กกต.ร่วมเติมเชื้อ มีมติส่งไม้ต่อศาล รธน.สอย “พิธา” ปมหุ้นไอทีวี แต่เข้าไม่ทันวาระประชุมประจำสัปดาห์นี้ รับคำร้องปมชูนโยบายหาเสียงยกเลิก ม.112 ล้มล้างการปกครองฯ ก้าวไกลแถลงการณ์ซัด กกต.จงใจทำผิด 157 จ่อฟ้องปฏิบัติหน้าที่มิชอบ “ชัยธวัช” โวยไม่เป็นธรรมปิดโอกาส “พิธา” ชี้แจง ฮึ่มลุแก่อำนาจเกินขอบเขตระวังประชาชนลงโทษ “พิธา” ฉะเร่งรัดก่อนดีเดย์วันเดียว จ้องสกัดกั้น แต่ยังสติ-กำลังใจดี พูดชัดรอบแรกไม่ได้ก็โหวตไปเรื่อยๆ เตือนให้ดูบทเรียนเก่าเผานาจับหนู “ปิยบุตร” จวกผู้กำกับฉายหนังเก่าซ้ำซาก พท.มติเอกฉันท์หนุน “พิธา” ปชป.งดออกเสียง ส.ว.หญิงแฉแหลกถูกกดดัน-แจกกล้วยงดโหวตให้ “ทิม” “สมชาย” ลูกไม้เดิมเป็นตุเป็นตะปูดซื้อ ส.ว.รายหัว “สมศักดิ์” ตอกกลับ ส.ว.จอมปูด “อานนท์” ปลุกกลุ่มราษฎร ก้าวไกลชวน “ด้อมส้ม” ติดตามโหวตนายกฯ “อุ๊งอิ๊ง” เผย “ทักษิณ” ไทม์ไลน์กลับบ้านขยับนิดหน่อย การเมืองนิ่งกลับแน่ บช.น.วางแผนคุมตัว “นายใหญ่”

ดึงเกมยืดเยื้อมาหลายวัน ในที่สุดที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพ ส.ส.ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และแคนดิเดตนายกฯ พรรคก้าวไกล กรณีถือครองหุ้นสื่อบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ก่อนจะมีการประชุมรัฐสภา โหวตเลือกนายกฯเพียงวันเดียว

กกต.ส่งไม้ต่อศาล รธน.สอย “พิธา”

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 12 ก.ค. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีการประชุมกรรมการ กกต. มีนายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. เป็นประธาน ก่อนจะมีมติส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพ ส.ส.ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคก้าวไกล สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (3) ประกอบมาตรา 101 (6) หรือไม่ จากเหตุมีชื่อถือครองหุ้นสื่อบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) จำนวน 42,000 หุ้น รวมทั้งมีคำขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาสั่งให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.ไว้จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย หลังใช้เวลากว่า 3 วัน พิจารณารายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของสำนักงาน กกต. เห็นว่ามีข้อมูลพยานหลักฐานเพียงพอให้เชื่อว่ามีเหตุตามที่มีการยื่นคำร้องจริง โดยนายอิทธิพรได้ลงนามในคำร้อง และมอบให้เจ้าหน้าที่สำนักงานฯ นำไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญทันที

...

อ้างเหตุไม่ปฏิบัติตามระเบียบ

ต่อมาสำนักงาน กกต.เผยแพร่คำชี้แจง กรณีส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยสมาชิกภาพ ส.ส.ของนายพิธาระบุว่า ตามที่สำนักงาน กกต.ได้เสนอรายงานของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีมีหลักฐานปรากฏว่า นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดในวันสมัครรับเลือกตั้ง อันเป็นลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส. ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 วรรคสี่ ให้ที่ประชุมกกต.พิจารณา วันนี้ กกต.พิจารณาเรื่องดังกล่าวต่อจากการประชุมคราวที่แล้วเห็นว่า สมาชิกภาพของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มีเหตุสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) จึงให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยต่อไป

ตีตกคำร้อง “ปิยบุตร” ครอบงำ

มีรายงานข่าวแจ้งว่า นายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต. ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง มีความเห็นไม่รับคำร้องกรณีนายสนธิญา สวัสดี อดีตสมาชิกพรรค รทสช.ยื่นคำร้องให้ กกต.ตรวจสอบพรรคก้าวไกล ฝ่าฝืน พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองมาตรา 28 มาตรา 29 ประกอบมาตรา 92 วรรคหนึ่ง (3) ยอมให้นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ชี้นำพรรคก้าวไกลต้องได้ตำแหน่งประธานสภาฯ โดยเห็นว่าคำร้องไม่มีหลักฐานหรือข้อมูลเพียงพอว่าพรรคก้าวไกลและนายปิยบุตรกระทำการฝ่าฝืนตามที่มีการร้อง ไม่รับไว้ดำเนินการ

ไม่ทันวาระประชุมศาล รธน.

ผู้สื่อข่าวรายงานจากศาลรัฐธรรมนูญว่า คำร้องกกต.ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพส.ส. ของนายพิธา พร้อมขอให้สั่งหยุดการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ตามกระบวนการพิจารณายังไม่สามารถนำเข้าที่ประชุมของศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้ (12 ก.ค.) ได้ ตามกระบวนการต้องเข้าคณะปกติพิจารณาคำร้องว่าถูกต้องหรือไม่ก่อน แล้วจึงส่งให้คณะชุดเล็กพิจารณาว่าจะรับหรือไม่รับคำร้อง ก่อนส่งความเห็นไปยังคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คาดว่าน่าจะเข้าสู่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมมนูญในครั้งหน้า ไม่สามารถพิจารณาได้ทันในบ่ายวันเดียวกันนี้

แต่รับคำร้องชูยกเลิก ม.112

ต่อมาเวลา 16.00 น. สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเผยแพร่เอกสารข่าว กรณีนายธีรยุทธ สุวรรณเกษร (ผู้ร้อง) ขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49ว่า การกระทำของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ผู้ถูกร้องที่ 1) และพรรคก้าวไกล (ผู้ถูกร้องที่ 2) ที่ชูนโยบายหาเสียงยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และยังดำเนินการต่อเนื่อง เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคหนึ่งหรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่าข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบ ผู้ร้องยื่นคำร้องต่ออัยการสูงสุดแล้ว แต่อัยการสูงสุดมิได้ดำเนินการตามที่ร้องขอภายใน 15 วัน กรณีเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคสาม ที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ จึงมีคำสั่งรับคำร้องนี้ไว้พิจารณาตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญมาตรา 7 (3) แจ้งให้ผู้ร้องทราบ และให้ผู้ถูกร้องทั้งสองยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้อง และแจ้งอัยการสูงสุดว่า หากอัยการสูงสุดได้รับพยานหลักฐานใดเพิ่มเติม ให้จัดส่งศาลรัฐธรรมนูญโดยเร็ว

เปิดความผิดยุบพรรค–ตัดสิทธิ

จากคำร้องของนายธีรยุทธที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาวินิจฉัยว่า การกระทำของนายพิธา และพรรค ก้าวไกล เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคหนึ่งหรือไม่นั้น ในกรณีที่เห็นสมควรศาลรัฐธรรมนูญจะสั่งให้พรรค การเมืองระงับการกระทําใดไว้เป็นการชั่วคราวตามคําร้องขอของคณะกรรมการ นายทะเบียน หรืออัยการ สูงสุด แล้วแต่กรณีก็ได้ ทั้งนี้ หากศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ยุบพรรคการเมืองใดแล้ว ให้เพิกถอนสิทธิสมัคร รับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้นด้วย โดยไม่ได้กำหนดเวลาว่าให้ตัดสิทธิเป็นเวลา นานเท่าใด หากพรรคการเมืองใดถูกยุบพรรคให้ คณะกรรมการบริหารพรรคที่ถูกยุบห้ามไปจดทะเบียนพรรคการเมืองใหม่ หรือเป็นกรรมการบริหารพรรคหรือมีส่วนร่วมในการจัดพรรคใหม่ ภายในเวลา 10 ปี หลังวันที่มีคำสั่งยุบพรรค

