“วสวรรธน์” หัวหน้าพรรคเพื่อไทรวมพลัง เผย อยากได้ประธานสภาที่ทำงานแบบวัฒนธรรมการเมืองใหม่ เป็นกลาง และทำเพื่อประชาชน ลั่น การเมืองแบบเก่าจบไปแล้ว มั่นใจ 2 พรรคแกนนำ เคลียร์ปมประธานสภาจบ

วันที่ 29 มิถุนายน 2566 นายวสวรรธน์ พวงพรศรี หัวหน้าพรรคเพื่อไทรวมพลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกล ขณะนี้ดูเหมือนว่าจะยังพูดคุยเรื่องตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรกันไม่ลงตัว จนมีกระแสข่าวออกมาหลายทิศทาง จนถึงขั้นที่ 8 พรรคร่วม อาจจัดตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ ว่า ไม่อยากให้ตำแหน่งประธานสภา มาทำให้การจัดตั้งรัฐบาลต้องหยุดชะงัก อยากให้ 2 พรรคแกนนำยอมถอยกันคนละก้าว เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น และรักษาในสิ่งที่ประชาชนเลือกเข้ามา เชื่อว่าจะสามารถคุยกันได้ พร้อมให้กำลังใจ 2 พรรค 

ส่วนกำหนดการพูดคุยหารือเลื่อนออกไป ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในและความมั่นคงในการตั้งรัฐบาลของ 8 พรรคร่วมหรือไม่ นายวสวรรธน์ ตอบว่า ทั้ง 2 พรรคมีทีมงานที่มีฝีมือ มั่นใจว่าการเลื่อนพูดคุยออกไปไม่กระทบ แต่สิ่งสำคัญคือต้องเรียกความเชื่อมั่นของประชาชนด้วยการรีบจัดตั้งรัฐบาลโดยไม่เอาตำแหน่งประธานสภามาเป็นอุปสรรค ขณะที่ส่วนตัวเห็นว่าใครจะมาดำรงตำแหน่งประธานสภาก็ได้หมด แต่ขอยืนหยัดอยู่บนหลักการส่วนรวม ไม่ใช่หลักการส่วนตัว ก่อนจะพูดเป็นภาษาอีสานว่า “หลักข่อยอยู่บ่โดน แต่หลักการจะอยู่ตลอดไป” 

ทั้งนี้ หากทั้ง 2 พรรคสามารถตกลงกันได้ก็ไม่มีปัญหา และเชื่อว่าจะไม่มีการปล่อยฟรีโหวต เพราะพี่ใหญ่อย่างพรรคเพื่อไทยออกมายืนยันชัดเจนแล้วว่าจะควบคุมไม่ให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น หากปล่อยให้เกิดการฟรีโหวตอาจจะเป็นเฟลโหวตได้ ส่วนคำถามว่าพรรคเพื่อไทยจะมีความจำเป็นต้องเปิดชื่อผู้ชิงตำแหน่งประธานสภาเหมือนกับที่พรรคก้าวไกลเปิดชื่อ นายปดิพัทธ์ สันติภาดา มาแล้วหรือไม่นั้น ก็ไม่สามารถจะตอบแทนพรรคเพื่อไทยได้ แต่ไม่ว่าใครจะมาเป็นส่วนตัวก็ยินดีหมด 

...

ต่อมาผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าในฐานะที่เข้ามาทำงานในสภาครั้งแรก ความเห็นส่วนตัวอยากได้ประธานสภาที่ยึดหลักวัฒนธรรมการเมืองแบบเดิมหรือแบบใหม่ นายวสวรรธน์ ระบุว่า ในฐานะที่เป็นคนรุ่นใหม่ก็อยากเห็นวัฒนธรรมการเมืองแบบใหม่ ให้โอกาสคนรุ่นใหม่ได้ไปทำงานในสภา วัฒนธรรมการเมืองแบบเก่าได้จบลงไปตั้งแต่วันเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม 2566 แล้ว คนที่มาดำรงตำแหน่งประธานสภาก็ควรจะต้องเป็นคนที่มีความเป็นกลาง ไม่ใช่ ส.ส.ของพรรคใดพรรคหนึ่ง และเป็นประธานสภาของประชาชน.