“จตุพร” ร่ายยาวปม “ทักษิณ” กลับไทย เผย 17 ปีก่อนตอนอยู่ในคุก เคยเห็นห้องที่เจ้าหน้าที่เตรียมไว้แล้ว ลั่น เคยแย้งไม่ให้ออกนอกประเทศ “จาตุรนต์” โต้กลับ ไร้ดีล “บิ๊กป้อม” เป็นนายกฯ

วันที่ 26 กรกฎาคม 2566 นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคณะหลอมรวมประชาชน ให้สัมภาษณ์กับไทยรัฐทีวี กรณีที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย โพสต์ประกาศการกลับบ้านของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 10 สิงหาคม 2566 ว่า หากย้อนไปในอดีต นายทักษิณ เคยพูดเรื่องการกลับบ้านมาประมาณ 20 ครั้งแล้ว แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้มีการกลับมาจริง 

แม้กระทั่งครั้งล่าสุดที่มีการประกาศว่าจะกลับมาก่อนวันเกิด นั่นก็คือวันนี้ (26 กรกฎาคม) แล้วจะกลับมาภายใต้รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อไม่ให้เป็นภาระของพรรคเพื่อไทย ซึ่งก่อนหน้านี้ น.ส.แพทองธาร ก็พยายามอธิบายว่าจะเลื่อนออกไปอีกไม่นาน กระทั่งวันนี้จึงมีการแจ้งว่า นายทักษิณ จะกลับวันที่ 10 สิงหาคม 2566

ทักษิณ ชินวัตร
ทักษิณ ชินวัตร

...

ร้อยนายกฯ ทักษิณ ก็เปลี่ยนคำสัญญาเพื่อไทยต่อประชาชนไม่ได้

โดยวันที่ 10 สิงหาคมนี้ หากดูปฏิทินทางการเมืองน่าจะยังไม่มีการจัดตั้งรัฐบาล แต่อาจจะมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งขณะนี้ประชาชนต่างรับรู้ว่าพรรคเพื่อไทยตกอยู่ในสถานการณ์ที่รับแรงกดดันอยู่ ต่อกรณีที่คนสงสัยในเรื่องของการตระบัดสัตย์ ในการข้ามขั้วทางการเมือง และคนก็สงสัยว่าการกลับมาของ นายทักษิณ เป็นการเบี่ยงเบนประเด็นนี้หรือไม่ และวันใดที่มีการข้ามขั้ว ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นก่อนวันที่ 10 สิงหาคม หากนายทักษิณ มั่นใจว่าประชาชนมีความรักต่อตัวเอง ยอมให้พรรคเพื่อไทยไปตระบัดสัตย์ ก็ให้มาทดสอบกันดู แต่ตัวเองเชื่อว่า “ต่อให้มีร้อยนายกฯ ทักษิณ ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความรู้สึกที่พรรคเพื่อไทยไปให้คำมั่นสัญญาต่อประชาชนได้” 

อีกทั้งระยะเวลาเกินกว่า 20 ปีนี้ ประชาชนที่ไปต่อสู้ร่วมกันมา หากมีการข้ามขั้วจริงประชาชนจะยินยอมหรือไม่ ส่วนตัวมองว่าถ้าตอนนั้นมีการข้ามขั้วจัดตั้งรัฐบาล หลังจากวันที่ 10 สิงหาคม สถานการณ์จะวุ่นวายมากที่สุด และเสียงขับไล่จะดังกระหึ่ม แต่หากยังไม่ได้จัดตั้งรัฐบาลแล้ว นายทักษิณ มาถึง แล้วเดินทางเข้าเรือนจำเลย สถานการณ์ก็จะเป็นอีกอย่างหนึ่ง 

จตุพร พรหมพันธุ์
จตุพร พรหมพันธุ์

นายจตุพร กล่าวต่อไปว่า รอบนี้ถ้า นายทักษิณ กลับมาจริงๆ คำตอบของตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็คงจะกลายเป็น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เพราะไม่เชื่อว่า นายทักษิณ จะให้ น.ส.แพทองธาร มาเป็นนายกรัฐมนตรีในวันที่ตัวเองกลับบ้าน เพราะจะควบคุมสถานการณ์ไม่อยู่ ส่วน นายเศรษฐา ก็จะมีความยุ่งยากตามกันไปตามลำดับ