ก.ก.ซัด กกต.จงใจทำผิด ม.157

ขณะที่พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ออกแถลงการณ์ กรณีนายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. ระบุว่า กกต.ได้พิจารณาหนังสือของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ที่ขอให้ กกต.ปฏิบัติตามระเบียบสืบสวน ไต่สวน วินิจฉัยชี้ขาดฯ ในคดีหุ้นไอทีวีแล้ว เห็นว่า กกต.ปฏิบัติโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว เนื่องจากกรณีนี้เป็นการดำเนินการของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 มิใช่การดำเนินการสืบสวนไต่สวนการกระทำฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมืองที่ตามระเบียบต้องมีการแจ้งข้อกล่าวหาก่อน พรรคก้าวไกลเห็นว่าเมื่อพิจารณาระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาดแล้ว เห็นว่าสิ่งที่ประธาน กกต.กล่าวนั้น ไม่ถูกต้อง การที่ กกต.จะส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 กกต. ต้องปฏิบัติตามระเบียบให้ครบถ้วนเสียก่อน การอ้างว่าเห็นว่ามีหลักฐานสนับสนุนเพียงพอ โดยยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาและไม่เปิดโอกาสให้มีการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าเป็นเพียงการตรวจสอบข้อเท็จจริงเท่านั้น จึงไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบที่ กกต.กำหนดไว้ เท่ากับว่า กกต.ปฏิบัติตามระเบียบแต่เพียงบางส่วน อันอาจเป็นการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ได้

โวยปิดโอกาสไม่ให้ “พิธา” ชี้แจง

ที่รัฐสภา นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล พร้อม ส.ส.พรรคก้าวไกลกว่า 100 คน ร่วมแถลงว่า กกต.ดำเนินการไม่ถูกต้องตามขั้นตอนระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวน ไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด ที่ผ่านมา กกต.ไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนครบถ้วน เร่งรีบส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญโดยไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหามายังนายพิธา ไม่เปิดโอกาสให้ชี้แจงข้อกล่าวหา อ้างเป็นการตรวจสอบข้อเท็จจริงเท่านั้น จึงไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบที่ตัวเองกำหนด กรณีนี้ถือว่า กกต.เลือกปฏิบัติตามระเบียบบางส่วน จงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบ อาจกระทำผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 มีข้อสังเกตว่าเหตุใด กกต.เร่งดำเนินการคดีหุ้นไอทีวีอย่างผิดปกติ รีบประชุมติดต่อกัน 3 วัน เพื่อเร่งสรุปว่ามีข้อมูลหลักฐานเพียงพอให้เชื่อว่านายพิธามีความผิด

เตือนอย่าลุแก่อำนาจรับใช้ใคร

นายชัยธวัชกล่าวว่า ทราบว่า กกต.เชิญผู้บริหารไอทีวีมาชี้แจงกับ กกต.แล้ว และผู้บริหารไอทีวีให้ข้อมูล กกต.ว่าไอทีวีไม่ได้ดำเนินธุรกิจสื่อ จึงมีคำถาม กกต.มีเวลาเชิญไอทีวีไปชี้แจง แต่มีเหตุผลใดไม่ให้นายพิธาไปรับทราบข้อกล่าวหา หรือมีโอกาสได้ชี้แจงบ้าง เพื่อความเป็นธรรม ยิ่งหากผู้บริหารไอทีวีชี้แจงว่าไม่ได้ดำเนินการธุรกิจสื่อ แต่ กกต.ใช้หลักฐานใดนำไปสู่ข้อสรุปว่านายพิธามีความผิดตามคำร้อง ความรีบเร่งผิดปกติเห็นได้จากช่วงเช้าที่ กกต.มีมติ จากนั้นนายอิทธิพรรีบเซ็นเอกสารมอบให้เจ้าหน้าที่ กกต.ไปยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญทันที ให้ทันการประชุมช่วงบ่าย รวดเร็วปานกามนิตหนุ่ม จึงอดไม่ได้ที่สังคมจะตั้งคำถาม กกต.มีเจตนาส่งลูกให้ศาลรัฐธรรมนูญนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม ให้นายพิธาถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.ภายในวันนี้ (12 ก.ค.) ก่อนโหวตเลือกนายกฯหรือไม่ บทบาทองค์กรอิสระต่างๆ ถูกตั้งข้อสงสัยเป็นเครื่องมือกลุ่มการเมืองใดหรือไม่ ฝากเสียงเตือนจากประชาชนถึง กกต. และองค์กรอิสระว่าอย่าลุแก่อำนาจเกินขอบเขต วันหนึ่งเมื่อการเมืองกลับมาเป็นปกติ ประชาชนจะลงโทษพวกท่าน

จ่อฟ้อง กกต.ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ

นายชัยธวัชกล่าวอีกว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นยืนยันว่าจะไม่กระทบกับการเสนอรายชื่อนายพิธาเป็นนายกฯคนที่ 30 ในวันที่ 13 ก.ค. นายพิธายังมีสิทธิ 100% ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ อย่าเพิ่งตื่น ตระหนก เมื่อถามว่าเรื่องนี้จะส่งผลต่อการตัดสินใจของ ส.ว.หรือไม่ นายชัยธวัชตอบว่า ถ้าเป็นเรื่องขบวนการหวังผลทางการเมือง บิดเบือนเจตนารมณ์กฎหมาย ย่อมหวังผลทางการเมือง แต่เชื่อว่ามี ส.ว.มากเพียงพอมีสติวิจารณญาณว่ากระบวนการยังไม่สิ้นสุด เชื่อมั่นมี ส.ว.อยู่ข้างความถูกต้อง ใช้เอกสิทธิ์ตัวเองเป็นไปตามเสียงประชาชนส่วนใหญ่ ส่วนจะพิจารณาดำเนินคดีกับ กกต.หรือไม่ กำลังพิจารณาอยู่ ต้องดูรายละเอียดเอกสารหลายอย่างด้วย เรายังหวังสิ่งผิดปกติจะไม่เกิดขึ้น กระบวนการนิติสงครามที่ค้านสายตาประชาชนมาตลอด 10 กว่าปีจะไม่เกิดขึ้นอีก

“พิธา” ฉะเร่งรัดก่อนดีเดย์วันเดียว

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ว่า กระบวนการในวันที่ 13 ก.ค.ยังเหมือนเดิมทุกอย่าง ขอบคุณประชาชนที่ส่งกำลังใจมาให้เสมอ ยังกำลังใจดีอยู่ และไม่กังวลว่าจะเป็นปัจจัยต่อการโหวตนายกฯของสมาชิกรัฐสภา มองเป็นเรื่องปกติ คิดว่าวุฒิสภาจะแยกแยะได้ว่าแต่ละเรื่องเป็นอย่างไร เรื่องที่ร้องไปก็รู้อยู่แล้วว่าในฐานะผู้จัดการมรดกไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้อง คุณสมบัติแคนดิเดตนายกฯยังมีอยู่ เมื่อถามว่าการที่ กกต.ไม่ได้เรียกไปชี้แจง มองว่าเป็นธรรมหรือไม่ นายพิธาตอบว่า รู้สึกว่าไม่เป็นธรรม ระเบียบของ กกต.ควรเปิดโอกาสให้ชี้แจง รวมถึงระยะเวลาถือว่าสั้น พอมานั่งคำนวณดูพบว่าแค่ 32 วัน ครึ่งหนึ่งของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ 1 ใน 10 ของ 4 รัฐมนตรีในยุค คสช. บรรทัดฐานต่างกัน เป็นสิ่งที่ดูว่าเร่งรัดเกินไป และเป็น 1 วันก่อนโหวตนายกฯ เป็นอะไรที่ไม่ควรเกิดขึ้น แต่ยังเชื่อว่าเดินหน้าตามปกติ ยังสติดีกำลังใจดีแน่นอน ขอบคุณทุกคนที่ให้กำลังใจ

