เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิก พปชร. ชี้หากเทียบกับคดี "ธนาธร" เมื่อปี 62 ศาลรัฐธรรมนูญ ต้องรับคำร้องจาก กกต. เตือนคนโหวต "พิธา" เป็นนายกฯ สุ่มเสี่ยงขัดต่อรัฐธรรมนูญและจริยธรรมร้ายแรง

วันที่ 12 ก.ค. 66 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า ภายหลังที่ กกต.มีมติส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ศาลวินิจฉัยปม นายพิธา ถือหุ้นสื่อไอทีวี 42,000 หุ้น และขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. ซึ่งนายเรืองไกรเป็นหนึ่งในผู้ร้องครั้งนี้

นายเรืองไกร บอกว่า ตนในฐานะผู้ร้องหลัก และมองว่าข้อโต้แย้งคุณพิธาเรื่องยังไม่ได้ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ฟังไม่ขึ้น เมื่อ กกต.เห็นคำร้องก็ควรจะรู้เองอยู่แล้วว่าเมื่อกรณี นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ปี 2562 และมีการโต้แย้งว่าการไต่สวนไม่ชอบธรรม และศาลรัฐธรรมนูญใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 82 (4) มาวินิจฉัย และ กกต.เห็นก็เลยส่งศาลรัฐธรรมนูญ ก็ถือว่าชอบธรรมแล้ว ซึ่งครั้งนี้ก็เหมือนกันในการใช้มาตรา 82 ถือว่า ชอบธรรม และเมื่อชอบธรรม ศาลรัฐธรรมนูญต้องรับไว้วินิจฉัย ส่วนศาลจะให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ แล้วแต่ดุลยพินิจของศาล

นายเรืองไกร ยังหยิบยกกรณี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ว่า ถูกส่งไปศาลรัฐธรรมนูญหลายกรณี เรื่องเจ้าหน้าที่รัฐ คสช. ศาลไม่สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่กรณีนายกฯ 8 ปี ศาลสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ กรณี นายพิธา ถ้าเทียบกับ นายธนาธร คาดว่าศาลสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. แต่ตนไม่อาจจะก้าวล่วงศาลได้

ส่วนการโหวตนายกฯ พรุ่งนี้ 13 กรกฎาคม ตามที่ นายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. บอกว่า การโหวตนายกรัฐมนตรีจะต้องตรวจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 159 ว่า การโหวตนายกรัฐมนตรีห้ามโหวตตามต้องห้าม การที่จะเอาชื่อ นายพิธา มาโหวตก็อาจจะสุ่มเสี่ยงขัดต่อรัฐธรรมนูญ ถ้าดึงดันการโหวต นายพิธา และการโหวตต้องมีขานชื่อ อาจจะขัดต่อมาตรา 159 และคำร้องตนที่ให้ ป.ป.ช.ตั้งเรื่องรอเลยนั้น ว่าหาก ส.ส.หรือ ส.ว. โหวตบุคคลต้องห้าม จะขัดกับมาตรา 234 (1) ฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง หรือใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งมันเกิดได้ทันที.

...