นอกจากนี้ ส่วนตัวยังมีความประสงค์ให้ นายทักษิณ กลับมา เพราะการเมืองไทยติดกับ นายทักษิณ ตั้งแต่ออกไปนอกประเทศ 17 ปีแล้ว คนก็คิดกันว่า นายทักษิณ จะกลับหรือไม่ แทนที่จะเอาเวลาไปทำเรื่องอย่างอื่น และหาก นายทักษิณ ไม่กลับมา ไม่ใช่เฉพาะนายทักษิณที่เสียคน แต่ น.ส.แพทองธาร ที่เป็นลูกสาวและเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย จะล้มละลายในเรื่องของความน่าเชื่อถือด้วย ตนจึงหวังว่าครั้งที่ 21 นายทักษิณ จะพูดความจริงสักครั้งหนึ่ง หลังจากที่พูดเท็จมาแล้วกว่า 20 ครั้ง

เชื่อ การโหวตเลือกนายกฯ ก็ต้องขยายออกไปอีก

ส่วนประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่เอาคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินเข้าสู่สารบบ นายจตุพร บอก ตัวเองเชื่อว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องทางการเมือง และมีความกระทบต่อหลายเรื่องราว เพราะหากมีการหยิบเข้าไปประชุมทันทีก็จะต้องมีคำสั่งว่าจะรับหรือไม่รับ และหากรับแล้วจะต้องขยายเวลาในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีไปหรือไม่ ตามคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่หยิบยกขึ้นมาประชุม ส่วนตัวเชื่อว่าการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีก็ต้องขยายออกไปอีก เพราะคงไม่มีใครคิดจะสุ่มเสี่ยงกับสถานการณ์ที่ยังไม่ลงตัว

สำหรับกรณีที่ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ บอกว่ายังมีความหวังให้หลักการประชาธิปไตยเดินหน้านั้น นายจตุพร มองว่า หากประชาธิปไตยจะเดินหน้าต่อก็ต้องเดินหน้าแบบประชาธิปไตย ซึ่งประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดคือเรื่องสัจจะวาจา ต้องไม่มีการตระบัดสัตย์เกิดขึ้น หลักใหญ่ตัวเองมักพูดเสมอว่า “สีเสื้อเป็นแค่เปลือก แต่สิ่งที่ใหญ่กว่าสีเสื้อคือแก่นที่เป็นจิตวิญญาณของประชาธิปไตยและความถูกต้อง” ซึ่งการตระบัดสัตย์ทางการเมืองเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ฉะนั้นแล้ว ประชาธิปไตยจะเดินหน้าต่อไปได้ต้องเดินไปในแนวทางที่ถูกต้อง ตนจึงไม่ได้มีอะไรแย้งกับคำพูดของ นายณัฐวุฒิ แต่หากวันใดไปสนับสนุนการตระบัดสัตย์ คำตอบก็มีอยู่แล้วว่าตัวเองจะไม่เอาด้วย และไม่เชื่อว่า นายณัฐวุฒิ จะไปยืนสนับสนุนการตระบัดสัตย์นั้น 

เคยเตือนไม่ให้ออกนอกประเทศ ลั่น ไม่หันหลังกลับ

ผู้สื่อข่าวถามต่อไปว่า ในฐานะที่เคยมีสัมพันธ์ที่ดีกับ นายทักษิณ หากวันที่ 10 สิงหาคม กลับไทยจริง คำพูดแรกที่จะบอกกับ นายทักษิณ คืออะไร นายจตุพร กล่าวว่า “อยากให้ท่านจำคำพูดที่ผมเคยบอกก่อนที่ท่านจะเดินทางออกนอกประเทศว่า ผมเป็นเสียงเดียวที่ไม่ได้เห็นด้วยให้ท่านออกนอกประเทศ ซึ่งผมเองก็เห็นว่าหากต้องคำพิพากษาจำคุก คุกจะเล็กกว่าท่าน และท่านจะยิ่งใหญ่ เพราะฉะนั้นอย่ากลัวการติดคุก และท่านก็ไม่ต้องหนีไปไหน เพราะคุกไม่สามารถจะขังท่านไว้ได้นาน ขอให้ท่านใช้ความกล้าหาญและกระบวนการประชาธิปไตยในประเทศไทย” 