ไม่มีอะไรน่าห่วงรอโชว์วิสัยทัศน์

เมื่อถามว่ากังวลกระแสข่าวล็อบบี้ ส.ว.ไม่โหวตให้หรือไม่ นายพิธาตอบว่า ดูสภาพแล้วจากการที่มีการเคลื่อนไหวนอกสภาแบบนี้ แสดงให้เห็นว่าในสภามีความมั่นใจมากขึ้นว่าจะไปถึง 376 เสียง ถึงมีการใช้องค์กรอิสระข้างนอกหรือไม่ ตรงนี้เป็นการตั้งคำถามไว้ แต่เท่าที่คุยกันในสภาพรุ่งนี้มีแนวโน้มที่ดี พอมีแนวโน้มที่ดีเลยมีกระบวนการเคลื่อนไหวนอกสภาหรือไม่อย่างไรไม่รู้ได้ แต่เป็นสิ่งที่เขาพูดกันในสภา เมื่อถามว่าเหลือวันเดียวจะโหวตเลือกนายกฯแล้ว ห่วงอะไรมากที่สุด นายพิธาตอบว่า ยังไม่มีอะไรน่าห่วง คิดว่ากระบวนการยังเป็นไปตามปกติ ไม่ได้เป็นสิ่งที่เกินความคาดหมาย สามารถบริหารจัดการได้ วันที่ 13 ก.ค.จะเข้าสภาตามปกติ และการอภิปราย 6 ชั่วโมง ตนจะตอบทุกข้อซักถามทุกข้อกังวลใจ พร้อมกับแสดงวิสัยทัศน์ ไม่มีอะไรน่ากังวล

ช่วยไม่ได้ถูกมองจ้องสกัดกั้น

ต่อมาช่วงเย็น นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค ก.ก. ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการเปิดปากกับภาคภูมิ ทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32 ว่า ไม่รู้สึกตกใจเป็นสิ่งที่คาดหมายได้กับ กกต. พร้อมถูกตรวจสอบ แต่ไม่รู้ว่าประเด็นไหนที่ กกต.สงสัย เพราะไม่ได้ชี้แจง เป็นเหตุให้ช่วยไม่ได้ที่ชวนให้สงสัยทั้งหมดทั้งปวงมีความพยายามที่จะสกัดกั้น เมื่อถามว่าเสียง ส.ว.ที่ต้องการ 64 เสียงได้ถึงไหม นายพิธาตอบว่า ต้องประเมินอีกที มั่นใจแต่ไม่ประมาทตัวเลขต้องประเมินต่อหลังจากที่มีการตะลุมบอน กดดันพี่ๆ วุฒิสภาการเสนอเรื่องกล้วย มีคนเล่าให้ฟังว่าฝ่ายที่ต้องการสกัดกั้นก็ประเมินตัวเลขไม่ได้เช่นกัน เลยมีกระบวนการนอกสภาฯ ยังเชื่อว่า ส.ว.จะโหวตตามหลักการ หรือยึดมติประชาชนเป็นที่ตั้ง หาทางออกให้ประเทศ เป็นสิ่งที่เรายังคาดหวังได้จาก ส.ว. ในความกล้าหาญเพราะทั้งโดนกดดัน โดนขู่คดีด้วย มีอามิสสินจ้างมาล่อด้วย

ยันจงรักภักดีคงไว้ซึ่งสถาบัน

เมื่อถามว่า ส.ว.หลายคนบอกว่าขอแค่เลิกเรื่องมาตรา 112 อย่างเดียวได้เสียงเป็นนายกฯเลย ทำไมถึงไม่เลิก นายพิธาตอบว่า มีโอกาสพูดคุยทลายกำแพงกับ ส.ว.มากขึ้น เขากังวล 3-4 เรื่อง พรุ่งนี้จะไปแถลงในรัฐสภา จริงๆแล้วคนที่อยากสกัดกั้นไม่ให้เป็นนายกฯ คงมีเหตุผลร้อยแปดพันประการ อาจเป็นเพราะกลัวสัมปทานผลประโยชน์ หรือสถานะทางสังคมของท่าน การจะทำให้พระราชฐานะกับพระราชอำนาจของพระองค์ท่านอยู่คู่กับสังคมในบริบทใหม่ๆ ไม่ใช่กฎหมายรุนแรง กดๆ ปราบๆอย่างเดียว มีหลายเรื่องที่จะทำให้พระองค์ท่านมีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น หนึ่งในนั้นคือไม่อนุญาตให้การดึงพระองค์ท่านลงมาเกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างที่เป็นอยู่ ตรงนี้คิดว่าอันตรายกว่าแก้ไขมาตรา 112 อีก เมื่อถามว่ายืนยันว่าทำด้วยความจงรักภักดี นายพิธาตอบย้ำว่า ด้วยความจงรักภักดี คิดว่าเป็นผลดีกับทุกคนในประเทศ พรรค ก.ก.ยืนยันตรงนี้ ว่าระบบที่ดีที่สุดของประเทศไทยคือระบบที่เรามีอยู่ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ยืนยันว่าไม่มีการแบ่งแยกดินแดนยังเป็นรัฐเดี่ยวอยู่ และนโยบายต่างประเทศจะหาสมดุลให้ได้ระหว่างมหาอำนาจที่กำลังคุกรุ่นอยู่

พูดชัดรอบแรกไม่ได้ก็โหวตเรื่อยๆ

เมื่อถามว่า ถ้าเสียงโหวตวันที่ 13 ก.ค. ไม่ผ่านจะทำอย่างไร นายพิธาตอบว่า คิดว่าถ้าประชาชนยังไม่ถอย ตนก็ยังไม่ถอย และต้องยืนยันในการเข้าไปโหวต เดินหน้าโหวตต่อถ้าฉันทามติยังเหมือนเดิม เมื่อถามย้ำว่า คือให้ประชาชนออกมาเรียกร้องให้นายพิธาได้โหวตต่อ นายพิธาตอบว่า ยืนยันเลยว่าในสถานการณ์แบบนี้เราต้องมีสติ ค่อยๆคิด ถ้าตนเสียขวัญเมื่อไหร่เขาชนะทันที เรามุทะลุเมื่อไหร่เขาชนะทันที ไม่มีการเอามวลชนออกมากดดัน เอาประเทศเป็นที่ตั้ง เมื่อถามว่า สมมติโหวตวันที่ 19 ก.ค. ครั้งสองไม่ผ่านจะทำอย่างไร นายพิธาตอบว่า ก็เดินหน้าโหวตครั้งถัดไป เมื่อถามว่า สามารถสนับสนุนให้เพื่อไทยขึ้นมาได้ไหมถ้าสุดท้ายยังไงก็ไปไม่ถึง นายพิธาตอบว่า แกนนำ 2 พรรคเห็นตรงกันยังไม่มีแผนสอง ทุกอย่างเดินหน้าแผนหนึ่งให้เป็นให้ได้ตามมติประชาชน เมื่อถามว่าไม่มีพูดถึงสลับให้เพื่อไทยขึ้นมาบ้าง นายพิธาตอบว่า ไม่มี ยังเน้นแผนหนึ่ง

