“พล.อ.ประวิตร” เดินคล่อง เข้ารายงานตัว ส.ส. ครั้งแรก ยิ้มโชว์เอกสาร ขิง เข้าสภามา 10 ปีกว่า ไม่ตื่นเต้นแล้ว ปัดตอบปมโหวตประธานสภา
เวลาประมาณ 14.00 น. วันที่ 20 มิถุนายน 2566 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ อันดับ 1 ของพรรคพลังประชารัฐ เดินทางมารายงานตัวการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม และเดินด้วยตัวเองด้วยความคล่องแคล่ว พร้อมกับรับไหว้สื่อมวลชนที่มารอทำข่าว โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา นางสาวตรีนุช เทียนทอง ส.ส.สระแก้ว และทีมพรรคพลังประชารัฐมาด้วย
หลังจากเสร็จสิ้นการรายงานตัว พล.อ.ประวิตร ได้แสดงหนังสือรับรองการเป็น ส.ส. พร้อมโชว์บัตรประจำตัวสมาชิกรัฐสภา ก่อนให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงความรู้สึกในการมารายงานตัววันแรก หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองผลเรียบร้อยแล้ว โดย พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ตนเองเป็นสมาชิกรัฐสภามา 10 กว่าปี ตั้งแต่ปี 2551 ถือว่านานแล้ว จึงไม่ได้รู้สึกว่าจะต้องมีความตื่นเต้นอะไรหรือรู้สึกตื่นเต้นกว่าปกติ
ส่วนเรื่องการโหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร พล.อ.ประวิตร ตอบว่า เป็นเรื่องของอนาคต ขณะเดียวกัน กรณีที่มีกระแสข่าวว่าฝั่งเสียงข้างน้อยจะเสนอชื่อประธานสภา เพื่อแข่งกับฝั่งที่ได้รับเสียงข้างมาก พล.อ.ประวิตร ตอบว่า “ไม่รู้ๆ” โดยผู้สื่อข่าวถามต่อไปว่า พรรคพลังประชารัฐจะเสนอเข้าชิงหรือไม่ พล.อ.ประวิตร ไม่ได้ตอบคำถามนี้ รวมถึงไม่ตอบคำถามเรื่องการโหวตนายกรัฐมนตรีว่าจะมีการพูดคุยกันในพรรคอีกครั้งหรือไม่ ก่อนเดินออกจากวงสื่อมวลชนไปเพื่อขึ้นรถกลับ
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในช่วงที่ พล.อ.ประวิตร เข้าไปรายงานตัว ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านการถ่ายทอดสด เพจวิทยุและโทรทัศน์รัฐสภา ใจความว่า ขอบคุณประชาชนที่ได้เลือกพรรคพลังประชารัฐเข้ามารับใช้ประชาชนและสถาบัน เพื่อที่จะให้เกิดความมั่นคงแก่ชาติบ้านเมือง รวมถึงขอบคุณทุกท่านที่ลงคะแนนเสียงให้พรรคพลังประชารัฐได้เข้ามาเป็น ส.ส.ในครั้งนี้
“สิ่งที่อยากจะเห็นในสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ อยากเห็นความร่วมมือของ ส.ส.ทุกท่านที่ได้ร่วมมือกันทำงานให้ประชาชนและประเทศชาติ รวมถึงสถาบันอันเป็นที่รักยิ่ง อย่างสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อให้มีความพัฒนาสถาพรสืบไป เพราะประเทศเราเติบโตมาจากสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงอยากให้ทุกคนได้ร่วมมือกันทำงานเพื่อให้ประเทศชาติได้วัฒนาถาวรต่อไป”
ส่วนสิ่งที่อยากเห็นในสมัยรัฐบาลชุดนี้ คือ ส.ส.ทุกคน อย่าใช้อารมณ์ซึ่งกันและกันในสภา ให้ทุกอย่างเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว.