ก่อนจะระบุต่อไปว่า แต่ตอนนั้นเสียงส่วนใหญ่ที่ไปให้ความคิดเห็นกับ นายทักษิณ บอกว่าหาก นายทักษิณ ติดคุกอาจจะถูกฆ่าตาย ซึ่งตัวเองเป็นเสียงส่วนน้อย ตอนนั้นถ้า นายทักษิณ เชื่อตนคงไม่ต้องระเหเร่ร่อนไปต่างประเทศถึง 17 ปี ซึ่งตนกับ นายทักษิณ ถูกขีดเส้นให้รู้จักกันเพียง 29 ปี จากที่รู้จักกันตั้งแต่วันแรก จนแยกจากกัน และตนก็พูดชัดว่าจะไม่หันหลังกลับไปอีก 

ขณะที่ก่อนหน้านี้มีการจัดเตรียมเส้นทางของเจ้าหน้าที่กันล่วงหน้าเพื่อรอรับบุคคลสำคัญ นายจตุพร ระบุว่า การข่าวของตัวเอง ณ ขณะนั้น บอกว่าเหมือนเป็นการวางบิลเรื่องของกำหนดการ ซึ่งต้นทางคือสนามบินและปลายทาง คือเรือนจำพิเศษ คือเกมการเมืองในขณะนั้น ซึ่งวันที่ 10 สิงหาคม 2566 บิลใบนี้จะถูกนำมาใช้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า นายทักษิณ จะกลับมา 100%

เคยเห็นห้องในคุกที่เตรียมให้ ทักษิณ ตั้งแต่ 17 ปีก่อน

นายจตุพร ยังบอกด้วยว่า ปกติเวลาลงเครื่อง หากกองบัญชาการตำรวจนครบาลไม่ได้ไปรับตัว ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจะไปรับตัวแทน ซึ่งผู้ต้องหาเป็นจำเลยที่ศาลพิพากษาถึงที่สุดและถูกออกหมายจับ ก็เอาตัวมาตามหมายจับไปขังตามคำพิพากษา ซึ่งคดีสิ้นสุดแล้วมีโทษจำคุกเหลืออยู่ 10 ปี 

“เมื่อ 17 ปีก่อนตอนที่ผมอยู่ในคุก ที่อาคารพยาบาลได้มีการเตรียมห้องให้กับคุณทักษิณ ซึ่งผมยังมีโอกาสไปนอนห้องนั้นด้วย 2 คืน มีลักษณะเป็นห้องธรรมดาเล็กๆ ภายในห้องไม่ได้มีสิ่งอำนวยความสะดวกอะไร เป็นห้องเปล่ามีที่นอน มีกระจกและลูกกรง ที่แตกต่างจากนักโทษทั่วไปคือจะมีการกั้นห้องแยกไว้ให้ต่างหาก”

ในตอนท้าย นายจตุพร บอกด้วยว่า หากนายทักษิณ กลับมาการใช้ชีวิตในเรือนจำ ในฐานะที่ตนเคยเป็นคนคุกมาก่อน การเข้าไปในคุกต้องวางทุกสิ่งทุกอย่างออกไปให้หมด ต้องไม่คิดว่าตัวเองเป็นใคร ต้องไม่คิดว่าเมื่อออกไปจะเป็นอะไร และต้องใช้ชีวิตและทำตัวเป็นนักโทษ ทำตัวเหมือนอยู่ในสุสานคนเป็น ทำตัวเหมือนคนที่ตายไปแล้ว ไม่มีทั้งอดีตและไม่มีทั้งอนาคต ให้อยู่กับปัจจุบัน ซึ่งคำขวัญในคุกที่ทุกคนจะท่องกัน คือ “อยู่ให้เป็น เย็นให้พอ และรอให้ได้” ซึ่ง 3 วันแรกที่จะเข้าไปจะมีปัญหาเรื่องการกินและการขับถ่ายกันทุกคน 