เตือนดูบทเรียนเผานาจับหนู

เมื่อถามว่า ถ้าไม่ได้เป็นนายกฯไม่ได้เป็นแกนนำรัฐบาล ระหว่างเป็นพรรคร่วมกับเป็นฝ่ายค้านอะไรสบายใจกว่า นายพิธาตอบว่า ยังไม่วิเคราะห์คิดถึงแบบนั้น แต่ถ้าตอบแบบที่ทุกคนเข้าใจได้ คือก้าวไกลไม่ได้ถูกตั้งมาเพื่อเป็นรัฐบาลเท่านั้น แม้เป็นฝ่ายค้านก็ทำประโยชน์ให้บ้านเมืองได้ “นี่ไม่ใช่เรื่องแค่ของผมคนเดียว มันคือเรื่องของทั้งประเทศ และระบบ มันเป็นเรื่องของทั้งนาไม่ใช่แค่หนูตัวนี้ ตัวเดียว การที่คุณจะจับหนูตัวเดียวแล้วเผาทั้งนาแบบนี้ ไม่ทำให้ผมรู้สึกอะไรเลย ขณะเดียวกันถ้าทำให้ทุกอย่างวุ่นวายวอดวายไปหมด เพื่อจะจัดการผมคนเดียว เรามีประสบการณ์และประวัติศาสตร์ย้อนหลังไปแค่ 20-30 ปี ให้เรียนรู้ว่าทำให้เราเสียโอกาสมากขนาดไหน”

“ปิยบุตร” จวกผู้กำกับฉายหนังซ้ำ

ด้านนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “หนังม้วนเก่ากำลัง กลับมาฉายซ้ำ เมื่อ 4 ปีที่แล้วเคยชี้ให้เห็นว่าเกิดกรณีไม่มีมาตรฐานในเรื่องระยะเวลาในการพิจารณาของ กกต. กรณีลักษณะต้องห้ามของนายดอน ปรมัตถ์วินัย กกต.ใช้เวลาพิจารณาส่งศาลรัฐธรรมนูญ 386 วัน ศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลาพิจารณารับคำร้อง 70 วัน และไม่สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว รวมถึงกรณี 4 รัฐมนตรีสมัยรัฐบาล คสช. มีลักษณะต้องห้าม กกต.ใช้เวลาพิจารณาส่งศาลรัฐธรรมนูญ 355 วัน ศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลาพิจารณารับคำร้อง 75 วัน และไม่สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว แต่กรณีของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กกต.ใช้เวลาพิจารณาส่งศาล รัฐธรรมนูญ 51 วัน ศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลาพิจารณารับคำร้อง 7 วัน และสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว กรณีของนายธนาธรกลายเป็นสถิติที่ กกต.และศาลรัฐธรรมนูญ รับคำร้องได้รวดเร็วที่สุด ราวกับนั่งรถไฟความเร็วสูง”

ประชด กกต.จอมทำลายสถิติ

นายปิยบุตรระบุอีกว่า “4 ปีผ่านไป ประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุดของประเทศ ใช้อำนาจร่วมกันแสดงเจตจำนงสนับสนุนให้นายพิธาเป็นนายกฯ คะแนนเสียงถล่มทลาย คะแนนเสียงมากกว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ แต่นายพิธาก็ยังถูกนิติสงครามกระทำซ้ำ และทำลายสถิติการพิจารณาคำร้องของ กกต.อย่างรวดเร็ว หากพิจารณานับจากวันที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ยื่นคำร้องต่อ กกต.ซ้ำอีกครั้งในวันที่ 20 มิ.ย. เท่ากับว่า กกต.ใช้เวลาพิจารณา 32 วันเท่านั้น บรรดาผู้กำกับภาพยนตร์ยังคงตั้งหน้า ตั้งตาเอาหนังม้วนเดิมกลับมาเล่นใหม่ หนังม้วนนี้เล่นกันมาเกือบ 20 ปีแล้ว เราจะให้มันจบแบบเดิม อย่างนั้นหรือ???”

“อุ๊งอิ๊ง” ประกาศให้กำลังใจ “ทิม”

ที่พรรคเพื่อไทย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขอให้กำลังใจนายพิธาต้องปล่อยให้ผู้เกี่ยวข้องดำเนินการไปตามขั้นตอน เมื่อถามว่าจะกระทบต่อการตั้งรัฐบาลประชาธิปไตยหรือไม่ น.ส.แพทองธารตอบว่า ตอนนี้ยังสามารถเสนอชื่อนายพิธาได้เหมือนเดิมก็ไม่ได้กระทบอะไร ส่วนที่ ส.ว.ออกมาตั้งแง่ไม่ยกมือให้นายพิธา ต้องแล้วแต่ ส.ว. แต่ขอให้ยึดตามการตัดสินใจของประชาชน ให้รอดูวันที่ 13 ก.ค. ยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยยังสนับสนุนนายพิธาต่อไป ส่วนที่ ส.ว.แสดงความคิดเห็นว่าการโหวตชื่อนายพิธาหากไม่ได้ ควรเปลี่ยนไปเป็นแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคอันดับสองนั้น เป็นความเห็นของ ส.ว. แต่ต้องดูองค์ประกอบภาพรวม ไม่ใช่ ส.ว.พูดแล้วทุกอย่างต้องเป็นอย่างนั้น ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรทั้ง 8 พรรคร่วมรัฐบาลคงต้องหารือกัน

ขอรอดูความชัดเจน 13 ก.ค.

เมื่อถามอีกว่าหากเกิดอุบัติเหตุกับนายพิธา แคนดิเดตฝ่ายประชาธิปไตยจะเหลือแต่จากพรรคเพื่อไทย น.ส.แพทองธารตอบว่า เราต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด วันที่ 13 ก.ค.คงเห็นอะไรชัดขึ้น เมื่อถามว่าเชื่อว่าวันที่ 13 ก.ค.จะได้นายกฯหรือไม่ น.ส.แพทองธารตอบว่า “หวังว่าจะได้ เราก็ต้องเต็มที่” เมื่อถามถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ประกาศวางมือการเมือง น.ส.แพทองธารตอบว่าทำงานมานาน การประกาศพักถือเป็นเรื่องดีจะได้พักผ่อน เมื่อถามว่าการวางมือครั้งนี้กระทบกับการเมืองหรือไม่ น.ส.แพทองธารตอบว่า คนที่เป็นอดีตนายกฯ ทุกการเคลื่อนไหวส่งผลกระทบกับการเมืองอยู่แล้ว

การเมืองนิ่ง “ทักษิณ” กลับบ้าน

น.ส.แพทองธารยังกล่าวถึงความชัดเจนที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะเดินทางกลับประเทศไทยว่า เมื่อคืนวันที่ 11 ก.ค.ได้คุยกับนายทักษิณเรื่องการเดินทางกลับ นายทักษิณยืนยันตามช่วงเวลาเดิมบวกลบไม่มาก หากไม่ใช่เดือน ก.ค.ตามที่เคยบอกไว้ ก็อาจเลื่อนออกไปไม่มาก และไม่อยากให้ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา ไม่เป็นการกระตุ้นทางการเมือง เพราะการกลับมาจะกลายเป็นประเด็นการเมืองไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ถ้ากลับมาแล้วเป็นการแก้ปัญหาได้จะดีกว่า ไม่ใช่กลับมาในช่วงที่การเมืองยังไม่นิ่งแล้วทำให้เกิดความวุ่นวาย ไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น ต้องดูก่อนว่าการโหวตเลือกนายกฯ วันที่ 13 ก.ค.จะจบลงอย่างไร นายทักษิณไม่ได้พูดว่าต้องตั้งรัฐบาลก่อนแล้วกลับมาไม่ได้มีโจทย์นั้น แต่ขอให้การเมืองนิ่งกว่านี้หน่อย

พท.มติเอกฉันท์หนุน “พิธา”

หลังการประชุม ส.ส.พรรคเพื่อไทย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย แถลงว่า ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์เห็นชอบให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกฯ ทุกคนพร้อมขานชื่อสนับสนุนอย่างเปิดเผย รวมทั้งมอบให้ตนเป็นผู้เสนอชื่อและมีสมาชิกพรรคเป็นผู้อภิปรายให้ความเห็นสนับสนุน เมื่อถามว่าที่ประชุมได้หยิบยกประเด็นที่ กกต.ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัตินายพิธา คดีหุ้นสื่อหรือไม่ นพ.ชลน่านตอบว่า เป็นประเด็นที่มีการหารือข้อกังวลต่างๆ ว่าถ้าลงมติแล้วอาจมีผลกระทบต่อพรรคหรือไม่ ฝ่ายกฎหมายให้ความเห็นต่อที่ประชุม เรามั่นใจการโหวตนายกฯพรุ่งนี้ชอบด้วยกฎหมาย ตราบใดที่ยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ นายพิธายังคงมีคุณสมบัติครบถ้วน

