“ศิธา ทิวารี” ย้ำ พรรคก้าวไกลและเพื่อไทยต้องจับมือให้แน่น เชื่อ เผด็จการจะพ่ายแพ้ต่อประชาธิปไตย ให้ความกดดันตกไปอยู่ที่ ส.ว.

วันที่ 14 กรกฎาคม 2566 น.ต.ศิธา ทิวารี แกนนำพรรคไทยสร้างไทย เปิดใจกับทีมข่าวไทยรัฐทีวี ว่า หลังจากที่เมื่อวานนี้ (13 กรกฎาคม 66) มีโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งแรกไม่ผ่าน ส่วนตัวคิดว่าครั้งที่ 2 ถ้าจะให้ผ่านก็คงเหนื่อยเหมือนกัน เพราะสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ก็ตั้งธงแบบเดิมนี้อยู่แล้ว ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้มีได้มีการไปพูดคุยกับ ส.ว. จนมั่นใจว่าจะผ่านแน่นอน แต่เมื่อผลออกมาแบบนี้ โอกาสครั้งที่ 2 ก็คงไม่ต่างกันเท่าไร หากยังมีจุดยืนเดิมไม่ลดเพดานลงมา ส.ว. ก็คงจะยืนในกำแพงเดิมแบบนี้

“แน่นอนว่าการโหวตนายกฯ สามารถทำได้หลายครั้ง แต่เชื่อว่าธรรมชาติของพรรคก้าวไกลเอง ถ้าโหวตหลายครั้งแล้วไม่ผ่าน และไม่มีประเด็นใหม่หรือไม่มีอะไรมาแก้ พรรคก้าวไกลก็คงจะเข้าใจว่ากฎเกณฑ์มันเป็นแบบนี้ คงจะหาวิธีการถอย”

น.ต.ศิธา ระบุต่อไปว่า แต่ในการถอยตนก็ยังมีความกังวลอยู่ เพราะเชื่อว่าประชาชนให้ความหวังกับทั้งพรรคก้าวไกล และพรรคเพื่อไทยมาก ทั้ง 2 พรรคนี้มีคะแนนรวมกัน 292 เสียง ถือว่าเยอะมากๆ ในระบอบประชาธิปไตย และตอนนี้คนมองว่าจุดยืนของ 2 พรรคนี้ อยู่ฝ่ายที่ตรงข้ามกับการฝ่ายที่ทำรัฐประหารเดิม ถ้า 2 พรรคนี้ถอยออกหรือจับมือกันไม่แน่นแตกแยกกัน จะทำให้คนที่เคยทำการรัฐประหารสอดแทรกเข้ามาจับมือกับคนใดคนหนึ่งได้แล้วมาบริหารประเทศต่อไป ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การมายุ่งเหยิงกับประชาธิปไตย การจัดคนไปในองค์กรอิสระ การเขียนกฎหมายต่างๆ ที่จะทำให้ประชาชนลืมตาอ้าปากได้ ก็จะไม่สามารถทำได้ดีเท่าที่ควร นี่คือสิ่งที่ตนกังวล

“สถานการณ์ในสภาฯ ตอนนี้ไม่สามารถประเมินอะไรได้ เพราะกุญแจที่จะเข้าทำเนียบฯ อยู่กับ ส.ว. หากเปรียบเทียบตนคิดว่าตอนนี้เหมือนกับมีบทสวดอยู่ 3 บท คือ 1. โหวตโดยมี 8 พรรคร่วมเสนอคุณพิธาเป็นายกฯ หากไม่ผ่านก็เปลี่ยนวิธีไปเรื่อยๆ จนกว่าจะผ่าน หากไม่ผ่านก็มีบทสวดที่ 2 คือ 8 พรรคร่วมกับแคนดิเดตคนใดคนหนึ่งในพรรคเพื่อไทยและก้าวไกล ซึ่งทั้งหมดนี้ก็อยู่ที่ ส.ว. ตัดสินใจอีกว่าจะให้หรือเปล่า บทสวดที่ 3 คือเอาเผด็จการมาเข้าร่วมรัฐบาล หรือเอามาเป็นแกนนำ หรือเป็นนายกรัฐมนตรี จึงจะผ่านได้กุญแจทำเนียบฯ และเข้าไปนั่งในทำเนียบฯ ได้”

...

