“ประยุทธ์ ศิริพานิชย์” มอง แบ่งตำแหน่ง 14 บวก 2 มันไม่ใช่ ชี้ ขัดกับสิ่งที่เจรจามา เผย ไม่มั่นใจโหวตประธานสภา ทิศทางเดียวกัน เหตุลงมติแบบลับ “นพดล” ลั่น เพื่อไทยมุ่งปรับปรุงพรรคให้เป็นที่พึ่งหวังของประชาชน
วันที่ 25 มิถุนายน 2566 นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พรรคเพื่อไทยส่วนใหญ่มองว่าควรอยู่ที่พรรคเพื่อไทย แต่คณะเจรจากลับมองว่าควรให้เป็นของพรรคอันดับหนึ่ง ว่า จริงๆ แล้วคณะเจรจาได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการบริหารไปเจรจา ต้องมารายงานต่อคณะกรรมการบริหาร หากไม่มีปัญหา คณะกรรมการบริหารสามารถตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งได้ หรือหากยังมีปัญหาอยู่ ก็ควรนำปัญหานั้นเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุม ส.ส. เพื่อรับฟังความคิดเห็น ไม่ใช่เห็นอย่างไรแล้วว่าไปเลย
ทั้งนี้ เดิมทีเริ่มต้นที่ตัวแทนพรรคที่ไปเจรจาจัดตั้งรัฐบาล บอกว่าการแบ่งตำแหน่งกับพรรคก้าวไกล จะเป็น 14 บวก 1 คือพรรคหนึ่งได้เก้าอี้นายกรัฐมนตรี อีกพรรคได้ตำแหน่งประธานสภาฯ แต่เมื่อคนที่ไปเจรจาบอกว่าจะยกตำแหน่งประธานสภาฯ ให้พรรคอันดับหนึ่ง จึงขัดกับสิ่งที่ไปเจรจามา กลายเป็นพรรคหนึ่งได้ 14 บวก 2 อีกพรรคไม่ได้คงไม่ใช่ เราจึงต้องมาพิจารณากันหลายด้าน
พร้อมยกเหตุผลการใช้อำนาจอธิปไตยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 3 ที่ระบุ อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย และต้องตรวจสอบถ่วงดุลระหว่าง 3 อำนาจ ที่แต่ละอำนาจเขาก็มีกฎหมายรองรับกำหนดที่ไปที่มา และกำหนดอำนาจหน้าที่ไว้อย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดเผด็จการเหมือนที่มีคนเคยกล่าวหา ให้แต่ละฝ่ายตรวจสอบกันถ่วงดุลระหว่างกัน ดังนั้นวันที่ 27 มิถุนายน 2566 ส.ส.พรรคเพื่อไทย คงจะมีการหารือกันเรื่องนี้
...
ไม่มั่นใจโหวตประธานสภาฯ ทิศทางเดียวกัน
ส่วนคำถามว่า หากประชุม ส.ส. แล้วทิศทางการโหวตประธานสภาฯ จะเป็นไปทางเดียวกันหรือไม่ นายประยุทธ์ ตอบว่า ส่วนตัวไม่มั่นใจ เพราะการเลือกประธานสภาฯ ให้ทำเป็นทางลับ ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 120 ระบุในการลงมติเพื่อเลือกบุคคลดำรงตำแหน่งให้ทำเป็นการลับ ยกเว้นที่มีบทบัญญัติรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ซึ่งมีแค่มาตรา 159 ในการเลือกนายกรัฐมนตรี ที่ให้ทำอย่างเปิดเผย เมื่อลับแล้วจะบอกว่าเหมือนกันเลยหรือไม่ ไม่สามารถให้ความมั่นใจได้ เพราะจับมือใครดมไม่ได้
“เมื่อมีมติที่ประชุมพรรคไปอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วนำไปสู่การเจรจากับพรรคก้าวไกล ถ้าเป็นที่พอใจของทั้ง 2 ฝ่าย โอกาสเป็นกลุ่มก้อนก็มี แต่ถ้าไม่ตกฟาก โอกาสคนละทิศคนละทางก็มี ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าจะมีการลงโทษคนที่ไม่โหวตตามมติพรรค ก็ไม่เข้าใจว่าจะลงโทษกันอย่างไร เพราะการโหวตเป็นทางลับ”
มุ่งเพิ่มบทบาทฝ่ายบริหาร ปรับปรุงพรรคให้เป็นที่พึ่งหวัง
ทางด้าน นายนพดล ปัทมะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะทำงานถอดบทเรียนการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาของพรรคเพื่อไทย ระบุว่า ขณะนี้คณะทำงานได้รับฟังความเห็นจากผู้สมัครของพรรคทั่วประเทศ นักวิชาการและสื่อมวลชน จึงได้ประมวลความเห็นเบื้องต้นเสนอหัวหน้าพรรคและแกนนำพรรคเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป โดยสาเหตุที่พรรคเพื่อไทยไม่ชนะแลนด์สไลด์มาจากหลายปัจจัย และอาจแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ การถอดบทเรียนไม่ได้มุ่งชี้นิ้วโทษกัน แต่ต้องการข้อมูลเพื่อวิเคราะห์แนวทางที่พรรคจะปรับปรุงการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกำหนดยุทธศาสตร์ใหญ่ในการเลือกตั้ง การจัดทำและนำเสนอนโยบาย ความสำคัญของการสื่อสารทางโซเชียลมีเดีย การคัดเลือกผู้สมัคร การดีเบตตามเวทีต่างๆ รวมทั้งการจัดเวทีปราศรัยเป็นต้น
ขณะเดียวกัน คณะทำงานถอดบทเรียน ยังได้มีข้อเสนอแนะเพื่อให้คณะกรรมการบริหารพรรคไปพิจารณา ประกอบด้วย การพัฒนาให้พรรคเป็นสถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็งขึ้นไปอีก การมุ่งมั่นพัฒนานโยบายอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง การเพิ่มพูนศักยภาพ ส.ส.ในทุกมิติ การสนับสนุนนักการเมืองรุ่นใหม่ การสร้างเครือข่ายรับฟังและผลักดันการแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนตามกฎหมาย และบทบาทหน้าที่ในฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ เป็นต้น
นายนพดล กล่าวต่อไปว่า “พรรคเพื่อไทยขอให้ความมั่นใจกับผู้ที่เลือกพรรคสิบกว่าล้านเสียง และพี่น้องที่ไม่ได้เลือกพรรคเพื่อไทยว่า จะมุ่งมั่นปรับปรุงพรรคให้เป็นที่พึ่งหวังของประชาชนให้ได้ นโยบายที่หาเสียงไว้ต้องผลักดันต่อในบริบทของรัฐบาลผสม 8 พรรค การไม่ชนะเลือกตั้งไม่ได้บั่นทอนความตั้งใจที่พรรคจะทำหน้าที่ของตนอย่างเข้มแข็งต่อไป เพราะผลงานของพรรค อุดมการณ์และจุดยืนของพรรคยังมั่นคง และเมื่อคณะกรรมการบริหารพรรค รวมทั้งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคได้ตกผลึกและมีความคืบหน้าในการพลิกโฉมพรรคเพื่อไทยเสร็จแล้ว พรรคจะได้รายงานให้พี่น้องทราบต่อไป”