ปชป.สงวนสิทธิงดออกเสียง

น.ส.สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ แถลงภายหลังการประชุม 25 ส.ส.ของพรรค เพื่อหารือทิศทางการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีว่า มติที่ประชุม ส.ส.พรรคเห็นพ้องไปในทิศทางเดียวกันว่าจะงดออกเสียงการโหวตเลือกนายกฯ จุดยืนพรรคปชป.ชัดเจนเราไม่สนับสนุนพรรคที่สนับสนุนการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ทั้งนี้ การเลือกตั้งเมื่อปี 2562 พรรคก้าวไกลก็ไม่ได้โหวตให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แคนดิเดตนายกฯเสียงข้างมากในสภาเมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลในช่วงนั้น จึงเป็นที่มาที่พรรค ปชป.มีมติให้งดออกเสียงครั้งนี้

“คำนูณ” ชี้ไม่กระทบโหวตนายกฯ

ที่รัฐสภา นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว. กล่าวว่า กรณีดังกล่าวไม่น่าส่งผลกระทบต่อการโหวตนายกฯในวันที่ 13 ก.ค. เป็นเพียงความเห็นของ กกต.ที่ส่งศาลรัฐธรรมนูญ อาจรับไว้แค่ขั้นตอนทางธุรการ แต่จะมีมติรับพิจารณาหรือไม่ยังไม่มีข้อสรุป ขณะนี้สมาชิกภาพนายพิธายังสมบูรณ์ อยู่ในที่ประชุมได้ ทุกอย่างดำเนินการไปตามปกติ เว้นแต่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีมติอย่างใดอย่างหนึ่ง ส่วนข้อสงสัยการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯรอบแรกไม่ผ่าน จะหมดสิทธิเสนอในรอบสองนั้นยังไม่มีข้อสรุป ทุกอย่างมีข้อบังคับ และรัฐธรรมนูญกำหนดไว้แล้ว ส่วนที่จะมีมวลชนมาชุมนุมหน้ารัฐสภา อาจเป็นเหตุให้สมาชิกใช้เป็นข้ออ้างลาประชุมนั้น การโหวตนายกฯเป็นหน้าที่สมาชิกรัฐสภา เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัย เช่น ป่วย ไปราชการต่างประเทศ การมาแสดงออกของมวลชนเป็นสิทธิชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ เป็นหน้าที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับหน่วยงานภายนอกอำนวยความสะดวก ขณะนี้ยังไม่มีเหตุให้สมาชิกขอลา ทุกคนต้องมาทำหน้าที่

ส.ว.หญิงแฉแหลกมีแจกกล้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า ช่วงค่ำวันที่ 11 ก.ค.ที่ผ่านมา มีการเผยแพร่ข้อความแชตในกลุ่มไลน์ ส.ว.ในโลกโซเชียลมีเดีย เป็นข้อความของ ส.ว.สตรีคนหนึ่งตัดพ้อ ส.ว.ด้วยกัน กรณีถูกต่อว่าหลังแสดงท่าทีจะโหวตสนับสนุนนายพิธาเป็นนายกฯ พร้อมระบุว่า “มีการยื่นข้อเสนอเป็นกล้วยและตำแหน่งให้หลังพ้นตำแหน่ง ส.ว. หากลงมติไม่สนับสนุนนายพิธาเป็นนายกฯ ตัวดิฉันเองถูกกล่าวร้ายนินทาลับหลังมากมาย บางคนต่อหน้าก็แสดงกิริยามารยาทที่ไม่ดี บางคนเขียนมาด่าหลังไมค์ ก็อดทนและยืนหยัดในสิ่งที่ตัวเองเป็น (นึกในใจแบบหยาบคายเหมือนกันว่าเราไม่ได้ขอข้าวใครกินนี่แล้วจะกลัวอะไร) แต่ที่สลดใจคือเราไม่ควรด่าใส่ร้ายกันเอง อย่าคิดว่าตัวท่านเองจะไม่ถูกใส่ร้าย ด่าคนอื่นข้างนอกด่ากันไปเถอะค่ะ แต่กราบขอร้องอย่าด่าอย่าให้ร้ายพวกเรากันเอง ถ้าดิฉันจะบอกว่าดิฉันถูกเสนอ “กล้วย” ให้ไม่เลือก เสนอตำแหน่งหลังจากจบ ส.ว.ไปแล้ว ทุกเรื่องเหล่านี้เกิดกับดิฉันเอง ถูกด้อยค่าถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม ถูกละเมิดสิทธิ ดิฉันเป็นผู้หญิงคนหนึ่งถูกกระทำจากสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีด้วยกัน ดิฉันสุดจะไม่สบายใจเลยค่ะว่า ส.ว.เราเป็นอะไรกันมากมายขนาดนี้ หรือเราอายุกันมากแล้วไม่นานก็จะตายกันจากไปแล้วเราจะรังแกกันเองทำไมคะ ดิฉันขอเรียกร้องความเป็น สุภาพบุรุษและสุภาพสตรีจากเพื่อน ส.ว.ชุดนี้ทุกท่านค่ะ”

“สมชาย” ลูกไม้เดิมปูดซื้อ ส.ว.

ขณะที่นายสมชาย แสวงการ ส.ว. โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อช่วงค่ำวันที่ 11 ก.ค.เช่นกัน ระบุว่า “ได้รับคำแจ้งเตือนจาก ส.ส.ผู้รักชาติในสภาว่า มีขบวนการพยายามจะแจกกล้วยจริง เบาะแสว่าเป็นอดีตนักการเมืองใหญ่ระดับ รมต. 2 ส. อาสาขนกล้วยออกจากเซฟแม่ และรถไฟฟ้า เตรียมแจกกล้วย สูตรหัวละ มัดจำ 7 จบงานอีก 15 แต่เท่าที่ทราบอมกันเองอีกแล้ว ขนมา 30 จ่ายจริง 22 หักคิว 8 ตามเคย แต่งานนี้ ยืนยันรถหมูคว่ำ เสียกล้วยฟรี เพราะตัวจ่ายถูกควบคุมไว้หมดแล้ว รอดักจับตัวการใหญ่?”

เป็นตุเป็นตะมีมูลความจริง

ต่อมาเวลา 09.30 น. นายสมชายให้สัมภาษณ์ถึงการโพสต์ข้อความดังกล่าวว่า ยืนยันมีความพยายามซื้อเสียง ส.ว. เชื่อว่า ส.ว. 250 คนจะไม่ยอมรับผลประโยชน์ดังกล่าว อาจเป็นได้ทั้งเรื่องตัวบุคคล หรือกลุ่มทุนบางกลุ่ม แต่ยืนยัน 100% ส.ว.ไม่รับแน่นอน เมื่อถามว่าจะส่งเรื่องให้กรรมการวุฒิสภาตรวจสอบหรือไม่ นายสมชายตอบว่า ไม่ขอตอบจะนำเรื่องดังกล่าวมาพิจารณาหรือไม่ ส่วนกรณีไลน์หลุดในกลุ่ม ส.ว. มี ส.ว.หญิงตัดพ้อถึงการแสดงจุดยืนสนับสนุนนายพิธา แต่ถูกกลั่นแกล้งและเสนอผลประโยชน์เพื่อไม่ให้โหวตเลือกนายพิธานั้น ไม่ได้อยู่ในกลุ่มไลน์ที่อ้างถึง จึงไม่ทราบ แต่ไม่เชื่อว่าจะเป็นจริง คำถามคือใครจะกลั่นแกล้ง ส.ว. ข่มขู่เพื่อประโยชน์อะไร ผลประโยชนที่ว่าคืออะไร แลกกับการงดสนับสนุนนายพิธาไม่เชื่อว่าเป็นจริง ไม่รู้ว่ามีใครไปโทรศัพท์หา ส.ว.คนนั้นเพื่อแกล้งอำหรือไม่ ฟังข่าวนี้ได้แต่หัวเราะจะเป็นไปได้อย่างไร โดยตรรกะไม่ใช่เรื่องจริง หากเป็นจริงควรบันทึกเสียงไว้

พท.ชี้ขบวนการไอโอปั่นข่าว

นายสุทิน คลังแสง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกระแสข่าวแจกกล้วยเพื่อไม่ให้เลือกนายพิธาว่า ไม่ทราบ แต่เรื่องแบบนี้อาจเกิดขึ้นได้ด้วย 2 เหตุผลคือ 1.อาจเป็นเรื่องจริง มีการเคลื่อนไหวเพื่อสกัดหรือสนับสนุนคนใดคนหนึ่ง 2.เป็นการปั่นข่าวหรือไอโอ ทำลายความชอบธรรมของคนบางคน ต้องดูรายละเอียดอีกครั้ง ยังไม่เชื่อจะมีตอนนี้การล็อบบี้การพยายามโน้มน้าวถึงขั้นมีกล้วยหรือไม่ ต้องดูกันอีกทีขอหาข้อมูลก่อน ถ้ามีกล้วยก็มีทั้ง ส.ส.และ ส.ว. เป็นเรื่องไม่ดีทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา ไม่ควรเกิด ทำให้เกิดผลเสียทั้งระบบ การทำไอโอปล่อยข่าววิธีนี้เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือ ส่วนที่ ส.ว.ตั้งแง่ การโหวตนายกรัฐมนตรีว่า หากโหวตครั้งแรกชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ไม่ผ่าน ครั้งที่สองอาจจะหมดสิทธิ์เสนอชื่ออีกนั้น ก็เป็นไปได้ เพราะมีความเห็นเรื่องนี้หลากหลาย เชื่อว่าวันที่ 13 ก.ค. อาจมีคนยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดในสภาฯให้มีข้อยุติ

“สมศักดิ์” ตอกกลับ ส.ว.จอมปูด

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกระแสข่าวถูกชี้เป้าเป็นหนึ่งใน รมต. 2 ส. ที่ล็อบบี้ ส.ว.โหวตนายกฯ ว่าไม่มีการล็อบบี้ เป็นเรื่องที่พรรคก้าวไกลต้องไปพูดคุยทำความเข้าใจกับ ส.ว. การจัดตั้งรัฐบาลตั้งแต่เริ่มจับขั้ว อาจเห็นคนนั้นคนนี้บ้างไปๆ มาๆ แต่ตนยืนยันว่าไม่ได้ไปไหนอยู่เฉยๆ ไม่ได้รับมอบหมายอะไรทั้งสิ้น เรื่องล็อบบี้เงินทองให้ลืมไปเลย ล้าสมัยแล้ว ถ้าทำตัวแบบนั้นคงเดินมาไม่ถึงวันนี้ ย้ำว่าไม่มีล็อบบี้ แต่การรู้จักมักคุ้นพูดคุยกันก็มีบ้างเวลามาสภา เพราะรอบที่แล้วกระทรวงยุติธรรมเกี่ยวข้องกับ ส.ว.เยอะ ไปชี้แจงบ่อย บางคนที่พูดอะไรออกมาข่าวก็ย้อนกลับไปหาตัวเอง จนไม่รู้ว่าตัวเองปล่อยหรือไม่ ทั้งที่ไม่มีหลักอะไรเลย ขอทำตามมติพรรคเป็นหลัก ไม่ไปก้าวก่ายพรรคอื่น

“บิ๊กตู่” เข้าทำเนียบฯปกติ

สำหรับความเคลื่อนไหว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม หลังประกาศวางมือทางการเมืองและลาออกจากสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เมื่อเวลา 09.22 น. พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางเข้าปฏิบัติหน้าที่ที่ทำเนียบรัฐบาลตามปกติ ไม่มีวาระงานอย่างเป็นทางการ เพียงแค่ติดตามงานและเซ็นเอกสาร ที่ห้องทำงาน ตึกไทยคู่ฟ้า ขณะที่เพจเฟซบุ๊กศูนย์ปฏิบัติการนายกรัฐมนตรี-PMOC เพจประชาสัมพันธ์ของนายกฯ โพสต์ข้อความ “ขอบพระคุณ พล.อ.ประยุทธ์ นายก รัฐมนตรีของคนไทยทั้งประเทศ” พร้อมรูป พล.อ.ประยุทธ์เดินขึ้นบันไดตึกไทยคู่ฟ้า ชูมือสัญลักษณ์ไอเลิฟยู มีข้อความระบุบนภาพด้วยว่า “My Hero”

“อดิศร” จี้ให้ขอโทษก่อทุกข์ 9 ปี

นายอดิศร เพียงเกษ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค พท.กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์วางมือ เหมือนแผ่นดินสูงขึ้นหลายเมตร แต่ประกาศวางมือกันง่ายๆ เฉยๆ ดูง่ายไป เพราะ พล.อ.ประยุทธ์เป็น ผบ.ทบ.ผู้ก่อการกบฏยึดอำนาจ ถือเป็นข้อหาหนัก ทำให้ประเทศทนทุกข์ทรมาน 9 ปี แค่วางมือเป็นข่าวดีๆคงไม่เพียงพอ ต้องขอโทษประชาชน และบอกสังคมว่าการทำรัฐประหารไม่ดีอย่างไร ปล้นอำนาจไปต้องจารึกไว้บนหนังหมา เมื่อถามว่าประกาศวางมือทางการเมืองช่วงใกล้โหวตนายกฯ เป็นการส่งสัญญาณอะไรหรือไม่ นายอดิศรตอบว่า ประชาชนเลือกตั้งเสร็จสิ้นแล้ว สมาชิกรัฐสภาต้องเคารพ ไม่ต้องส่งสัญญาณอะไร ส.ว.ให้เคารพเจตนารมณ์ประชาชน นายกฯต้องชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เมื่อถามว่า พล.อ.ประยุทธ์วางมือ แต่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค พปชร.ยังอยู่ นายอดิศรตอบว่า ทั้งหมดอยู่ในค่ายทหารจับมือกันมา เอาเป็นว่าใครทำรัฐประหารวางมือง่ายๆไม่ได้ ต้องชำระสะสาง

“ฐากร” ปัดไขก๊อกเปิดทางให้ “ปุ่น”

ที่รัฐสภา นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) เข้ารายงานตัวเป็น ส.ส. หลังคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคทสท. ลาออกจาก ส.ส. และให้สัมภาษณ์เพียงสั้นๆถึงกระแสข่าวจะลาออกเปิดทางให้ น.ต.ศิธา ทิวารี แคนดิเดตนายกฯ พรรค ทสท. เข้ามาทำหน้าที่ในสภาฯว่า ยังไม่มีแนวคิด ยังไม่พูดคุยกัน แต่บอกไม่ได้ว่าในอนาคตจะลาออกหรือไม่ ขณะนี้ขอทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ส่วนการโหวตนายกฯโหวตให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ไม่มีอะไรจะเปลี่ยนแปลง

จวกสื่อกุข่าว 14 ม็อบบุกสภา

เมื่อเวลา 08.30 น. เพจเฟซบุ๊กกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม เผยแถลงการณ์ข้อเท็จจริง ต่อกรณีการนำเสนอข่าว การจัดกิจกรรมชุมนุมหน้ารัฐสภา ใจความว่าจากการรายงานข่าว “14 กลุ่มด้อมส้มบุกสภา” ที่กล่าวอ้างกลุ่มองค์กรและพาดพิงชื่อบุคคลต่างๆเผยแพร่ตลอดหลายวันที่ผ่านมา แนวร่วมธรรมศาสตร์ และการชุมนุมเห็นว่าการนำเสนอข่าวพาดพิงชื่อบุคคลที่ 3 โดยปราศจากการตรวจสอบ ข้อเท็จจริง เป็นการทำงานของสื่อที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง ขณะนี้แนวร่วมธรรมศาสตร์ยังไม่ตัดสินใจเคลื่อนไหวอย่างเป็นทางการใดๆในวันที่ 13 ก.ค. อย่างที่สำนักข่าวหลายสำนักนำเสนอ

