"เปิดปากกับภาคภูมิ" วิเคราะห์ศึกชิงเก้าอี้ ประธานสภา "เพื่อไทย" VS "ก้าวไกล" พร้อมเผยทีเด็ดใหม่สกัด "พิธา" น่ากังวลกว่าปมหุ้มไอทีวี
เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 27 มิถุนายน 2566 ในรายการ "เปิดปากกับภาคภูมิ" ทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32 ดำเนินรายการโดย นายภาคภูมิ พันธุ์สถิตย์ ได้พูดคุยกับ รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล นายกสมาคมรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ม.รังสิต ถึงสถานการณ์ดีลเก้าอี้ประธานสภาคนใหม่
ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวว่า เป็นครั้งแรกที่ "ตำแหน่งประธานสภา" เป็นที่จับตาอย่างมากในสังคม ที่ผ่านมาเราสนใจแต่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ตอนนี้ตำแหน่งประธานสภาเป็นสารตั้งต้นว่า พรรคร่วมรัฐบาลจะไปกันต่อหรือไม่ และคิดว่า การเมืองไทยที่มีคนติดตามกันเยอะๆ เป็นเรื่องดี เพราะมีการดักคอทางการเมืองเกิดขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเคลื่อนไหวที่ไม่เป็นปกติไปสู่ครรลองที่ปกติ นั่นหมายความว่า คนที่จับตามองอยากให้เกิดการประนีประนอมที่ราบรื่นที่สุด และมองว่าการที่พรรคก้าวไกล กับ พรรคเพื่อไทย นัดคุยกันในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ หากยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน อาจจะคิดได้ว่า เกิดการรัฐประหารเงียบใน 8 พรรคร่วม หรือข้อตกลงไม่เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้
...
รศ.ดร.ธนพร กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยวันนี้ ทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก เรื่องนี้ไม่มีอะไรซับซ้อน ประเด็นแรกคือ แบบแผนธรรมเนียมสภา เป็นตัวกำกับอยู่แล้วว่าพรรคที่ได้อันดับ 1 ต้องได้เป็นประธานสภา แต่กลับเอาข้อยกเว้นเมื่อปี 2562 มาอ้างอิง ประเด็นที่สองคือ ตั้งแต่ปี 2531 เราใช้แพตเทิร์นนี้มาตลอด เรื่องนี้ที่หวาดวิตกกันคือ หากมีอีกขั้วเสนอชื่อ คุณสุชาติ ตันเจริญ และประเด็นที่สาม อาจคิดได้ว่าในพรรคเพื่อไทยมีการต่อรองตำแหน่งกันอย่างเข้มข้นเพราะการเลือกตั้งผิดโผ จากตอนแรกที่คิดว่าจะได้แลนด์สไลด์
เมื่อถามถึงการเปิดประชุมสภา ในวันที่ 4 กรกฎาคม รศ.ดร.ธนพร กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ถ้าภายในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ ยังตกลงกันไม่ได้ จะเกิดอะไรขึ้น และถ้าวันนี้มติของพรรคเพื่อไทยบอกว่าฟรีโหวต จะหมายความว่า MOU ของ 8 พรรค แทบหมดสภาพ
ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวเพิ่มเติมว่า หากมีการฟรีโหวต จะเป็นสัญญาณวอดวายเกิดขึ้นทันที
จะเกิดอะไรขึ้นหาก ตำแหน่งประธานรัฐสภา ไม่ใช่คนของพรรคก้าวไกล
รศ.ดร.ธนพร กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า หากพรรคก้าวไกลไม่ได้ตำแหน่งประธานรัฐสภา นัยยะคือพรรคก้าวไกลเป็นฝ่ายค้าน ล้านเปอร์เซ็นต์ เพราะอย่าลืมว่าตอนโหวตประธานสภา ส.ว. ไม่ได้มาโหวตด้วย ดังนั้นหากโหวตประธานสภา แล้วพรรคก้าวไกลยังไม่ได้ เรื่องโหวตนายกฯ คงไม่ต้องพูดถึง จริงๆ อาจจะเริ่มวันนี้เลยคือการที่พรรคเพื่อไทยบอกว่าจะฟรีโหวต
ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวว่า พรรคก้าวไกล มีโอกาสสูงที่ถูกไปเป็นฝ่ายค้าน เพราะไม่มีหลักประกันที่จะค้ำยันไว้ เพราะที่ผ่านมาหลายคนสงสัยดีลลับที่จะมีความชัดเจนขึ้น แต่อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับพรรคเพื่อไทยด้วย หากพรรคก้าวไกลไม่ได้เป็นประธานรัฐสภา ก็จะเป็นฝ่ายค้านสูง แต่หากพรรคก้าวไกลเป็นประธานสภา ก็ยังเป็นการการันตีว่าพรรคในฝั่งเสรีนิยมจะทำงานร่วมกันต่อไป
รศ.ดร.ธนพร กล่าวว่า เราต้องเข้าใจก่อนว่าจุดหมายของพรรคก้าวไกล คือ การไม่ทำตัวแบบพรรคการเมืองที่เราคุ้นชิน ผมกล้าพูดเลยว่า พรรคก้าวไกลทำงานการเมืองเพื่อเอาชนะทางการเมืองเลยไม่หวั่นไหวต่อการเป็นฝ่ายค้าน ซึ่งพรรคการเมืองอื่นอาจจะคิดว่าเป็นฝ่ายค้านแล้วอดอยากปากแห้ง แบบนี้ใช้กับก้าวไกลไม่ได้ วิธีคิดของเขาคือ เปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมือง และรู้อยู่แล้วว่าไม่ได้ทำด้วยเวลาอันสั้น จำเป็นต้องมีพลังมากๆ
ผมจึงบอกว่า พรรคเพื่อไทยอย่าทำเรื่องง่ายเป็นเรื่องยาก ต้องรักษาระบบเอาไว้ ใครมาเป็นอันดับ 1 ก็ต้องส่งเสริมเขาเป็นประธานสภา และเป็นนายกฯ แต่สิ่งที่เราอธิบายคือ วันนี้มีความพยายามจะทำให้เรื่องปกติเป็นผิดปกติและสัญญาณที่ว่าก็คือการลงมติของพรรคเพื่อไทยในเย็นวันนี้
ส่วนกรณี นายธีรยุทธ สุวรรณเกษร อดีตทนายความของพุทธะอิสระ ร้องอัยการสูงสุด (อสส.) ส่งเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ "พิธา ลิ้มเจริญรัตน์" และ "พรรคก้าวไกล" ยุติการเดินหน้าแก้ไข หรือ ยกเลิก มาตรา 112 ขอ อสส. พิจารณาโดยเร็วภายใน 15 วัน ตามที่กฎหมายกำหนดนั้น
เกี่ยวกับเรื่องนี้ รศ.ดร.ธนพร กล่าวว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 49 ให้โอกาสพวกเรายื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเมื่อเจอพฤติกรรมที่เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง ถ้าเราพบเจอให้ยื่นผ่านอัยการสูงสุด เมื่อไปยื่นแล้วอัยการสูงสุดมีเวลา 15 วันว่าท่านจะรับเรื่องหรือไม่รับ หากไม่รับ คนร้องก็จะสามารถไปยื่นโดยตรงที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ ซึ่งเรื่องนี้เรียกว่าเป็นทีเด็ดที่มีประสิทธิภาพเร็วและแรงกว่ากรณีหุ้นไอทีวี ระยะสั้นจะมีผลต่อดุลยพินิจในการเลือกนายกรัฐมนตรีแน่นอน
แต่หากเรื่องนี้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินขึ้นมา ทาง ส.ว. แทบจะไม่ต้องอ้างอิงอะไรในการโหวตคุณพิธาอีกเลย เพราะเป็นคำตัดสินของศาล พูดได้ว่า มีความเสี่ยงที่จะโดนข้อหาล้มล้างการปกครอง
ส่วผลกระทบระยะยาว หมายความว่า ถ้าศาลฯ วางแนวว่า นโยบายหาเเสียงดังกล่าวขัดต่อมาตรา 49 เรื่องแก้ไขมาตรา 112 ก็เป็นการเลิกพูดตลอดกาล ถ้า "แก้ไข" แปลว่า "ล้มล้าง" พรรคอื่นคงจะไม่กล้าเอามาหาเสียงแล้ว
ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวต่อว่า นี่ถือเป็นข้อมูลใหม่ของ ส.ว. ที่สามารถใช้เป็นประเด็นอ้าง ซึ่งมีผลอย่างมากหากศาลท่านรับเรื่อง แต่ตนอยากรู้ว่า หากพรรคร่วมรัฐบาลเปลี่ยนยุทธวิธีให้แคนดิเดตจากพรรคเพื่อไทยขึ้นมาแทน ทาง ส.ว.จะมีท่าทีอย่างไร