เพราะฉะนั้นเรามีวิธีอยู่ 2 เกม คือ 1. เล่นตามเกมที่เขาเขียนไว้ หรือ 2. เดินตามเกมประชาธิปไตย แต่สิ่งที่ฝ่ายเผด็จการเขียนเอาไว้มันมีแค่ระยะเวลา 5 ปี ถ้าเทียบในตอนนี้มีระยะเวลาอีกแค่ 10 เดือนที่ ส.ว. จะหมดวาระไป ถ้าเกิด 2 พรรคใหญ่เกาะกันและจับมือกันให้แน่น ความกดดันก็จะไปตกอยู่ที่ ส.ว. เพราะคนทั่วโลกก็จะมองว่าเมื่อเลือกตั้งเสร็จแล้วทำไมไม่ผ่าน และเมื่อรู้ไม่ผ่านจาก ส.ว. คนทั่วโลกก็จะเพ่งเล็ง และ ส.ว.เหล่านี้ก็จะเข้าใจกลไก รู้ว่ายื้อต่อไปก็จะเสียหาย เพราะตอนนี้ประชาชนเป็นยอมเป็นผนังแดงกำแพงเหล็กให้กับ 2 พรรคใหญ่แล้ว อยู่ที่ว่าเขาจะตัดสินใจอย่างไร ส.ว.ก็จะยอมแพ้ และจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เอง

ทั้งนี้ ยอมรับว่าลึกๆ แล้ว แต่ละพรรคอาจจะมองว่าตัวเองควรได้เป็นนายกรัฐมนตรี คล้ายกับตอนเลือกประธานสภาฯ จึงทำให้เรื่องนี้คลุมเครืออยู่ ถ้าตกลงกันได้ชัดเจนและจับมือกันให้แน่น อย่างไรเผด็จการก็จะพ่ายแพ้ต่อประชาธิปไตยแน่นอน ซึ่งความเห็นตนคิดว่าควรรอ 10 เดือน ประชาธิปไตยจะกลับคืนสู่ประชาชนแน่นอน แต่ตนก็มองอีกว่าไม่ต้องถึง 10 เดือน แค่เดือน 2 เดือน ส.ว. คงจะเกิดความละอาย และยอมมอบกุญแจทำเนียบฯ นี้ให้ประชาชนแน่นอน

ส่วนกรณีการที่พรรคก้าวไกลยื่นแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 272 เป็นสิ่งที่สามารถยื่นแก้ได้ กฎหมายนี้เป็นกฎหมายสืบทอดอำนาจรัฐเผด็จการอย่างชัดเจน เป็นสิ่งที่สมควรได้รับการแก้ไข หากถามว่าจะผ่านหรือไม่ผ่าน กฎเกณฑ์มันยากกว่าการเลือกนายกรัฐมนตรีด้วยซ้ำ เพราะต้องการจำนวนคนกึ่งนึง เท่ากับการโหวตนายกรัฐมนตรี และยังมีกฎเกณฑ์ว่าตั้งได้รับการยินยอมจาก 1 ใน 3 ของ ส.ว. ทั้งหมดอีก การแก้มาตรา 272 จะไปกระทบกับ ส.ว. มากกว่าการโหวตนายกอีก จึงคิดว่าโอกาสที่ ส.ว. จะยอม น่าจะต่ำกว่าเดิม

“ผมมองว่าตอนนี้เป้าหมายของ 8 พรรคร่วมควรขึ้นอยู่กับประชาชนที่เลือกคุณไปมากกว่า ว่าจะทำอย่างไร และควรทำตามเจตนารมณ์ของประชาธิปไตยต่อไป”