หวัง ส.ว.ไม่ฝืนเสียงข้างมาก

แถลงการณ์ระบุอีกว่า แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ขอยืนยันและสนับสนุนหลักการพื้นฐานที่ ส.ว.ต้องเคารพมติเสียงข้างมากของประชาชนในการเลือกนายกฯ โดยลงคะแนนตามมติเสียงข้างมากของ ส.ส.ที่เป็นผู้แทนเจตจำนงโดยแท้ของประชาชน ขอเชิญชวนพ่อแม่พี่น้องร่วมกันจับตาและเฝ้าติดตามการขานชื่อลงมติเลือกนายกฯอย่างใกล้ชิด ผ่านทุกช่องทางทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ร่วมถึงติดตามการลงมติ ณ บริเวณโดยรอบรัฐสภา ในพื้นที่ที่มี การจัดอำนวยความสะดวกไว้ สิทธิในการมีส่วนร่วมและการชุมนุมเป็นสิทธิพื้นฐานทางการเมืองที่บัญญัติรับรองไว้ตามรัฐธรรมนูญ

แนวร่วมชวนไปนั่งเล่นแก้เหงา

ด้านนายเชน ชีวอบัญชา แนวร่วมม็อบราษฎรเจ้าของเพจ “ขุนแผนแสนสะท้าน” เผยแพร่ข้อความเชิญชวนชุมนุมหน้ารัฐสภาใจความว่า “พรุ่งนี้รัฐสภา ใครมาบ้างไปนอนค้าง นั่งเล่น อยู่เป็นเพื่อนไปพูดคุย แก้เหงา นับดาวเดือนไปเยี่ยมเยือน ส.ว. รอพิธาหลายล้านเสียง คนไทยไปเลือกตั้งด้วยความหวัง ฝ่าทางตัน จบปัญหาประชาชน เล่นตามกฎกติกา มึงเล่นท่า บอกให้รู้ กูไม่ยอม...จะไปรอตั้งแต่วันที่ 12 ตอนเย็น ใครว่างมานั่งคุยกันได้นะ ส.ว.ต้องฟังเสียงประชาชน...”

“สมยศ” เตือนเร่งเชือดลุกฮือทั้ง ปท.

ที่ศูนย์ราชการกรุงเทพมหานคร (เกียกกาย) ฝั่งตรงข้ามอาคารรัฐสภา เจ้าหน้าที่สำนักงานโยธาเขตดุสิต นำเต็นท์ 10 หลังมาติดตั้งบริเวณถนนทางเข้าอำนวยความสะดวกให้กลุ่มผู้สนับสนุนพรรคก้าวไกลที่คาดว่าจะมาชุมนุมในวันที่ 13 ก.ค. ขณะเดียวกันบริเวณลานหน้ารัฐสภา ฝั่งถนนทหาร ตรงข้ามกรมอุตสาหกรรมทหาร กทม.นำเต็นท์สีขาว 4 หลังมาติดตั้งไว้เพิ่ม ให้สำหรับเป็นที่พักกันแดดฝนอีกจุด ต่อมาเวลา 12.10 น. นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนายนประชาธิปไตย เดินทางมาดูบริเวณหน้าอาคารรัฐสภา ฝั่งถนนทหารเตรียมจัดชุมนุม นายสมยศกล่าวว่า กลุ่ม 24 มิถุนายนประชาธิปไตย ร่วมกับภาคีเครือข่ายจะเริ่มชุมนุมให้กำลังใจนายพิธาตั้งแต่เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป ส่วนกรณีหากศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องของ กกต. และให้นายพิธา ยุติการปฏิบัติหน้าที่ นี่ไม่ใช่กระบวนการปกติ เป็นการเร่งรัดทางการเมืองเพื่อไม่ให้พรรคก้าวไกลจัดตั้งรัฐบาล ประชาชนไม่อาจยอมรับได้ เห็นชัดว่าแม้ พล.อ.ประยุทธ์ประกาศวางมือไปแต่องค์กรอิสระที่ พล.อ.ประยุทธ์ตั้งขึ้นยังทำหน้าที่อยู่ เตือนขอให้สำนึกว่าให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปตามมติของประชาชน มิฉะนั้นหลังการโหวตนายกฯจะเกิดการลุกฮือขึ้นทั้งประเทศแน่

ก้าวไกลโพสต์ปลุก “ด้อมส้ม”

ช่วงเย็น เฟซบุ๊กพรรค ก.ก.โพสต์ข้อความว่า ก้าวไกลขอเชิญทุกคนร่วมทำภารกิจด่วน! “พฤหัสสีส้ม” เชิญชวนทุกคนร่วมใส่เสื้อผ้าสีส้ม ติดสัญลักษณ์ ร่วมสื่อสารทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อสนับสนุนให้รัฐสภาลงมติโหวตพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกฯคนที่ 30 ให้สำเร็จ ทุกคนสามารถออกมาร่วมติดตามผลการโหวตของรัฐสภาได้ที่แต่ละจุดใกล้บ้านท่านทั่วประเทศ แต่หากใครอยู่กรุงเทพฯ เราชวนทุกท่านมาร่วมติดตามกันที่รัฐสภา แยกเกียกกาย พร้อมเพรียงกัน

“อานนท์” ของขึ้นนัดถล่ม กกต.

กระทั่งเวลา 18.00 น. ที่หน้าหอศิลปและวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพ นายอานนท์ นำภา ทนายความศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชน แกนนำกลุ่มราษฎร ใช้สื่อสังคมออนไลน์โพสต์เขียนด้วยลายมือนัดหมายแนวร่วมจัดชุมนุมแบบแฟลชม็อบ แสดงความไม่พอใจที่ กกต.ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาปมนายพิธาถือหุ้นไอทีวีก่อนวันโหวตเลือกนายกฯ ระบุว่า “การต่อสู้ปลายทางไม่รู้จะแพ้หรือชนะ แต่การถูกหยามศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ครั้งแล้วครั้งเล่า เป็นสิ่งที่ยอมไม่ได้ การตอบโต้กับอำนาจที่คอยทำลายประชาธิปไตยมีความจำเป็นต้องเกิด ไม่ว่าบทสรุปจะเป็นอย่างไร ให้ทุกคนรู้ว่าการต่อสู้ได้เริ่มขึ้นแล้ว” โดยมีมวลชนมาร่วมจำนวนหนึ่ง นอกนั้นเป็นกองทัพสื่อมวลชน มีนายชาติชาย แกดำ แกนนำกลุ่มราษฎร เป็นพิธีกร มีนักเคลื่อนไหว อาทิ นายกรกต แสงเย็นพันธุ์ กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย น.ส.ธนพร วิจันทร์ แกนนำเครือข่ายแรงงาน และนายรัฐพล เลิศไพจิตร แกนนำกลุ่ม wevo ร่วมปราศรัย เรียกร้องให้ ส.ว.เคารพมติประชาชน และเชิญชวนให้ไปร่วมชุมนุมกันที่หน้ารัฐสภา

“ชัชชาติ” ประกาศพื้นที่ชุมนุม

ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการ กทม. 2 ดินแดง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. เปิดเผยว่า ได้ลงนามประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง จัดให้มีสถานที่เพื่อใช้สำหรับการชุมนุมสาธารณะ (ฉบับที่ 2) ตามมาตรา 9 พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 และมาตรา 49 พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528 กำหนดให้บริเวณพื้นที่ถนน 1 ช่องจราจร และทางเท้าภายในศูนย์ราชการ เกียกกาย ฝั่งสนามเด็กเล่น 710 ตารางเมตร แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต รองรับผู้ชุมนุมราว 100-200 คน เป็นสถานที่เพื่อใช้ชุมนุมสาธารณะ มีหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขในการใช้สถานที่ตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ

“บิ๊กเด่น” มอบ “รอย” รับมือม็อบ

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษก ตร. กล่าวว่า พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. มอบหมาย พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร. รับผิดชอบอำนวยการในภาพรวม และ บช.น. จัดเตรียมแผนการรักษาความปลอดภัย อำนวยความสะดวกการจราจร และการบริหารจัดการพื้นที่รัฐสภาขับเคลื่อนการปฏิบัติผ่าน ศปก.ตร. ร่วมมือกับ กทม. จัดสถานที่รองรับการชุมนุมบริเวณพื้นถนน 1 ช่องจราจร และทางเท้าภายในศูนย์ราชการกรุงเทพมหานคร เกียกกาย (ฝั่งสนามเด็กเล่น) และปรับพื้นที่ตามจำนวนผู้ชุมนุม และเตรียมเส้นทางจราจร เตรียมกำลังพล อุปกรณ์ต่างๆ ยานพาหนะ กล้องวงจรปิด ชุดเคลื่อนที่เร็ว ไว้ครอบคลุมพื้นที่รัฐสภาและพื้นที่ต่างๆใน กทม.

บช.น.คุมเข้มถึงเที่ยงคืน 15 ก.ค.

โฆษก ตร.กล่าวว่า พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. ได้ลงนามคำสั่ง บช.น.ที่ 315/2566 เรื่องประกาศห้ามชุมนุมสาธารณะในรัศมีไม่เกิน 50 เมตร รอบรัฐสภา ตามมาตรา 7 วรรคท้าย พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ ตั้งแต่วันที่ 12 ก.ค. เวลา 06.00 น. ถึงวันที่ 15 ก.ค. เวลา 24.00 น. ทั้งนี้ ตร.ขอความร่วมมือผู้ชุมนุมอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย ภายในสถานที่ที่จัดให้ หากจะชุมนุมนอกสถานที่ดังกล่าวขอให้ปฏิบัติตามกฎหมาย มีหนังสือแจ้งชุมนุมต่อหัวหน้าสถานีตำรวจล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง ขอไม่ยุยง ส่งเสริม ชักจูงให้กระทำความผิด หรือก่อให้เกิดความเดือดร้อน รำคาญเกินสมควรแก่เหตุ ไม่พกพาอาวุธ ให้ความร่วมมือปฏิบัติตามคำแนะนำเงื่อนไขหรือคำสั่งของเจ้าหน้าที่ตำรวจ หากฝ่าฝืนมีโทษตามกฎหมาย ประชาชนทั่วไปขอให้หลีกเลี่ยงใช้ถนนสามเสน หน้ารัฐสภา ตั้งแต่เวลา 09.30 น.ของวันที่ 13 ก.ค.เป็นต้นไป

วางแผนคุมตัว “ทักษิณ” กลับไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก บช.น.ว่า พล.ต.ต.โชคชัย งามวงศ์ รอง ผบช.น. เรียกประชุมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมความพร้อมรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญ กรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะเดินทางกลับประเทศไทยในเดือน ก.ค.ตามที่นายทักษิณเคยลั่นวาจาว่า กลับมารับโทษแน่นอน ทั้งนี้บช.น.เตรียมแผนวางกำลังรักษาความปลอดภัยและเส้นทางการเดินทาง ทั้งทางหลักและทางรอง กำหนดเส้นเป้าหมายการเดินทางจากเริ่มต้นควบคุมตัวที่สนามบินดอนเมือง หรือสนามบินสุวรรณภูมิ นำตัวไปควบคุมผู้ต้องหาที่ บช.ปส.ย่านหลักสี่ ก่อนนำตัวไปที่ศาลฎีกา สนามหลวง จากนั้นนำตัวไปส่งที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร โดยการข่าวของตำรวจยังไม่แน่ชัดว่า นายทักษิณเดินทางมาวันใด แม้นายทักษิณเคยระบุจะเดินทางกลับในวันที่ 26 ก.ค.ตรงกับวันเกิดก็ตาม

สแตนด์บายตามข้อมูลโซเชียล

พล.ต.ต.โชคชัยเปิดเผยว่า การประชุมดังกล่าวเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อวางแผนในการปฏิบัติหากอดีตนายกฯเดินทางกลับประเทศไทย โดยจากข้อมูลการข่าวที่ติดตามจากใน twitter และการพูดคุยผ่านพอร์ตแคสต์ของแอปพลิเคชัน club house มีข้อมูลว่านายทักษิณจะเดินทางกลับภายในเดือน ก.ค.นี้ จำเป็นต้องเตรียมแผนรับมือ หากอดีตนายกฯกลับตามที่ระบุไว้จริง แม้ว่า น.ส.แพทองธารชินวัตร ลูกสาว ระบุว่าบิดาเลื่อนเดินทางกลับไปอย่างไม่มีกำหนดก็ตาม ยืนยันการประชุมเตรียมแผนไม่ได้มีนัยทางการเมืองใดๆ

ผบ.เหล่าทัพติดคิวไม่ร่วมโหวต

ที่โรงแรมอนันตรา ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ รีสอร์ท พล.ร.อ.เชิงชาย เชิงชมแพทย์ ผบ.ทร. และ ส.ว. กล่าวว่า วันที่ 13 ก.ค.ได้ยื่นใบลาประธานวุฒิสภาไว้แล้ว มีภารกิจไปร่วมงานพิธีรำลึก รศ.112 ที่ป้อมพระจุลจอมเกล้า โดยจะมีพิธีตั้งแต่ช่วงเช้าถึงเย็น เรากำหนดล่วงหน้าไว้นานแล้วทำกันทุกปี ปีนี้จัดยิ่งใหญ่ในรอบ 130 ปี ยืนยันว่าพิธีรำลึก รศ.112 ตรงกับวันที่ 13 กรกฎาคม ไม่เกี่ยวกับจุดยืนมาตรา 112 ไม่ได้ส่งสัญญาณอะไร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 13 ก.ค. วันโหวตเลือกนายกฯ ส.ว.โดยตำแหน่งในซีกทหาร ได้แก่ พล.อ.สนิธชนก สังขจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม ติดราชการที่ จ.ลพบุรี พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ผบ.ทสส. ติดราชการที่ จ.พิษณุโลก พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผบ.ทบ. ติดภารกิจตรวจชายแดน พล.อ.อ.อลงกรณ์ วัณณรถ ผบ.ทอ. เดินทางไปราชการต่างประเทศ

ศาลยกอุทธรณ์ ป.ป.ช.ฟ้อง“จารุพงศ์”

ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง องค์คณะชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ ศาลอ่านคำพิพากษาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำอม.อธ.8/2565 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นฟ้องนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ กรณีที่จำเลยรักษาการ รมว.มหาดไทย ได้รับรายงานสถานการณ์การชุมนุมของ นปช.ที่อาคารลิปตพัลลภฮอลล์ นครราชสีมา แต่ไม่มีข้อสั่งการใดๆเป็นเหตุให้มีกลุ่มผู้ชุมนุมเดินทางเข้ามาชุมนุมในพื้นที่ กทม.ปิดล้อมสำนักงาน ป.ป.ช. นำป้ายไวนิลข้อความลักษณะแบ่งแยกประเทศไปติดตามท้องที่ต่างๆ ขอให้ลงโทษตาม ป.อาญามาตรา 157 มาตรา 116(2)(3)และอื่นๆ คดีนี้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำเเหน่งทางการเมือง พิพากษายกฟ้อง โจทก์ยื่นอุทธรณ์ องค์คณะวินิจฉัยชั้นอุทธรณ์ ตรวจสำนวนประชุมพิจารณาคำพิพากษาฯและคำร้องขออุทธรณ์ของ ป.ป.ช.แล้ว พิพากษายืนยกฟ้อง