“พรชัย-บุญส่ง” ยื่น ผู้ตรวจการแผ่นดิน เสนอศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยการลงมติที่ประชุมรัฐสภา ปัดตกเสนอชื่อ “พิธา” เป็นนายกฯ ตามข้อบังคับที่ 41 เป็นการละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ มอง กระทบกับทุกพรรค หากเสนอชื่อได้ครั้งเดียว ชี้หากศาลรับ ขอให้มีมติยุติการสรรหานายกฯ ไว้ก่อน

วันที่ 21 ก.ค. 2566 เมื่อเวลา 15.00 น. ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน รองศาสตราจารย์พรชัย เทพปัญญา อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง และ ศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร ผอ.หลักสูตรผู้นำ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต เข้ายื่นเรื่องร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้ผู้ตรวจการฯ เสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ กรณีการลงมติของที่ประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 19 ก.ค. 2566 ที่ผ่านมา เกี่ยวกับการให้ความเห็นชอบเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2563 ข้อ 41 เป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 คุ้มครองไว้หรือไม่

รศ.พรชัย เปิดเผยว่า จากการประชุมรัฐสภาเพื่อเสนอชื่อโหวตนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ 2 ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ตามสื่อต่างๆ เกี่ยวกับมติของสภาฯ ซึ่งมองว่าจะเป็นการละเมิด และขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ และกระทบสิทธิโดยตรงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 ซึ่งตนเองในฐานะพลเมืองไทยที่ใช้สิทธิเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พ.ค. 66 ที่เลือกพรรคก้าวไกล ทั้งแบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่อ โดยตามที่พรรคก้าวไกล เสนอชื่อของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เพื่อเป็นนายกฯ ก็หมายความว่า เจตนารมณ์ของการเลือกตั้งในวันนั้น ผู้ที่ได้เสียงมากที่สุดก็สามารถรวบรวมคะแนนเสียงได้จากการรวบรวม 8 พรรคร่วมฯ เป็น 312 เสียงเพื่อเป็นนายกรัฐมนตรี

...

รศ.พรชัย กล่าวต่อว่า แต่เมื่อโหวตครั้งแรกไม่ผ่าน การโหวตครั้งถัดไปคือ วันที่ 19 ก.ค. ที่สภากลับมีมติข้อบังคับการประชุมที่ 41 ของรัฐสภา ว่าไม่สามารถเสนอญัตติซ้ำได้ ทำให้การเสนอชื่อของนายพิธา ครั้งที่ 2 จึงถูกปัดตกไป ซึ่งนักวิชาการหลายคน ก็มองว่าจะขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหรือไม่ จึงได้นำเรื่องดังกล่าวมายื่นต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ โดยให้วินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญถูกละเมิดโดยข้อบังคับที่ 41 หรือไม่

อีกทั้ง ตนได้ขอกับศาลรัฐธรรมนูญเอาไว้ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องดังกล่าวเป็นคดีแล้ว ขอให้มีมติในการยุติการสรรหานายกรัฐมนตรี หรือเลือกนายกรัฐมนตรีไว้ก่อนจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมองว่าผลสุดท้ายหากกระบวนการประชาธิปไตย และกระบวนการของประเทศที่จะก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลง ถูกสกัดกั้นโดยคนบางกลุ่มบางพวกที่ไม่ได้เป็นความก้าวหน้าของประเทศ และควรปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามครรลองของประเทศไป

รศ.พรชัย กล่าวอีกว่า กระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรียังไม่สิ้นสุดลง และสามารถเลือกได้อีกหากยึดตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ แต่ข้อบังคับที่ 41 นั้นละเมิดสิทธิของตนที่จะต้องให้นายพิธามีโอกาสได้เลือกอีกครั้ง ส่วนจะได้หรือไม่ ไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับเรา แต่ต้องจบด้วยการที่นายพิธาได้รับการเสนอชื่อเป็นครั้งที่ 2 รวมทั้งไม่ใช่แค่กระทบสิทธิของตนเพียงคนเดียว แต่จะกระทบสิทธิคนที่เลือกนายกฯ มาจากพรรคเพื่อไทย และพรรคอื่นๆ ที่มีสิทธิได้เลือกเพียงครั้งเดียวอีกด้วย

ด้าน ศ.ดร.บุญส่ง ระบุว่า ประเด็นที่มาร้องในวันนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะบ้านเมืองจำเป็นที่จะต้องมีกฎระเบียบกติกาที่แน่นอน ฉะนั้นเหตุการณ์เมื่อวันที่ 19 ก.ค.ที่ผ่านมา เกิดจากความไม่ชัดเจน และความขัดแย้งว่ากฎกติกาควรจะเป็นอย่างไร ซึ่งตนมองว่าเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่ผู้ที่สนับสนุนพรรคก้าวไกล หรือนายพิธา แต่ทุกฝ่ายควรที่จะเข้าใจให้ชัดเจนร่วมกัน และคนที่ไม่ได้สนับสนุนนายพิธาก็ควรจะได้รับการรับรองหรือยืนยันกฎระเบียบที่แท้จริง เพื่อให้สังคมเดินหน้าต่อไปได้ 

ไม่เช่นนั้นจะมีการตีความที่แตกต่างกันออกไป แล้วแต่ผลประโยชน์ของแต่ละกลุ่ม ซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่บ้านเมืองในอนาคตระยะยาว จึงขอให้ผู้ตรวจการพิจารณาเรื่องนี้โดยด่วน ก่อนที่จะสร้างความแตกแย้งไปมากกว่านี้

ขณะที่ พ.ต.ท.กีรป กฤตธีรานนท์ เลขาธิการ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เปิดเผยว่า เรื่องนี้ในทางกฎหมาย ตามวิธีพิจารณาศาลรัฐธรรมนูญ กำหนดให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน มีความเห็นส่งศาลรัฐธรรมนูญภายใน 60 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับคำร้อง หรือนานกว่านั้นหากมีเหตุจำเป็นที่ศาลรัฐธรรมนูญอนุญาต ซึ่งในการหารือเบื้องต้น ตามข้อเท็จจริงเป็นไปตามปรากฏ โดยที่ผู้ตรวจการแผ่นดินจะต้องพิจารณาคือ จะต้องมาดูตามกฎหมายการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญว่า การลงมติที่ประชุมสภา ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ รวมถึงการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีเป็นการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ หรือ เป็นการเสนอญัตติ

อย่างไรก็ดี ในการที่จะเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญ มีเรื่องที่สำคัญคือในประเด็นของผู้เสียหาย จะตัองมีการพิจารณาว่าผู้ร้องเรียนตามกฎหมายของศาลรัฐธรรมนูญว่าผู้ใดเป็นผู้ถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพโดยตรง และได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย ผู้นั้นถึงจะมีสิทธิยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดย พ.ต.ท.กีรป ยืนยันว่า จะรับเรื่องนี้ไว้ และจะรีบดำเนินการเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด