“อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล” เปรียบ นักร้องเหมือนยุงรำคาญ แนะ กกต.แก้ระเบียบร้องส่งเดช ต้องมีโทษ โอดนักร้องจุดชนวนรัฐประหารเงียบ อ้าง คนวงในกระซิบ รับรองส.ส. 27 มิ.ย. เลือกประธานสภาหลังวันที่ 10 ก.ค.

วันที่ 11 มิถุนายน 2566 นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล กรรมการบริหารพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายทะเบียนพรรคการเมือง สั่งยุติเรื่อง กรณีการยื่นร้องขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสนอเรื่องพร้อมความเห็นให้ ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคก.ก. ตามมาตรา 92 ของพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง เนื่องจากเห็นว่าไม่มีมูล จำนวน 4 คำร้อง ว่า ขอยกตัวอย่างว่าถ้ามีการไปแจ้งความก็อาจจะมีเรื่องเเจ้งความเท็จ แต่การไปร้ององค์กรอิสระ มันไม่มีข้อหา เหมือนไม่มีข้อจำกัดหากต่อมาตรวจพบว่ามีเจตนาไม่ดี ก็ไม่มีโทษ หรือไม่ น่าจะต้องต้องมีการปรับปรุงเกี่ยวกับระเบียบองค์กรอิสระ ต่างๆ รวมถึงกกต. หรือไม่ เพราะเมื่อไม่มีโทษ ณ วันนี้เลยร้องกันใหญ่ วันหนึ่งจะไปร้องกันเช้า สาย บ่าย เย็น ร้องกี่เรื่องก็ได้เป็นข้อเสนอแนะของสังคมด้วย สำหรับความหงุดหงิดรำคาญ นักร้องไม่กี่คน ทำความเดือดร้อนให้คนทั้งหลายสิบล้านในประเทศ เหมือนยุงรำคาญ ยืนยันว่า ในส่วนตน รู้ว่า 112 เป็นกฎหมายอาญา ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กฎหมายได้ เราไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์พระมหากษัตริย์ ในรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้มีบอกว่าห้ามวิพากษ์วิจารณ์ แล้วนักร้องก็ไปร้อง ทั้งที่สภา ตนโดนไปยื่นเรื่องร้องจริยธรรมตั้งหลายสิบเรื่อง แต่สุดท้าย คณะกรรมการจริยธรรมของสภา ตีตกหมดในเรื่อง ม.112

เมื่อถามถึงข้อเสนอแก้ระเบียบต่างๆ เพื่อไม่ให้มีการร้องส่งเดช นางอมรัตน์ ตอบว่า เมื่อวันก่อนตนไปออกรายการหนึ่ง ได้คุยกับนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล ผู้อำนวยการศูนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ถึงเรื่องนี้ ตนบอกว่า กกต.เป็นองค์กรอิสระ แต่ไม่ควรเป็นอิสระจากการถูกตรวจสอบจากสังคม ซึ่งเรื่องพวกนี้กกต.สามารถแก้ระเบียบภายใน กกต.เองได้ โดยสภา หรือ ส.ส.ไม่สามารถไปก้าวก่าย สั่ง กกต.ไม่ได้ว่าต้องแก้ระเบียบกันอย่างไร แต่จะต้องออกระเบียบออกมาว่า พวกนักร้องที่ร้องมั่วๆ ต้องมีความผิดหรือไม่ มันก็เป็นเรื่องของจิตสำนึก กกต.ที่ต้องเห็นแล้วว่านักร้องพวกนี้ทำความเดือดร้อนให้สังคมอย่างไร 

...

นางอมรัตน์ กล่าวว่า กระบวนการนิติสงครามมันจะเริ่มจากแค่คน 10 กว่าคน สามารถทำลายระบบเลือกตั้งได้เลย เริ่มต้นแค่มีนักร้องเจ้าประจำ แล้วทำความขัดแย้งทางการเมืองให้กลายเป็นคดีความ พอเป็นคดีความขึ้นมาก็ส่งเรื่องไปยังศาล ซึ่งศาลอาจจะรับหรือไม่รับ แต่อาจเป็นกระบวนการที่ทำลายพรรคการเมืองง่ายไปหรือไม่ เพราะคน 26 ล้านคน เลือกฝั่งประชาธิปไตยได้ที่นั่งมา 70% ฝั่งอำนาจเดิมได้ 30% เอง แล้วจะใช้แค่ กระบวนการนักร้อง กับคนอีกไม่กี่คน ที่อาจจะเกิดการยุบพรรคและตัดสิทธิ์ทางการเมืองหรือไม่ แบบนี้คือนิติสงคราม เอากฎหมายเป็นเครื่องมือ และคิดว่ามันไม่มีการรัฐประหารในทางกายภาพแล้ว ไอ้แบบรถถังไปยึดสถานีวิทยุโทรทัศน์มันไม่มีแล้ว