จาตุรนต์ ลั่น ทักษิณกลับไทย ไม่มีดีล “บิ๊กป้อม” นั่งนายกฯ 

ทางด้าน นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการเดินทางกลับประเทศไทยของนายทักษิณ ว่า ไม่เหนือความคาดหมาย ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว ไม่มีอะไรเซอร์ไพรส์ เพราะ นายทักษิณ ก็พูดไว้ก่อนหน้านี้ว่าอาจจะกลับก่อนวันเกิด 26 กรกฎาคมนี้ ไม่ก็หลังวันเกิด ส่วนที่หลายคนวิเคราะห์ว่าการเดินทางกลับประเทศไทยจะมีนัยทางการเมืองหรือไม่ นายจาตุรนต์ ระบุว่า นายทักษิณ พูดมานานหลายเดือนแล้ว และที่พูดก็อย่างน้อย 2-3 ครั้ง จะไม่เกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อไทย ไม่ให้พรรคต้องทำอะไรแลกเปลี่ยนกับการเดินทางกลับ หรือต้องมาออกกฎหมายเอื้อประโยชน์ให้

ส่วนที่ นายจตุพร แสดงความคิดเห็นว่าสถานการณ์การเมืองอาจจะต้องเดินไปจนสุดซอยหาก นายทักษิณ กลับไทย พล.อ.ประวิตร อาจเป็นนายกรัฐมนตรี และพรรคเพื่อไทยอาจยอมอ่อนข้อบางอย่าง เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนนั้น ตนเองไม่ทราบ เท่าที่ติดตามทราบเพียงว่า นายทักษิณ ได้พูดและแสดงความตั้งใจไว้ ส่วนในพรรคเพื่อไทยก็ไม่ได้หารือกันเรื่องนี้มาก่อน จะมีแต่ที่ น.ส.แพทองธาร มาสื่อสารให้ทุกคนรับทราบพร้อมกัน จึงมองว่าไม่ใช่ประเด็นที่พรรคจะต้องมาแก้ต่างหรือทำอะไร และก็ยังไม่ทราบขั้นตอนการเดินทางกลับของ นายทักษิณ ว่าจะเป็นอย่างไร 

จาตุรนต์ ฉายแสง
จาตุรนต์ ฉายแสง

ชี้ จุดยืนที่แสดงออกไม่ต่างจากพรรคเพื่อไทย

อีกทั้งยังไม่ทราบว่าวันที่ 10 สิงหาคม 2566 จะได้นายกรัฐมนตรีที่มาจากพรรคเพื่อไทยแล้วหรือไม่ เพราะเรื่องโหวตนายกรัฐมนตรีต้องรอ เนื่องจากดูเหมือนประธานรัฐสภาจะรอศาลรัฐธรรมนูญว่าจะรับพิจารณาคำร้องผู้ตรวจการแผ่นดินหรือไม่ หากไม่รับพิจารณาขั้นตอนการโหวตนายกรัฐมนตรี ทุกอย่างก็จะเร็ว หากรับพิจารณาก็ต้องรอขั้นตอนการวินิจฉัย เวลาก็จะยืดออกไป จึงไม่มีใครทราบว่าจะได้นายกรัฐมนตรีวันไหน มีแต่คาดการณ์กันไปเอง

ทั้งนี้ เมื่อถามถึงกรณีที่ได้เคยทวีตจุดยืนไม่เห็นด้วยหากพรรคเพื่อไทยจะจับมือกับพรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคพลังประชารัฐนั้น นายจาตุรนต์ ยืนยันว่าการแสดงจุดยืนไป ไม่ได้แตกต่างจากจุดยืนของพรรคเพื่อไทย และพรรคเพื่อไทยก็ยังไม่มีการแก้ไขจุดยืนและแนวความคิดนี้ ดังนั้น สิ่งที่ตนพูดมาตลอด 1 เดือนนี้ จึงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงและแตกต่าง พร้อมทิ้งท้ายว่า “หากผมพูดเปลี่ยนไปจากนี้ ก็คงไม่ใช่จุดยืนของพรรคเพื่อไทย”