รับอย่างละเอียด ส่งผลให้บริษัทมีกำไรสุทธิต่อเนื่องมาตลอด ส่วนกรณีที่ดินทองหล่อนั้น แสนสิริและบริษัทย่อยของแสนสิริ กรรมการและผู้บริหารบริษัทไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับบริษัท เอ็น แอนด์ เอ็น แอสเซ็ท จำกัด ผู้ขายที่ดินแปลงดังกล่าว แสนสิริซื้อที่ดินทองหล่อปี 59 ราคา 1.1 ล้านบาทต่อตารางวา จากบริษัทเอ็น แอนด์ เอ็น แอสเซ็ท จำกัดในราคาเหมาะสมเทียบเคียงกับราคาตลาด การอ้างว่าแสนสิริซื้อที่ดินราคาแพงควรจะซื้อแค่ 565 ล้านบาท หรือตารางวาละ 650,000 บาท เป็นการพูดไม่สมเหตุผล ไม่มีเจ้าของที่ดินรายใดในซอยทองหล่อขายที่ดินในราคาดังกล่าว

จ่อฟ้องกลับพวกบิดเบือนข้อมูล

แถลงการณ์ระบุว่า บริษัท เอ็น แอนด์ เอ็น แอสเซ็ท จำกัด ซื้อที่ดินแปลงนี้มาตั้งแต่ปี 51 เป็นธรรมดาที่เจ้าของที่ดินต้องขายที่ดินที่มีกำไร เป็นไปไม่ได้จะยอมขายราคาตารางวาละ 650,000 บาท ที่ต่ำกว่าราคาตลาดอย่างมาก นอกจากนี้ บริษัท อาณาวรรธน์ จำกัด ที่เป็นบริษัทลูกแสนสิริ ไม่เคยให้กู้ยืมเงินแก่บริษัท เอ็น แอนด์ เอ็น แอสเซ็ท จำกัด มีหลักฐานที่อยู่ในสัญญาจำนองฉบับกรมที่ดินว่าการจำนองดังกล่าวเป็นการจำนองเพื่อประกันการปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายที่ดินของผู้ขายเพื่อให้ผู้ขายปฏิบัติตามสัญญาให้ครบถ้วน รวมถึงการดำเนินการเคลียร์ผู้เช่าในที่ดินเพื่อโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยปลอดภาระผูกพันใดๆ เมื่อผู้ขายดำเนินการครบถ้วนแล้ว แสนสิริจึงรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวจัดทำเป็นโครงการอาคารชุดที่มีการขายและโอนกรรมสิทธิ์ให้ลูกค้าแล้ว ทั้งนี้ แสนสิริอยู่ระหว่างพิจารณาดำเนินการทางกฎหมายต่อผู้บิดเบือนข้อมูล ทำให้ชื่อเสียงของแสนสิริเสียหาย บริษัทขอยืนยันว่าดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย โปร่งใส และตรวจสอบได้

แม่บ้านโร่แจ้งความไม่เคยกู้พันล้าน

ที่ สภ.เชียงยืน จ.มหาสารคาม ร.ต.อ.พัสกร ช่างถม รอง สว. (สอบสวน) สภ.เชียงยืน ได้รับแจ้งความจาก น.ส.พินิช คำยศ อายุ 38 ปี บ้านเลขที่ 205 ม.4 บ.ดอนหัน ต.นาทอง อ.เชียงยืน จ.มหาสารคาม โดย น.ส.พินิชกล่าวว่า งงมาก ตกใจด้วย อยู่บ้านเห็นข่าวว่าตนไปกู้ยืมเงิน 1 พันล้านบาท จากบริษัทแสนสิริ ทั้งที่ไม่เคยกู้ยืมเงินและไม่รู้เรื่องที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ มาแถลงข่าว ยิ่งเห็นคลิปที่นายชูวิทย์แถลงข่าวทราบว่า มีสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของตน พร้อมทั้งรูปถ่ายบ้าน มีชื่อตนเป็นผู้กู้ยืมเงินอยู่บนแผ่นชาร์จที่นายชูวิทย์แถลงข่าวไป ยืนยันไม่เคยกระทำการตามที่นายชูวิทย์แถลงข่าว จึงมาพบพนักงานสอบสวนลงบันทึกประจำวันเอาไว้เป็นหลักฐาน ไม่เคยทำธุรกิจอะไร แต่ไปทำงานที่ กทม.เมื่อ 5 ปีที่แล้ว แถวยูเนี่ยนมอล 4-5 ปีแล้วกลับมาอยู่บ้านไม่ได้ไปไหนอีกเลย แต่เมื่อ 3-4 วันมีคนมาถ่ายรูปบ้าน มาดูบ้าน สอบถามอะไรแปลกๆอยู่เหมือนกัน พอมาเห็นคลิปงงว่าทำไมถึงมีรูปบัตรประชาชนหรือรูปบ้านตน ไม่เคยเป็นแม่บ้านด้วย จึงชวนแฟนมาลงบันทึกประจำวันที่ สภ.เชียงยืนไว้ก่อน