เมื่อถามว่า แบบนี้คือการรัฐประหารเงียบหรือไม่ นางอมรัตน์ ตอบว่าใช่ มันคือการรัฐประหารอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันรัฐประหารผ่านกลไกนักร้อง ผ่านกลไกทางนิติสงคราม ซึ่งเหมือนเป็นการยึดอำนาจโดยอ้างกฎหมาย แล้วก็ดูดี ดูชอบธรรม ดูทางกกต.เปลี่ยนสโลแกนตัดคำว่าโปร่งใสออก แล้วเปลี่ยนเป็นว่า ทำตามกฎหมาย

“ถ้าเอาตามตัวบทกฎหมายหมด ก็ใช้เอไอไปเลย ที่เขาใช้มนุษย์ก็เพราะว่ามันต้องใช้ดุลยพินิจที่ถูกต้องของมนุษย์ด้วย แล้วคุณก็ไปอ้างว่าจะต้องทำตามกฎหมายแต่หากกฎหมายนั้นเป็นกฎหมายที่จะต้องมีการแก้ไขล่ะ ใช่หรือไม่” 

เมื่อถามถึงกรณีนายอานนท์ นำภา นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนและแกนนำราษฎร เกรงว่า หากนิติสงครามเล่นงานนายพิธา อาจจะเกิดการชุมนุมแบบออร์แกนิก เป็นแสน เป็นล้าน แบบที่ไม่ต้องมีแกนนำ กังวลความวุ่นวายหรือไม่ นางอมรัตน์ ตอบว่า ตนไม่อยากพูดแล้ว ไปตีความว่าเป็นการข่มขู่ว่าอาจเกิดการลงถนน แต่เชื่อว่ารอบนี้มันจะไม่เหมือนเดิม โหวตเตอร์จะออกมาปกป้องสิทธิและเสียงตัวเอง ที่แสดงออกผ่านคูหาเลือกตั้งอย่างแน่นอน แต่ไม่อยากจะพูดว่าคนจะลงถนนเป็นแสนเป็นล้านคน ไปพูดอย่างนั้นมันดูเหมือนกับเราไปขู่ เราไม่มีสิทธิจะไปขู่ แต่ว่าในใจลึกๆเราคิดว่ารอบนี้มันไม่เหมือนตอนที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่โดนหรอก หลังอนาคตใหม่โดน ปี 2563 เกิดม็อบเยาวชนเบ่งบาน เกิดการตื่นรู้ในสังคมจนแปลผลออกมาเป็นคะแนนเลือกตั้งอย่างที่เห็นมาแล้ว

“คือทั้งหมดทั้งมวลนี้จะต้องถามคำถามเดียว ว่าใครมีอำนาจสูงสุดตัวจริงกันแน่ มันมีอำนาจเหนือการเลือกตั้งหรือไม่ เป็นกระบวนการที่มันถูกสร้างสถานการณ์มาทั้งนั้นหรือไม่ มันไม่ใช่เรื่องธรรมชาติเป็นเรื่องที่เกินจากสามัญสำนึกของคนทั่วไป ที่พิสูจน์มาแล้วหลายครั้งหลายครา ใช่หรือไม่”

นางอมรัตน์ เปิดเผยอีกว่า แหล่งข่าววงในจากรัฐสภาเเอบกระซิบมาว่า ทางกกต.ได้ส่งสัญญาณมาที่สภาแล้ว ว่าต้องรับรอง ส.ส.ภายในวันที่ 27 มิ.ย. เพราะว่า วันที่ 28 มิ.ย. จะมีกกต.หนึ่งคน ครบวาระดำรงตำแหน่ง โดยต้องมีการให้คนที่กำลังจะหมดวาระร่วมเซ็นรับรองส.ส. ด้วย ในขั้นตอนก็คือ พอเซ็นรับรองส.ส. แล้ว สภาก็จะต้องจัดประชุมภายใน 15 วันหลังจากที่กกต.เซ็นรับรองส.ส. จึงถามไปว่า อย่างนี้แล้วสภาจะจัดปฏิญาณตน ส.ส.ประมาณเมื่อไหร่ ซึ่งได้คำตอบมาว่าจะจัดประมาณวันที่ 10 ก.ค. และพอหลังจากส.ส.ปฏิญาณตนแล้ว ก็จะต้องเรียกประชุมนัดแรกเพื่อเลือกประธานสภา ถัดจากวันที่ 10 ก.ค. ไปอีกวันสองวัน