เลขาธิการพรรคก้าวไกล ย้ำทิศทางเสียง ส.ว. เป็นบวก เผยมีกระแสกดดัน ให้ผลประโยชน์ ส.ว.ที่จะโหวต “พิธา” เป็นนายกฯ ตั้งข้อสงสัย กกต. ลุกลี้ลุกลนพิจารณาคดี มีธงการเมืองหรือไม่ ยันไม่กระทบโหวตนายกฯ 13 ก.ค.นี้

วันที่ 11 ก.ค. 2566 นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล กล่าวภายหลังร่วมหารือกับ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา และตัวแทนพรรคการเมือง รวมทั้งวิปวุฒิสภา ว่า ได้ตกลงกันในเรื่องของระยะเวลาจะเริ่มประชุมในเวลา 09.30 น. และหลังจากเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีแล้วจะเปิดให้สมาชิกรัฐสภาได้อภิปราย ซักถามอย่างเต็มที่ ก่อนที่จะมีการลงมติในช่วงเย็นประมาณ 17.00 น. ซึ่งเมื่อมีการอภิปรายซักถามจากสมาชิกแล้ว ประธานก็จะเปิดให้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับการเสนอชื่อได้ตอบคำถาม ซึ่งเสมือนการแสดงวิสัยทัศน์ไปในตัว

สำหรับจำนวนเสียง ส.ว.ในการสนับสนุน นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคก้าวไกลนั้น นายชัยธวัช ยอมรับว่าขณะนี้มีกระแสกดดันใน ส.ว.ค่อนข้างมาก ดังนั้นตอนนี้ ส.ว.ส่วนใหญ่จึงมีท่าทีไม่แสดงออกชัดเจน ต้องรอในวันที่ 13 ก.ค. ซึ่งเป็นวันลงมติเลย อย่างไรก็ตามขณะนี้มีสัญญาณบวกอย่างแน่นอน แต่ต้องยอมรับว่าในช่วงหลายวันนี้มีกระแสข่าวเรื่องการเสนอผลประโยชน์ให้ต่างๆ นานา ซึ่งก็หวังว่าจะไม่เกิดเหตุเช่นนั้นจริงๆ

เมื่อถามย้ำว่ามีหลักฐานหรือไม่ นายชัยธวัช กล่าวว่า ไม่มีหลักฐาน เป็นกระแสข่าว และหวังว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นจริงๆ

ส่วนกรณีที่ ส.ว.เตือนพรรคการเมืองที่โหวตให้คนที่ขัดรัฐธรรมนูญอาจถูกยุบพรรค นายชัยธวัช กล่าวว่า ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน ซึ่งจากที่ติดตามข่าว นพ.อำพล จินดาวัฒนะ ส.ว. ก็บอกว่าไม่เกี่ยวกัน แม้ว่าจะมีข้อกล่าวหาอะไรในตัว นายพิธา ก็แล้วแต่ เมื่อเข้าสู่กระบวนการ ไม่ว่าจะเป็นศาล หรือองค์กรอิสระ เมื่อยังไม่มีข้อยุติถึงที่สุดก็ต้องถือว่านายพิธา ไม่ได้มีอะไรผิด และเป็นการแยกการทำหน้าที่อยู่แล้วระหว่างการตรวจสอบเรื่องคุณสมบัติของผู้สมัครตามกฎหมายกับการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีของสมาชิกรัฐสภาถือเป็นคนละส่วนกัน

...

เมื่อถามย้ำว่า จะมีผลในการโหวตให้ นายพิธา หรือไม่ นายชัยธวัช กล่าวว่า คงไม่เป็นเช่นนั้น เพราะสมาชิกรัฐสภาแยกออก แต่ขณะนี้สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือกรณีที่มีความพยายามจะชูเรื่องความจงรักภักดีมาเป็นเกณฑ์ในการโหวตหรือไม่โหวตแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเราคิดว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสมที่จะทำเช่นนั้น เพราะถือว่าเป็นการหมิ่นเหม่ที่จะนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาปะทะกับผลการเลือกตั้ง ซึ่งไม่ส่งผลดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย

ส่วนกรณีที่มี ส.ว.บางคนเสนอให้ลดเพดานเรื่องมาตรา 112 ก่อนโหวตนายกรัฐมนตรี นั้น นายชัยธวัช กล่าวว่า เมื่อวานตนได้ทราบข่าวว่ามีการส่งข้อความกันในหมู่ ส.ว. ต่อให้ นายพิธา และพรรคก้าวไกล บอกว่าจะอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ขออย่าหลงเชื่อ ซึ่งเข้าใจว่าคนที่มีเจตนาแน่วแน่ว่าอย่างไรก็ไม่ต้องการเห็นพระก้าวไกลเป็นรัฐบาล จะมีเหตุผล 108

เมื่อถามย้ำว่ามีแผนสำรองหากโหวตรอบแรกไม่ผ่านหรือไม่ นายชัยธวัช กล่าวว่า ยังไม่ได้พูดคุยกัน ในห้องประชุมก็ยังไม่ได้หารือกันเรื่องนี้ เพราะยังไม่ใช่วาระ และยังไม่ถึงเวลาที่จะพูดคุยกันเรื่องนี้ และยังไม่มีการคุยกันว่าจะมีการโหวตกี่ครั้ง ส่วนจะแยกโหวต ส.ส.ก่อนหรือไม่นั้น ก็มีการพูดคุยกัน แต่ในที่ประชุมเห็นว่าคงยังไม่เหมาะสมที่จะต้องยกเว้นข้อบังคับการประชุม แต่จริงๆ ส.ว.ก็ทราบอยู่แล้วว่าเสียงของ ส.ส.ส่วนใหญ่ชัดเจน โดยทั้ง 8 พรรคยังยืนยันที่จะเสนอ นายพิธา เป็นนายกรัฐมนตรี ดังนั้นก็ทราบอยู่แล้วว่าเสียงส่วนใหญ่ของสภาล่างเป็นอย่างไร

เมื่อถามว่าพรรคก้าวไกลมีการประเมิน หรือมีแผน 2 หรือไม่ ว่าหากโหวตรอบแรกไม่ผ่านจะทำอย่างไร นายชัยธวัช กล่าวว่า ขณะนี้ยังโฟกัสว่าจะทำให้วันที่ 13 ดีที่สุดก่อน

นายชัยธวัช ยังกล่าวถึงผลการประชุมของ กกต. ที่พิจารณาเรื่องการถือหุ้นของ นายพิธา ว่า นายพิธา ได้ทำหนังสือว่าอยากให้ กกต.ได้แจ้งข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายที่มีการกล่าวหา นายพิธา ว่ากระทำผิดกฎหมายอย่างไร เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้ นายพิธา ได้ชี้แจง ซึ่งเป็นกระบวนการที่ควรจะเป็น แต่ตอนนี้เกิดคำถามว่าเหตุใดลุกลี้ลุกลน มีกระแสข่าวว่าจะรวบรัดให้ กกต.มีธงหรือไม่ ที่จะรีบส่งเรื่องนี้ไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุติปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.ของ นายพิธา ให้ได้ ก่อนที่จะมีการโหวตนายกรัฐมนตรี อันนี้เป็นความกังวล และคิดว่า กกต.ก็ต้องอธิบายให้ได้ว่าเหตุใดไม่มีกระบวนการนี้ จะอ้างว่าไม่จำเป็น จะเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัยหรือไต่สวนเลย คำถามก็คือกระบวนการของ กกต.ที่ปกติควรต้องมีการตั้งคณะกรรมการไต่สวน สืบสวนและวินิจฉัยซึ่งก็มีระเบียบรองรับอยู่ จะมีแบบนี้ไปทำไม ถ้าจะส่งทุกเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเลย ซึ่งตรงนี้อธิบายไม่ได้ ทั้งๆ ที่เรื่องนี้มีข้อเท็จจริงและมีข้อถกเถียงกันเยอะว่าตกลงไอทีวีเป็นสื่อหรือไม่ เรื่องนี้คงฟังไม่ได้ว่า กกต. ไม่มีหน้าที่วินิจฉัย ทำแค่รวบรวมข้อมูลในเบื้องต้น และส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีสถานะแล้วให้ศาลเรียกผู้ถูกร้อง หรือผู้เกี่ยวข้อง มาในชั้นศาลรัฐธรรมนูญที่เดียวนั้น ตนคิดว่าผิดสังเกต และหวังว่าจะไม่มีทางการเมืองอย่างที่เป็นข่าวมาก่อนหน้านี้

ส่วนการประชุมของ กกต. จะกระทบกับการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 13 ก.ค. หรือไม่นั้น นายชัยธวัช กล่าวว่า ไม่ เพราะสถานะการเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของนายพิธา ยังคงอยู่.