“ปลอดประสพ” ชี้ เคยเตือนแล้วหากไม่เคารพเสียงประชาชน ล่าสุดเกิด Social Sanctions แนะ ส.ว. ทบทวนจุดยืนโหวตนายกรัฐมนตรี 19 ก.ค.นี้ ดักคอ อย่าฝืนตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย

วันที่ 15 กรกฎาคม 2566 นายปลอดประสพ สุรัสวดี แกนนำพรรคเพื่อไทย แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กถึงการโหวตนายกรัฐมนตรีในวันที่ 19 กรกฎาคม 2566 จะเกิดอะไรขึ้น ว่า เคยเตือนเมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว หากไม่เคารพคะแนนเสียง 26 ล้านของ 8 พรรคในการจัดตั้งรัฐบาลโดยมี นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรี ก็จะเกิดความโกลาหล โดยไม่ใช่ความวุ่นวายลงถนนแบบเดิมๆ แต่จะเป็นแบบอารยะขัดขืน แบบ Social Sanctions เช่น การดูถูกด้อยค่า ไม่คบค้าเชื่อถือกับกลุ่มที่ปฏิเสธเสียงของประชาชน ซึ่งพวกเขายืนยันว่าเป็นเสียงใหญ่ที่สุดของประเทศ

“บัดนี้ สิ่งที่ผมพูดก็ได้เกิดแล้ว เช่น ร้านค้า ร้านอาหาร ร้านก๋วยเตี๋ยว เป็นต้น ปฏิเสธจะขายสินค้าให้กับกลุ่มส.ว.และครอบครัว หรือสถานที่ให้บริการบางแห่งก็ประกาศไม่ต้อนรับบุคคลกลุ่มดังกล่าว และต่อๆ ไปก็ไม่รู้จะมีอะไรเพิ่มขึ้นมาอีก ผมจึงขอย้ำเตือนอีกครั้งว่า วันที่ 19 กรกฎาคม จะมีการลงคะแนนอีกครั้ง ขอให้ ส.ว. ที่สร้างปัญหาทั้งหลาย ได้ทบทวนจุดยืนและการแสดงออกเสียใหม่ การกระทำของพวกคุณเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ใครก็มองเห็นว่าไม่ปกติ เช่น ขาดประชุมเกือบ 50 คน หรืองดออกเสียง 159 คน ทั้งๆ ที่การประชุมครั้งนั้นเขาบังคับในทีให้ออกเสียง เพราะกติกาได้กำหนดคะแนนขั้นต่ำไว้คือ 376 เรื่องเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ คนเขาจึงเชื่อว่ามีผู้มีอำนาจสั่งการแน่นอน”

...

นายปลอดประสพ ระบุต่อไปว่า อีกเรื่องที่โจษจันกันมาก คือ การตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย (188 เสียง) ขอให้เชื่อตนว่าอย่าทำ เพราะถ้าขืนทำสภาก็จะพัง เศรษฐกิจก็จะพัง และสุดท้ายประเทศก็จะพังตามมา พร้อมตั้งคำถามเรื่อง 188 เสียง เพราะประชุมสภาฯ วันแรก ถ้า 312 เสียงเขาไม่แสดงตัว ก็เปิดประชุมไม่ได้แล้ว และถ้าเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ฝ่ายนิติบัญญัติก็จะเหมือนสูญหายไป ประเทศเดินหน้าไม่ได้หมด เพราะไม่มีตัวบทกฎหมายอะไรที่จะได้รับการพิจารณา รวมถึงพระราชบัญญัติที่สำคัญที่สุดคือ พ.ร.บ.งบประมาณ

ทั้งนี้ นายปลอดประสพ ยังระบุในช่วงท้ายด้วยการคาดการณ์ว่า “เสียงข้างน้อย 188 เสียงก็จะแก้ปัญหาแบบกล้วยๆ คือหว่านเงิน 6,300 ล้าน (63 เสียงๆ ละ 100 ล้าน) เพื่อซื้อผู้แทนเพิ่มให้ได้ 251 เสียง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจและไม่มีใครยอมรับได้ สุดท้ายรัฐบาลต้องยุบสภาเลือกตั้งใหม่ เสียงบประมาณอีก 6,000 ล้าน และไม่มีรัฐบาลบริหารประเทศไปอีก 6 เดือน ส่วนฝ่ายประชาธิปไตยคราวนี้ก็จะชนะไปอย่างท่วมท้น เผลอๆ จะได้ถึง 450 เสียงด้วยซ้ำไป.