คณะทำงานด้านกฎหมายพรรคไทยสร้างไทย ทวงถามความคืบหน้ากองทัพเรือ กรณีกระสุนลอตใหญ่หายจากคลัง เร่งติดตามผู้ที่เกี่ยวข้องมาดำเนินการโดยเร็ว หวั่นซ้ำรอยโศกนาฏกรรมหลายเหตุการณ์ในอดีต

วันที่ 20 กรกฎาคม 2566 นายนรุตม์ชัย บุนนาค คณะทำงานด้านกฎหมายพรรคไทยสร้างไทย ทวงถามความคืบหน้ากรณีเจ้าหน้าที่คลังสรรพาวุธขโมยเครื่องกระสุนนับหมื่นนัดออกจากคลังสรรพาวุธของนาวิกโยธิน กองทัพเรือ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ว่า ขอให้เร่งติดตามผู้ที่เกี่ยวข้องมาดำเนินการโดยเร็ว เชื่อว่ากรณีที่เกิดขึ้นอาจทำเป็นขบวนการ ไม่ได้นำกระสุนลอตใหญ่หนีหายออกจากค่ายเพียงลำพัง 

ทั้งนี้ ขอเรียกร้องให้กองทัพเรือดำเนินการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา จัดการกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกคนและทุกระดับ รวมถึงต้องตรวจสอบจนได้ข้อยุติว่าการหายไปของกระสุนปืนดังกล่าว โดยเจ้าหน้าที่ของกองทัพเรือนั้นมีวัตถุประสงค์อย่างไร จะนำไปใช้สร้างสถานการณ์หรือไม่ 

นายนรุตม์ชัย กล่าวต่อไปว่า ประชาชนแสดงความกังวลต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเชื่อว่าการกระทำในลักษณะเช่นนี้ทำมานานแล้ว ไม่ได้เพิ่งเริ่มทำเป็นครั้งแรก พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าหน่วยงานด้านความมั่นคงโดยเฉพาะกองทัพ ปล่อยปละละเลยให้เหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า และหลายครั้งก็นำมาสู่การเกิดโศกนาฏกรรม เช่น เหตุการณ์กราดยิงที่โคราชโดยเจ้าหน้าที่ทหาร เป็นผู้ขโมยปืนออกมาใช้ และยิงประชาชนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก หรือเมื่อ 4 มกราคม 2547 เกิดเหตุคนร้ายบุกปล้นปืนจากกองพันพัฒนาที่ 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส จนทำให้มีทหารเสียชีวิต 4 นาย และอาวุธปืนหายออกจากค่าย 413 กระบอก ปัจจุบันติดตามกลับมาได้เพียง 94 กระบอกเท่านั้น

นอกจากนี้ เหตุการณ์อาวุธปืนหายออกจากกองทัพเรือไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่มีเหตุการณ์ที่ปืนถูกขโมย โดยเป็นปืนกลอายุ 50 ปี หายจากคลังกองทัพเรือสัตหีบ หรือกรณีที่มีปืน AK 102 จำนวน 28 กระบอก หายออกไปจากคลังรักษาการกองร้อยอาสาสมัครรักษาดินแดน อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส เป็นต้น

...

“เหตุการณ์ทั้งหมด กองทัพคงไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้ ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน และเป็นการป้องปรามสถานการณ์ที่อาจนำมาซึ่งความสูญเสียซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนเช่นในอดีต กองทัพเรือต้องเร่งติดตามผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาดำเนินการโดยเร็ว และชี้แจงให้ประชาชนรับทราบ เพื่อคลายความกังวล และต้องหาแนวทางป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ในลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นอีก”.