ไม่ใช่แค่ตนเอง “ชูวิทย์” ปูดอีกอักษรย่อ “ป” ก็รู้ความเคลื่อนไหว “ทักษิณ” ชี้ ตราบใดที่ยังไม่มีไฟเขียว คงไม่กลับเมืองไทยเพื่อรับโทษเด็ดขาด เชื่อ 4 สิงหาคมนี้ โหวตนายกฯ ไม่ผ่าน พร้อมฝากเพลงไว้ใจ ถึง “แพทองธาร-พิธา”
วันที่ 29 กรกฎาคม 2566 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ เปิดเผยต่อสื่อมวลชนหลังมีการออกมาเคลื่อนไหวและโพสต์เฟซบุ๊กว่า มีเหตุพลิกผัน ว่า กรณีที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเดินทางกลับประเทศไทย ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับการที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ลาออกหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เนื่องจากเป็นการลาออกตามวาระ ก่อนจะได้รับการโหวตกลับเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคอีกครั้ง
ทั้งนี้ ต้องมองอีกมุมว่าการที่ พล.อ.ประวิตร จะเดินทางไปประชุมสภาผู้แทนราษฎร หรือปฏิบัติหน้าที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ทั่วไปนั้น จะทำหรือเปล่า หากอยู่ในส่วนเบื้องหลังยังทำงานง่ายกว่า การดำเนินการตรงนี้ส่วนตัวคิดว่าคงจะออกมาเป็นสูตรการทำงานในแบบ 2 ลุงอยู่เบื้องหลัง อาจจะออกมาเชิดหน้าชูตาคงไม่ได้ เพราะพรรคเพื่อไทยจะได้ออกจากพรรคก้าวไกล ฉะนั้น การดำเนินงานทั้งหมดจะไม่มีพรรคก้าวไกลมาเป็นส่วนร่วม
ขณะที่เมื่อวานมีเหตุการณ์พลิกผันทำให้ นายทักษิณ ต้องชะลอในการเดินทางกลับมา แต่ไม่ขอพูดถึง ส่วนประเด็นที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นบุตรสาวของ นายทักษิณ ออกมาคอมเมนต์ว่าเพ้อเจ้อนั้น ส่วนตัวไม่ได้รู้สึกอะไร คงต้องไปถามเขาดูว่าเขามั่นใจหรือไม่ว่าวันที่ 10 สิงหาคมนี้ นายทักษิณ จะกลับมาเมืองไทยได้
...
ตรวจสอบแล้วมีมูล 10 ส.ค.นี้ ทักษิณ ไม่ได้กลับไทย
สำหรับในทางการเมืองตนยืนยันและกล้าออกมาพูดว่ามีดีลลับเกิดขึ้น ซึ่งอาจจะทำให้นักการเมืองคนอื่นๆ ออกมาโต้แย้งว่าสิ่งที่พูดนั้นไม่จริง แต่วันนี้ขอบอกเลยว่าที่ออกมาบอกไม่ได้เป็นข่าวลวง เพราะตรวจสอบแล้วมันมีมูล
“นับจากวันนี้เป็นต้นไปก็อาจจะมีเหตุการเปลี่ยนแปลงได้ตลอด แต่ผมขอยืนยันตราบใดที่ยังไม่มีไฟเขียว คุณทักษิณ ไม่กลับมาเมืองไทยเพื่อรับโทษเด็ดขาด ในขณะเดียวกันก็มีนักการเมืองที่เป็นแกนนำติดต่อมาหาผม ผมก็พูดตามความจริงว่าวันที่ 10 สิงหาคมนี้ ไม่เกิดขึ้นแน่นอน ดังนั้นการกลับมาของคุณทักษิณ เชื่อว่าคนดูน่าจะตอบได้เองว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่พรรคเพื่อไทยจะกลับมามีอำนาจหรือไม่ ซึ่งครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นการรอคอยตลอด 9 ปี กับการกลับมาประเทศไทยหรือเปล่า”
ในส่วนการเคลื่อนไหวของนักการเมืองระดับแกนนำหลายๆ คนที่มีกระแสข่าวออกมาว่ามีการดีต่างๆ เกิดขึ้น นายชูวิทย์ บอก ตอบไม่ได้ว่ามีการเชื่อมโยงกันหรือไม่ แต่มองว่าเป็นการช่วงชิงอำนาจทางการเมือง ซึ่งการที่ นายทักษิณ จะกลับมา หากตนเป็นคนในครอบครัวก็คงต้องพูดว่า “ถ้าไม่มั่นใจ ไม่กลับมา”
เชื่อ ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน
ขณะที่ส่วนตัวคาดว่าศาลรัฐธรรมนูญคงไม่รับคำร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณีที่รัฐสภาลงมติไม่ให้มีการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีซ้ำ และคำร้องขอให้ชะลอการโหวตนายกรัฐมนตรีจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย แม้จะมีการโหวตนายกรัฐมนตรีในวันที่ 4 สิงหาคม 2566 และถ้าโหวตแล้วศาลไม่รับคำร้อง ก็มีผลทำให้ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ถึงคราวตัน และหากพรรคเพื่อไทยจะส่ง นายเศรษฐา ทวีสิน หรือจะลองส่ง นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย เข้าไป แล้วหากไม่ผ่านอีกก็จะต้องเป็นการเปิดทางให้พรรคภูมิใจไทยหรือเปล่า ในขณะที่พรรคภูมิใจไทยก็ประกาศว่าไม่เอาพรรคก้าวไกลอยู่แล้ว ลองรวมเสียงดูมันค่อนข้างชัดเจนอยู่แล้ว
“ถามว่าใครเป็นฝ่ายค้าน ก็คงต้องตอบว่าพรรคก้าวไกล กับพรรคประชาธิปัตย์ ที่พยามยามมาโดยตลอดอยู่แล้ว แต่การร่วมก็ต้องขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่ในพรรค ส่วนพรรครวมไทยสร้างชาติ เมื่อ คุณประยุทธ์ (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) ลาออกไปแล้ว ก็คงจะรวมได้ และคงไม่ยากสำหรับการรวมกันกับพลังประชารัฐได้ ดังนั้นแน่นอนว่าเกมนี้หากรวมกันแล้วก็คงผ่าน สว.ได้ เพราะไม่มีก้าวไกล”
นอกจากนี้ เรื่องประเด็นกระแสข่าว นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า เดินทางไปฮ่องกงนั้น นายชูวิทย์ มองว่าเป็นการไปต่อรองกับ นายทักษิณ ว่ายินดีที่จะโหวตให้พรรคเพื่อไทย และยินดีจะเป็นฝ่ายค้าน ตรงนี้ก็ลองคิดดูว่า นายทักษิณ จะเห็นด้วยหรือไม่ และการเห็นด้วยจะทำให้การกลับประเทศไทยเป็นผลหรือไม่ อย่างไร ซึ่งทุกอย่างมีเหตุและผลสอดรับกัน
อย่างไรก็ตาม นายชูวิทย์ ยังขอฝากไปถึง น.ส.แพทองธาร ด้วยว่า “ถ้าผมเป็นเขา แล้วคนเป็นพ่ออยู่ในสถานะนั้น ผมเป็นลูกก็อยากให้พ่อกลับมา ผมเข้าใจ แต่การกลับมาใช้ชีวิตในคุก อย่างระดับคุณทักษิณแล้ว อดีตนายกรัฐมนตรีผู้มีอำนาจ เป็นไปไม่ได้หรอก เพราะฉะนั้นการที่มาบอกผมเพ้อเจ้อ ผมไม่ไม่ได้โกรธเลย”
มั่นใจ 4 ส.ค. 66 โหวตนายกฯ ไม่ผ่าน
อีกทั้งการวิเคราะห์ของตนคิดว่า วันที่ 4 สิงหาคม ในการโหวตนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ โหวตไปก็ไม่ผ่าน เพราะจะผ่านหรือไม่ผ่าน อยู่ที่ไฟเหลือง ไฟแดง หากถามว่าอยากฝากอะไรถึง นายทักษิณ ก็เข้าใจว่าท่านคงอยากกลับบ้าน ซึ่งการคิด การคาดการณ์อะไร หรือการทำอะไรของ นายทักษิณ ไม่ใช่แค่ตนคนเดียวที่รู้ มีอีกคนอักษรย่อ “ป” เขาก็ทราบดี
เมื่อถามถึงเพลงไว้ใจ ของวงไมโคร ที่โพสต์ลงในคอมเมนต์นั้น นายชูวิทย์ บอกว่าชอบเพลงนี้มากเป็นการส่วนตัว แต่จะหมายถึงใครก็ลองไปคิดกันดู เพราะเชื่อว่าทุกคนคงรู้กันดีอยู่แล้ว และฝากมอบเพลงนี้ให้กับ น.ส.แพทองธาร พรรคเพื่อไทย และฝากให้ นายพิธา พรรคก้าวไกลด้วย เพราะในทางการเมืองไว้ใจใครไม่ได้ ก่อนร้องเพลงนี้ให้สื่อมวลชนฟัง โดยในเนื้อเพลงมีท่อนหนึ่งที่จะบอกถึงความจืดจาง ก็เปรียบเสมือนความจืดจางระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกล สุดท้ายคือการโดนทำร้ายจากการไว้ใจ
ในตอนท้าย นายชูวิทย์ ยังกล่าวอีกว่า “สถานการณ์ทางการเมืองมีเกมการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สิ่งที่ผมออกมาพูดนั้น ยืนยันว่าพูดถึงสถานการณ์การเมืองในฐานะคนไทย และจะไม่ตอบโต้คุณอุ๊งอิ้งที่ออกมาพูดในฐานะลูกที่ปกป้องพ่อ ผมเข้าใจ และอยากชมเชยคุณอุ๊งอิ๊งด้วยซ้ำ”